"เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด
ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง"
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งการทำงานด้วยความถดถอยท้อแท้ เพราะจิตใจมันหดหู่เมื่อได้รับฟังคำพูดของคนอื่นที่ว่าเราไม่ดีว่าเราอย่างเสียหาย โดยที่เขาไม่รับรู้สาเหตุที่มาที่ไป ความรู้สึกมันไม่ดีเอาเสียเลย วิตกครุ่นคิด บังเอิญได้เจอหนังสือของท่าน ว. วัชรเมธี "ธรรมะหลับสบาย"อ่านแล้วทำให้ใจผ่อนคลายเกิดแนวทางในการรับมือกับความโกรธที่จะเกิดขึ้นกับเรา โดยเราควรจะมองว่า
1. คนที่ดีพร้อมทุกด้านอย่างด้านอย่างพระพุทธเจ้ายังทรงถุกด่าถูกบริภาษแล้วเราเป็นใครจึงจะรอดพ้นไปจากโอษฐภัยคือการถุกด่าถุกบริภาษ หากคิดได้อย่างนี้ "อหังการ"ของเราจะเบาบางลงมาก โอกาสที่จะวิ่ง"อัตตา"ออกไปรับคำด่าของเขามาโกรธจนเป็นทุกข์ก็น้อยลงหรืออันตรธานไปเลย
2. เราควรพิจารณาจนมองเห็นความจริงว่า การถูกด่า ถูกตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งการนินทา เป็นธรรมดาของโลก เหมือนกับที่มี พระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า "นัตถิ โลเก อนินทิโต= คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาก็คือการที่เราเผลอ "เต้น" ไปตามคำด่า คำติฉินนินทาเหล่านั้น โดยขาดสติ หรือบางทีก็ลุแก่โทสะอย่างไม่น่าให้อภัยไปด่าตอบเขาอย่างสาดเสียเทเสีย จนกลายเป็นเรื่องราวพิพาทบาดหมางลุกลามออกไปใหย่โตต่างหาก ด้วยเหตุนั้น เมื่อใดก็ตามที่เราถุกด่า ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกนินทา แทนที่จะโกรธเขาจนหน้ามืดตามัว เราควรเปิดใจให้กว้าง อดทน น้อมรับผรุสวาจา เหล่านั้นอย่างมีสติและมีอารมรณ์ขัน แล้วพยายามมองให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาว่าใครๆ เกิดมาในโลกก้ต้องเจออย่างนี้กันทั้งนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง อยุ่ใต้ฟ้า อย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา หรือไม่ก็สอนใจตนเองว่า การด่า การตำหนิวิพากษ์วิจารร์เป็นเรื่องของคนอื่น การอดทนเป็นเรื่องของเรา ภาวนาอย่างนี้บ่อยๆ แล้วจะยิ้มรับคำด่าได้อย่างสบาย
3. การที่ใครคนใดคนหนึ่งเขาจะด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์นินทาเรา แสดงว่าเขาต้องคิดมามากพอสมควรแล้วแล้วถึงผลดีผลเสียที่จะติดตามมาพร้อมฉะนั้นเราควรน้อมรับฟังคำด่า คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นให้ดี บางทีเราอาจค้นพบเพชรพลอยลำค่าว่อนอยู่ในคำด่า คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นก้เป็นได้
4. ไม่ว่าใครจะด่า ตำหนิ วิพากาวิจารณ์ หรือนินทาว่าร้ายเราก้ตาม ถ้าเราทราบเราควรขอบพระคุณเขาที่อุทิศตนหันมาสนใจเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของเราอย่างลึกซึ้ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังเมตตาเราด้วยการเสียสละ บำเพ็ญตนเป็น กระจกหกด้าน ให้เราได้มองเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดของตัวเองดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เรื่องไหนที่เขาชี้ขุมทรัพย์มา ถ้าเราผิดจริงก็ควรแก้ไขเสีย แต่ถ้าเราไม่ผิดก้ควรวางใจเป็นกลาง วางตนเหมือนช้างศึกกลางสงครามที่มีหน้าที่ของต้อง อดทน ต่อลูกศรแห่งคำด่าให้ถึงที่สุด ไม่ใช่มีหน้าที่ด่าตอบหรือโกรธตอบใครเป็นอันขาด
5. เราต้องถือเอาคำด่า คำวิพากาวิจารณ์ และคำนินทาว่าร้ายเป็นบททดสอบ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมของเรา ถ้าการปกิบัติธรรมของเราก้าวหน้า เราจะมองเห็นว่าไม่มีใครสักคนหนึ่งที่ควรแก่การโกรธตอบหรือพยาบาทจองเวรเลย มีก็แต่คนที่เราจะเมตตาและชักพาเขาให้ก้าวออกมาเสียการตกเป็นทาสของโลภ โกรธ หลง
"จงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
จงเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี
จงเอาชนะความตระหนี่ ด้วยการให้
จงเอาชนะความเท้จ ด้วยความสัตย์"
บทความจาก นังสือ ธรรมะหลับสบาย(ว.วชิรเมธี) สาธุ.....สาธุ
"จงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
จงเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี
จงเอาชนะความตระหนี่ ด้วยการให้
จงเอาชนะความเท็จ ด้วยความสัตย์"
ขอบคุณในข้อคิดดีๆ ที่ให้ ค่ะ
เราไม่สามารถทำให้ใครถูกใจได้(หมดทุกคน)
ความพอใจของคนแต่ละคนย่อมมีความ......แตกต่างกัน
ขอเพียงเราทำสิ่งที่ดีที่สุด...ได้เต็มตามความสามารถ..ใครจะว่าไงก็ช่างเขาละกันนะคะ