เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ดิฉันยังไม่ได้บอกให้พี่บุญเลียน ช่างทอผู้ไทที่ไปแสดงงานด้วยกัน ทราบถึงความคิดที่ผุดขึ้นมาในสมองระหว่างเดินทางกลับจากอเมริกา เพราะยังไม่แน่ใจตัวเองนักว่าจะทำอะไร แค่ไหน ยังไง เมื่อรอจนกระทั่งแน่ใจแล้วจึงได้โทรไปคุยและสอบถามกับพี่บุญเลียนว่า ถ้าจะลองทำแพรวาสีธรรมชาติกันดูเพื่อหาทางออกเรื่องตลาด พี่สนใจจะทำไหม ? โดยเสนอว่าดิฉันจะออกค่าใช้จ่ายค่าเส้นไหมและวัสดุย้อมสีธรรมชาติให้ สาเหตุที่ต้องเสนอไปเช่นนั้น เพราะประสบการณ์จากการทำวิจัยผ้าพื้นเมืองมานานสอนให้รู้ว่า ถ้าจะให้ชาวบ้านลงทุนทำอะไรเองโดยที่เขาไม่แน่ใจว่าจะขายได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิด เพราะพี่บุญเลียนตอบมาว่าที่ผ่านมาก็เคยมีหน่วยงานภาครัฐมาสอนย้อมสีธรรมชาติอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องหาตลาดให้ ชาวบ้านไม่รู้จะขายให้ใครก็ต้องกลับไปย้อมสีเคมีแบบเดิม และตอบมาว่ายินดีที่จะร่วมทดลองตามความคิดของดิฉัน โดยจะคิดแค่ค่าจ้างทอเป็นผืน ๆไป ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของดิฉันกับช่างทอผู้ไท ซึ่งนอกจากพี่บุญเลียนแล้ว ก็มีสมาชิกหลักอีกคนคือ เป้ย นามปัญญา แม่ของประภาวดีหรือน้องแกน เด็กสาวที่ไปร่วมสาธิตทอผ้าที่อเมริกากับพี่บุญเลียน ซึ่งต่อมาดิฉันจะเรียกเธอว่า แม่น้องแกน ตามธรรมเนียมการเรียกแบบผู้ไท
พี่บุญเลียน (ขวา ) กับ ประภาวดี หรือ น้องแกนที่งานเทศกาลแม่น้ำโขง กรุงวอชิงตัน ดี ซี

เป้ย นามปัญญา หรือ แม่น้องแกน อีกหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกงานฟื้นฟูและพัฒนาแพรวาสีธรรมชาติ