ถ้าเราผลัดกันรับ ผลัดกันให้ด้วยความใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเป็นฝ่ายได้รับน้ำใจหรืออะไร ๆ จากใครด้วยแล้ว ยิ่งมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องมารยาทที่ผู้ใหญ่พยายามพร่ำสอนแล้ว ยังเป็นน้ำหล่อเลี้ยง เป็นปุ๋ยให้ความงดงามแห่งมิตรภาพงอกงามอีกด้วยนะคะ

 

 

 

 

 

          เมื่อวานมีเหตุให้ต้องกลับไปใช้บริการรถตู้ เพื่อไปทำธุระ  เพราะไม่ได้รีบร้อน จึงคิดว่านั่งไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง  

ไม่ต้องโหนเหมือนรถเมล์

(เพราะโหนยังไงก็ไม่ถึงอยู่แร่ะ :P )

แถมประหยัดกว่าแท็กซี่เสียด้วย

 

รถตู้

          ประกอบกับชอบเลือกขึ้นรถแท็กซี่หรือรถตู้คันเก่า ๆ ไว้ก่อนเพราะเห็นคนส่วนใหญ่ชอบเลือกแต่คันใหม่ ๆ กัน  รถคันเก่า ๆ จอดรอผู้โดยสารตามป้ายรถเมล์  แต่หลายคนก็ยังอุตส่าห์โบกหาแต่คันใหม่ ๆ แล้วก็วิ่งจู๊ด ขึ้นคันใหม่ไปต่อหน้าต่อตา

 

ใจก็คิดน๊อ...

นี่ถ้าเราเป็นคนขับรถคันเก่า ๆ นั้นจะรู้สึกยังไงหว่า

หรือพวกรู้สึกล็อตแรก ๆ เขากระเสือกกระสนไปออกรถคันใหม่ ๆ  เรียกผู้โดยสารกันหมดแล้ว

เหลือแต่พวกเบี้ยน้อยหอยน้อย จึงต้องยอมจำนนโดยดุษฎี  ตกตะกอนนอนก้น ทนขับรถเก่า ๆ กันไป

ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า กับผู้โดยสารที่เมินหน้าหนี  ในใจพี่แกคงนึกอยากจะร้องเพลง

…อ้ายคนจน จำต้องทนปั่นรถถีบ จะไปจีบอี่น้องคนงาม…

 

เนอะน้าเนอะ

 

^_^

 

 

             ไอ้เราแค่อาศัยรถเขาไปแป๊บเดียวเองนี่นา ค่าโดยสารแค่ 15 บาท  แอร์ไม่เย็นเท่าไหร่คงไม่เป็นไรมั๊ง  เลือกนั่งหน้าเอาก็ได้

เบาะก็สะอาดตามอัตภาพของเขาน่า  จริง ๆ เขาเองก็ต้องเสี่ยงกับระดับอนามัยของผู้โดยสารอยู่เหมือนกันนา

เอาเป็นว่าเราช่วยกระจายรายได้หน่อยก็แล้วกัน

 

 

             และแล้วห้วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์ก็เริ่มขึ้น

 

รถตู้

             ครูปูเลือกนั่งหน้าข้างคน ขับพร้อมสัมภาระนิดหน่อยที่รวบกอดไว้มิให้รุกรานพื้นที่ของคนอื่น ด้วยความที่รถเก่า คนขับก็อุตส่าห์เร่งแอร์เต็มที่  เสียงแอร์ดังหึ่ง ๆ

 

ประเดี๋ยวนึงก็จอด ๆ

 

             ผู้โดยสารยื่นสตังค์ให้ พร้อมปิดประตู โครม! เป็นสัญญาณให้คนขับออกตัวไปต่อได้

แรก ๆ ก็ได้ยินคนขับรถตู้ขอร้องตลอด

 

“ปิดประตูเบา ๆ นะคร๊าบบ”

 

ทั้ง ๆ ที่มีสติ๊กเกอร์ติดเตือนอยู่ตรงประตู กรุณาปิดประตูเบา ๆ แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจ

 

“นั่งกระเถิบในหน่อยนะครับ มีที่ว่างอีกนะครับ ช่วยกระเถิบให้ผมหน่อยนะครับ”

 

(คำว่าให้ผมหน่อยนี่ คงหมายถึงเห็นใจรายได้ของผมหน่อยมังคะ)

 

 

             ไม่รู้เป็นอะไรคน ส่วนใหญ่จะเลือกนั่งให้ใกล้ประตูทางออกให้มากที่สุด ไม่ว่าเป้าหมายตัวเองจะอยู่ไกลแสนไกลขนาดไหน หรือจะมีคนลงแล้วเราเกะกะขวางทางเขาไปแล้วกี่คน

 

             แถมอยู่ดี ๆ ผู้โดยสารบางคนเกิดบอกเป้าหมายกระทันหันขึ้นมาอีก คือลงตรงนี้ จอดให้หน่อย จะลงเดี๋ยวนี้  คนขับก็อาศัยทักษะปาดหน้าปาดหลังเสียบเข้าไปจอดเอาใจลูกค้าจนได้ พร้อมกำชับว่า

 

“ลงอย่างรวดเร็วนะครับ ตรงนี้ห้ามจอด”

 

             ปฏิกริยาที่เห็นคือ ไม่มีอาการเร่งรีบแต่อย่างใด นั่งเสียในสุดไม่มีการเตรียมตัว ค่อย ๆ กระดื๊บ ๆ ช้ากว่าหนอน ดร.เม้ง เสียอีก แถมจ่ายสตังค์เสร็จเดิบเชิ๊บ ๆ ไม่ปิดประตูรถให้อีกต่างหาก จนคนที่นั่งใกล้ประตูรู้ชะตากรรมของตัวเองในที่สุด

 

             บางคนบอกเป้าหมายมา จากข้างหลังด้วยเสียงเบา ๆ คิดไปเองว่าคนขับจะได้ยิน แต่นั่งอยู่ใกล้แอร์แล้วเสียงแอร์เก่าดังขนาดนั้น ทำให้คนขับไม่ได้ยิน พอเลยที่หมายก็ช๊งเช๊งปะทะคารมกันใหญ่

 

             หนำซ้ำยังมีโทรศัพท์แจ้งเรื่องรถชนที่ขอให้คนขับวิ่งไปดูให้อีก

 

             สังเกตเห็นคนขับรถหนวดเริ่มกระดิกขึ้นเป็นระยะ ๆ

 

“ครับผม ๆ” เมื่อสักครู่เริ่มหายไป

 

อาการขับรถปรู๊ดปร๊าด เริ่มถี่ขึ้น

 

             หน้านิ่ว คิ้วขมวด ปฏิกริยาโต้ตอบกับผู้โดยสารลดลง ใครบอกให้จอดตรงไหน ไม่มีตอบรับ "ได้ครับ" เหมือนเมื่อครู่

 

ทำยังไงล่ะตรู นั่งอยู่ดี ๆ ไหงพาลเครียดไปกับเขาด้วยหว่า :(

 

โอย... นึกเข้าใจพยาบาลโรงพยาบาลรัฐแถวบ้าน

ที่มักถูกกล่าวหาว่า หน้าเหมือนยักษ์ท้องผูก ขึ้นมาเลย

มันเป็นจะอี้นี่เองเน่อ….

 

 

เห็นภาพความเครียด และความกดดัน

แย่งกันอยู่ แย่งกันทำมาหากินแบบคนเมืองหลวง

แล้วเลยหลงลืมหัวจิตหัวใจซึ่งกันและกัน

อย่างที่พ่อครูบาฯ แอบมองผ่านเลนส์ของไอ้หนุ่มทุ่งกุลาบ่อย ๆ ไหมคะ

 

 

เอาวะ …where where is where where..

ทำใจดีสู้เสือ ชวนคุยนู่นนี่พองาม

ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสคอยย้ำคนขับให้ด้วยซะเลย

“มีคนลง modern form นะคะ”

“มีคนลงป้ายโรงพยาบาลหน่ะค่ะ”

“วันนี้ดีเนอะ รถไม่ติดมาก”

ใครส่งสตังค์มาไม่ถึงหรือทอนสตังค์ไม่ถึงก็ช่วยรับช่วยส่งต่อให้

เคยเห็นรถตู้ที่มีบริการแบบครอบครัวไม๊คะ

คือสามีขับ ภรรยาเก็บเงินอะไรประมาณนั้นหน่ะค่ะ

นั่นเลยค่ะ นั่นเลย

(ดีนะไม่เจอคนรู้จักไม่งั๊นคงแสดงความยินดีที่เราได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเขาเสียที  อิอิ)

 

 

              วันนี้เลยนั่งคิดถึงบันทึก การบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ของพี่เบิร์ด  บันทึกที่แสดงให้เห็นว่า "ผู้รับ"  ประทับใจมากมายแค่ไหนกับบริการที่ได้รับจาก "ผู้ให้" ที่บริการด้วยหัวใจ

 

ในทางตรงกันข้าม หาก “ผู้รับ” ไม่ตอบรับด้วยหัวใจ

ไม่ทำให้การให้นั้นมีคุณค่า

หรือเสริมแรงให้ “ผู้ให้” ยินดีและเต็มใจที่จะให้ต่อไป

เมื่อการให้การรับไม่เกิดพร้อมกัน หรือเสียสมดุลไปเมื่อไหร่

ก็มีแนวโน้มที่เป็นไปได้มากว่า

“ผู้ให้”

อาจเหนื่อย

อาจท้อ

อาจไม่เห็นข้อดีของการเป็น “ผู้ให้” อีกต่อไป

 

อาจหมดแรงใจ ที่จะผลักกายให้เกิดแรงในการให้ได้อีก

แม้จะทำด้วยหัวใจไม่ใช่หน้าที่

ก็ไม่เห็นมีใครว่าดีหรือชื่นชมสักคน

จะบอกว่าไม่เห็นจะต้องทำความดีเพื่อให้คนชื่นชม นั่นก็ดี แต่ครูปูว่าไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่ในทุกอารมณ์หรอกค่ะ ที่จะทนต่อการสึกกร่อนของการเสียสมดุลแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ

 

              ถ้าเราผลัดกันรับ ผลัดกันให้ด้วยความใส่ใจ  โดยเฉพาะ ถ้าเรา เป็นฝ่ายได้รับน้ำใจ หรืออะไร ๆ จากใครด้วยแล้ว

ยิ่งมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด

เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องมารยาทที่ผู้ใหญ่พยายามพร่ำสอนแล้ว

ยังเป็นน้ำหล่อเลี้ยง เป็นปุ๋ยให้ความงดงามแห่งมิตรภาพงอกงามอีกด้วยนะคะ

 

แล้วสังคมแห่ง “การให้และการรับด้วยหัวใจ” แบบนี้มิใช่หรือ

ที่พวกเราปรารถนากันนักหนา

 

 

เผอิญครูปูลงรถเป็นคนสุดท้าย

คนขับรถตู้เลยมีโอกาสเล่านู่นนี่ให้ฟัง

เหมือนได้ระบายอะไรหลาย ๆ อย่าง

ซึ่งก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรตอบเขาไปหรอกนะคะ 

 

เพียงแต่ได้ยินกับหูว่า

คำว่า “ขอบคุณครับ” ของเขากลับมา

 

พร้อมรอยยิ้มและการก้มศรีษะที่สอดรับกับคำอวยพรของเขาว่า

“โชคดีนะครับพี่”