ร่างกายทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป

 

 

ร่างกายทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป

 

ให้นึกให้จำบ่อยๆ แล้วความรู้สึกความเป็นตัวเราของเรานั้นจะลดลง

ดินที่ ถมที่ เป็นอย่างไร ดินในร่างกายเราก็เป็นเช่นนั้น

อันเดียวกันเลยไม่ต่างกัน

ศพที่เขาเอาไปทิ้งในป่าช้า พอปล่อยไปนานๆ ก็แยกไม่ออกว่าอันไหนร่างกาย อันไหนดิน

เพราะธาตุดินเหมือนกัน คือสิ่งเดียวกันเลย

บุคคลใดโง่เขลาเบาปัญญา บำรุงบำเรอร่างกายซึ่งแท้จริงเป็นเพียงธาตุดินให้มาก

โดยไม่พัฒนาบำรุงจิตซึ่งอยู่กับเราจริงๆ

บุคคลนั้นเปรียบเหมือนคนโง่เหมือนกับว่า

"เฉือนเนื้อลูกตัวเอง ให้หมาข้างถนนกิน"

เพราะจิตเราต้องเอาไป แต่เราไม่ใส่ใจ

ไปใส่ใจร่างกาย ซึ่งต้องทิ้งไว้ในโลกนี้

เมื่อมีความเกิด ย่อมมีความตายอย่างแน่นอน

ร่างกายเป็นต้นเหตุแห่งความตาย

ไม่สามารถหนีความตายไปได้เลย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

จะลึกถึงก้นมหาสมุทร หรืออยู่ในหุบเขา หรือบนท้องฟ้า

หากมีร้างกายแล้ว ย่อมหนีความตาย ย่อมหนีพยามัจจุราชไม่พ้นเลย

รูปร่างหน้าตาที่เราเห็นในกระจกตั้งแต่เด็กจนโตไม่ใช่เรา

แท้จริงแล้วเป็นดิน เท่านั้น

คนเราเกิดมานี่ มายืมอาศัยร่างกายคือธาตุดินเพื่อมาเกิดในภูมิมนุษย์

เหมือนเช่นกินข้าวต้องอาศัยช้อนทานอาหาร พอหยุดกินก็วาง เรียกว่าอาศัยกินอาหารเท่านั้น

คนเราเกิดมาก็อาศัยดิน เพื่อมาเกิดเพื่อยืมปั้นเป็นตัวบุคคลเราเขาเท่านั้น

"ร่างกายทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป"

ร่างกายเอาไปไหนไม่ได้เลย ต้องทิ้งเพียงอย่างเดียว

ถ้าเราเข้าใจว่าร่างกายเป็นของสำคัญยิ่ง ร่างกายต้องการอย่างไร ไม่ว่าจะผิดศีลผิดทำ ก็จะหามาให้

มาปรนเปรอ ร่างกายนี้อย่างไม่ลืมหูลืมตา แม้จะบาปแค่ไหน

เรียกได้ว่า

"ยอมทำร้ายตัวเอง เพื่อบุคคลอื่น"

"ยอมฆ่าลูกตัวเอง เพื่อเอาเนื้อไปเลี้ยงหมาข้างถนน"

อย่างนี้ เรียกได้ว่า

"เข้าใจผิดอย่างแรง ทำเรื่องโง่ขนาดไหน"

ร่างกายนี้ไม่ได้เอามาไม่ได้เอาไป เพียงแค่เรายืมโลกเท่านั้น

แต่จิตต่างหาก

เมื่อเราทำดีมาก เมื่อเราตายไป จิตก็ไปที่สูง

เมื่อเราทำชั่วมาก แบกบาปแบกกรรมไว้ที่จิต

เมื่อตายไป จิตก็ตกต่ำ ไปเกิดในนรกบ้าง เปรตบ้าง อสูรกายบ้าง สัตว์ต่างๆบ้าง

ดังนั้น

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ย่อมสำรวมในศีล

ย่อมฉลาดคิดว่า

"ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด (อารมณ์พระโสดาบัน)"

เนื่องจากมีญาณปัญญาเห็นแจ้งแล้ว

"ไม่ยอมเห็นบุคคลภายนอก ดีกว่าตัวเรา"

"ไม่ยอมเฉือนเนื้อลูกตนเอง ให้หมาข้างถนนกิน"

ฉะนั้น ต้องจำไว้ว่า

"ร่างกายต้องทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป"

เปรียบอีกอย่างคือ

เหมือนเราจะไปต่างประเทศ มีกระเป๋าเดินทางอยู่สองใบ

เราพยายามเอาเสื้อผ้า สิ่งของ เงินทอง ยัดเข้าไปในกระเป๋าที่เราจะไม่เอาไป

ส่วนกระเป๋าที่เราจะเอาไปต่างประเทศด้วยไม่ใส่อะไรไปเลย

เมื่อไปเมืองนอกแล้ว เปิดออกมา ก็เจอกระเป๋าเปล่า

เงินก็ไม่มีใช้ เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่ ของก็ไม่มีติดตัว

"บุคคลใดที่ยอมผิดศีลผิดธรรมเพื่อร่างกาย

เหมือนกับคนที่ไม่มีปัญญา เอาเงินทอง เสื้อผ้า

ไปใส่ในกระเป๋าที่จะไม่เอาไป มันโง่ขนาดไหนล่ะ"

อย่าผิดศีลเพื่อไปบำรุงบำเรอร่างกาย

เมื่อเห็นชัดดังนี้แล้ว จะมีความแก่กล้าในศีลมาก

มีศีลอันมั่นคง ยอมตายดีกว่าศีลขาด

สุดท้ายร่างกายเมื่อเผาแล้ว อย่างมากที่สุด มันก็เหลือเพียง

"ขี้เถ้ากองเดียว มันก็คือ ดินนั่นเอง"

เมื่อร่างกายเหลือได้แค่ขี้เถ้าแล้ว

ของนอกกายมันก็จะเหลืออะไร?

สุดท้ายขอให้ทุกคนนึกเสมอไว้เป็นปัญญาติดใจว่า

"ร่างกายต้องทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป"

"ร่างกายต้องทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป"

"ร่างกายต้องทิ้งไว้ จิตต้องเอาไป"

 

 

 

 อะจีรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ

อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง

 ร่างกายนี้ ไม่ช้าก็มีวิญญาณไป ปราศจากวิญญาณแล้ว

ร่างกายก็ถูกทอดทิ้งเหมือนกับท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์

สาธุ สาธุ สาธุ

บุญกุศลอันเกิดจากธรรมทานนี้ หากพอมี ขออุทิศให้พ่อและแม่

และผู้มีพระคุณทั้งหลายที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า เจ้ากรรมนายเวร

และเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ