เล่าอย่างมีศิลปะ เปิดเผยและจริงใจ เรียนรู้ในมิติที่ซ่อนเร้นอย่างสนใจใคร่รู้

ผมประสานกับอู๊ด(บรรจงวิทย์)เรื่องประชุมทีมคุณอำนวย แต่เวลากระชั้นและฟังว่าเป้าหมายของการจัดสัมมนาที่เขื่อนเชี่ยวหลาน 4-6 ก.ย.นี้ เป็นการทำความเข้าใจกระบวนการจัดการความรู้เป็นหลัก ไม่หวังผลในส่วนของเนื้อหามากนัก เป้าหมายจึงตั้งไว้กว้าง ๆ จะอะไรนั้นอู๊ดบอกว่าจะประสานกับคุณธวัชอีกที เลยนัดหมายทีมคุณอำนวยเจอกันในวันที่ 4 ตอนเย็นทีเดียว
ผมเจอะเจอปรากฏการณ์อย่างนี้มาหลายครั้งแล้วคือ เราเริ่มจากชุดเครื่องมือที่มี input - outputชัดเจน ผมจึงเปรียบเหมือนเล่มเกมคือ ต้องเข้าใจเป้าหมายในการเล่นและกติกาของเกม กอล์ฟก็แบบหนึ่ง ฟุตบอลก็อีกแบบหนึ่ง ใครไม่เข้าใจก็เล่นไม่สนุก แม้แต่ดูก็ไม่สนุก คนส่วนมากย่อมไม่เข้าใจเกมใหม่ ๆ การจัดการความรู้ก็เป็นเกมอีกชนิดหนึ่งเพื่อใช้ฝึกฝน/พัฒนาตนเองและองค์กร
ใครอ่านคู่มือการเล่นปิงปอง คงรู้ว่าลงเล่นกับโค้ชจะง่ายกว่ากันเยอะเลย
เกมจัดการความรู้เป็นวิถีปกติของการทำงานในปัจจุบันที่ต้องใฝ่เรียนรู้ พัฒนาตนเอง เป็นเกม   มองตน มิใช่มองนอกตน
ไม่ใช่ระดมความรู้ความเห็นเพื่อสร้างมาตรฐานที่ดีเลิศ
แต่เริ่มจากประสบการณ์การทำงานอย่างมีเป้าหมายของผู้เข้าร่วมแต่ละคน
ทำอะไร เพื่ออะไร และทำอย่างไรที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าชื่นชมทั้งต่อตนเองและ หน่วยงาน
เล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟังอย่างมีศิลปะ อย่างเปิดเผยและจริงใจ
ขณะเดียวกันผู้ฟังก็ต้องมีศิลปะในการฟังด้วยคือฟังอย่างตั้งใจ เรียนรู้ในมิติที่ซ่อนเร้นอย่างสนใจใคร่รู้
ศิลปะในการฟังยากยิ่งกว่าศิลปะในการเล่าเรื่องที่ดี
จากเรื่องเล่าในวิถีคิด วิถีการทำงานของแต่ละคนในกลุ่มซึ่งมีทิศทางแต่ไร้ระเบียบ จะถูกนำมาจัดแต่งให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อก่อรูปแก่นแกนของความรู้จากเรื่องราวที่วิจิตรพิสดารบรรดามี ความรู้ฝังลึกที่ไร้ระเบียบจะถูกถ่ายเทเรียนรู้อยู่ภายในกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ได้รับการขัดเกลาให้กลายเป็นแก่นความรู้ที่เป็นระบบระเบียบ
การเรียนรู้จากแก่นความรู้ที่เป็นระบบระเบียบโดยนำเสนอตัวอย่างเรื่องเล่าเร้าพลังระหว่างกลุ่มย่อย จะช่วยเสริมพลังการเรียนรู้ในวงเรียนรู้ทั้งหมด และอาจจะนำมาปรับแต่งเป็นแก่นความรู้ที่เป็นระบบโดยเชื่อมโยงกับฐานที่มาจากประสบการณ์การทำงานอย่างมีเป้าหมายซึ่งก่อเกิดผลอย่างน่าชื่นชมของแต่ละคน
ผมเข้าใจว่า นี่แหละเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบเคออดิก แบบเดียวกับที่ได้จากการเดินแอร์โรบิคในตอนเช้าและเย็น ซึ่งแต่ละคนย่อมมีท่วงทำนองในการสร้างพลังการเรียนรู้ของตนเอง