การรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

การรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

---------------------------------------

เหตุที่กฎหมายรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดิน[1]

---------------------------------------

          กรรมสิทธิ์  จึงเป็นอำนาจของกฎหมายและกฎหมายซึ่งบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์นี้ได้ส่งเสริมความเป็นเจ้าของให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  โดยบังคับให้บุคคลอื่นในชุมชนต้องรับรู้และความเคารพความเป็นเจ้าของของผู้ทรงกรรมสิทธิ์

          หลักสำคัญอีก 2  ประการที่สนับสนุนการรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดินของกฎหมายคือหลักแรงงาน (Labour) และหลักประโยชน์ของมหาชน (Publie ulility)

1. หลักแรงงาน

          ก่อนบุคคลจะถือเอาที่ดินนั้นก็ต้องลงแรงเช่นหักร้างพงด้วยความเหนื่อยยากในการปรับปรุงให้ที่ดินเหมาะแก่สภาพที่จะทำประโยชน์ได้ ต้องทดน้ำ ต้องใส่ปุ๋ยนานาประการ ไม่ใช่ชุปมือเปิบ ยังมีที่ดินอยู่เหลือหลายในดงพระยาเย็นซึ่งไม่มีใครสนใจอยากได้ เมื่อคนต้องลงทุนลงแรงถึงปานฉะนี้ สมควรแล้วที่กฎหมายจะรับรู้และป้องกันกรรมสิทธิ์ให้แก่เขา ดังเช่น พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 9 บัญญัติว่าผู้ได้รับอนุญาตให้จับจองแล้วต้องทำประโยชน์ในที่ดินนั้นให้แล้วภายใน 2 ปี นับแต่วันได้รับใบเหยียบย่ำหรือ ภายใน 3 ปี นับแต่วันได้ตราจอง มิฉะนั้น เป็นอันสิ้นสิทธิแห่งการจับจองในที่ดินส่วนซึ่งยังไม่ทำประโยชน์

          การที่คนต้องลงทุนลงแรงในที่ดินนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับการที่สร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น ฉะนั้นคนจึงควรเป็นเจ้าของ จูลส์มิชเลนส์ (Jules michlet) นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสในสมัยศตวรรษที่ 19 กล่าวว่า คนจะมีสิทธิในที่ดินก็ด้วยทำมันขึ้นดังเรื่องของชาวนาที่ขนดินขึ้นไปถมตามทางลาดของไหล่เขาพีรีนัสและทำนาบนนั้นได้งอกงามดีและถูกหาว่าเป็นพ่อมด เพราะทำนาอย่างพิสดารและได้ผลงอกงามดีกว่าชาวนานข้างเคียง ชาวนาถูกจับมาพิจารณาต่อหน้าตุลาการชาวโรมัน (ขณะนั้นชาวโรมันแผ่อำนาจมาปกครองประเทศโลก คือฝรั่งเศสปัจจุบัน) ชาวนาต่อสู้ว่าเขาไม่มีเวทย์มนต์ทางไสยศาสตร์อะไร และชูมือทั้งสองขึ้น และกล่าวว่า นี่คือมนต์ของข้าพเจ้า นี่เป็นเรื่องที่มักจะอ้างกันในพวกที่นิยมให้กฎหมายรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

          เหตุผลที่กล่าวแล้วมีผู้เถียงเพราะว่าไม่จริงเสมอไป เพราะมีที่ดินซึ่งมีราคาอยู่แล้วแต่เดิมแล้ว ป่าไม้และทุ่งหญ้าถ้าใครจับจองได้แล้วก็ขายได้เลยทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย สถานทีตากอากาศบางแห่งขายละเทหากเกิดคนนิยมขึ้นและใครจองที่ดินนั้นไว้ย่อมได้โชคลาภ อีกประการหนึ่งถ้าจะคิดราคาที่ดินกับทุนและแรงที่ลงไปนั้นจะเห็นว่าเจ้าของที่ดินได้กำไรมากมายนัก ราคาของที่ดินทวีสูงขึ้นทุกวันด้วยเหตุจำนวนที่ดินมีจำกัด เฮนเรียอชร์ กล่าวว่าเจ้าของที่ดินนั่งสูบบุหรี่คอยเสียก็ได้ว่าที่ดินจะต้องขึ้นราคาโดยไม่มีปัญหา

2. หลักประโยชน์ของมหาชน (Public ntility)

          หลักนี้อธิบายว่าเป็นการสนับสนุนให้พลเมืองตั้งอกตั้งใจทำงานด้วยความมั่นใจ การรับรองกรรมสิทธิ์ให้แก่เจ้าของทรัพย์จะเป็นกำลังใจให้คนประกอบการหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตดียิ่งไปกว่านี้ เมื่อกฎหมายส่งเสริมสนับสนุนเช่นนี้เจ้าของที่ดินก็พยายามทำงานเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดและผลที่ได้รับนั้นมิใช่จะเป็นประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินฝ่ายเดียวก็หาไม่ หากเป็นประโยชน์แก่ชุมชนทั้งมวล ชาวนาไทยไม่ได้ปลูกข้าวไว้แต่พอกินสำหรับครอบครัว แต่คนทั่วโลกหลายล้านคนต้องพึ่งข้าวที่ชาวนาไทยเพาะปลูกขึ้น

          หลักนี้ถูกแต่เพียงบางส่วนและไม่จริงเสมอไป ที่ว่าประโยชน์ของเจ้าของที่ดินก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม  ในหลายกรณีที่ประโยชน์ของเจ้าของที่ดินใช้ที่ดินขัดต่อประโยชน์ของส่วนรวม และบางครั้งก็เป็นภัยแก่ส่วนรวมทีเดียว เจ้าของป่าไม้ย่อมพยายามตัดไม้ขายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องลงทุนบำรุงป่า ซึ่งจะต้องลงทุนอีกมากและไม่ได้อะไรตอบแทนในปัจจุบัน ขุนนางอังกฤษเคยเปลี่ยนให้ป่ากลายเป็นทุ่งหญ้าสำหรับล่าสัตว์ เพราะการเล่นกีฬาล่าสัตว์ให้ความสุขสบายมากกว่าที่ท่านปล่อยให้ชาวนาเข้าปลูกข้าว

          ข้อคัดค้านต่างๆ ในการที่กฎหมายยอมรับรู้กรรมสิทธิ์นับเป็นมูลฐานสำคัญที่ก่อให้เกิดความคิดเห็นในทางคอมมิวนิสต์ (conmunictic idea) อันเป็นเหตุให้โลกต้องแบ่งค่ายกันเป็นสองฝ่ายในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ดี นักนิติศาสตร์ซึ่งอยู่ในค่ายเสรีประชาธิปไตยหรือค่ายที่ยังนิยมให้เอกชนมีสิทธิ์ในที่ดิน ก็ควรจะพอใจเหตุผลสนับสนุนดังกล่าวแล้ว

--------------------------------

ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน[2]

-------------------------------

          ผู้ที่ทรงกรรมสิทธิ์ได้นั้นคือ บุคคล รัฐที่มีอำนาจอธิปัตย์และรัฐย่อมทรงกรรมสิทธิ์  แต่การที่รัฐมีกรรมสิทธิ์นั้นมีความหมายเป็น 2 ทางกล่าวคือ  ในฐานะที่รัฐเป็นผู้ถืออำนาจอธิปัตย์และโดยอำนาจอธิปัตย์ของรัฐบัญญัติกฎหมายรับรู้และวางกฎเกณฑ์กรรมสิทธิ์ของเอกชน  แต่ทรัพย์สินใดที่รัฐมีอำนาจครอบงำไปถึงและยังมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน  แต่ทรัพย์สินใดที่รัฐมีอำนาจครอบงำไปถึงและยังมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนทรัพย์สินนั้นย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ   เช่น สาธารณะสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 ซึ่งบัญญัติว่า รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่

          (1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน

          (2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

          (3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะเป็นต้นว่า  ป้อมและโรงทหาร  สำนักราชการบ้านเมือง  เรือรบ  อาวุธยุทธภัณฑ์

          ทรัพย์สินดังกล่าวแล้วเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐในฐานะที่รัฐทรงอำนาจอธิปัตย์และยังไม่ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน  เช่น  ป่าไม้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่หวงห้ามในป่าเป็นสวนควบของป่าไม้  แม้จะถูกลอบลักตัดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นสังหาริมทรัพย์แล้วก็คงยังเป็นส่วนหนึ่งของสารธารณสมบัติอยู่เช่นเดิม (คำพิพากษาฎีกาที่ 1823/83) 

          การที่รัฐจะได้กรรมสิทธิ์อะไรมาในทำนองที่รัฐเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปัตย์นั้นเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง รัฐยังทรงสิทธิในอีกทางหนึ่งคือรัฐลดฐานะลงมาถือกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเอกชน  กล่าวคือ  การที่รัฐถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้  รัฐมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับเอกชน  เช่นรัฐทำการค้า  ทรัพย์สินที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของรัฐในฐานะเช่นนี้เป็นเช่นเดียวกับทรัพย์สินที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของเอกชน        โดยเฉพาะที่ดินนั้น  โดยที่ถือว่ารัฐทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปัตย์ รัฐจึงถืออำนาจเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด  เว้นเสียแต่เท่าที่มอบกรรมสิทธิ์ให้เอกชนไป  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือที่ดินทุกแห่งไม่มีที่ไหนที่จะไม่มีเจ้าของ เมื่อตรงไหนไม่มีเอกชนเป็นเจ้าของที่ตรงนั้นก็เป็นของรัฐ ตามกฎหมายไทยเดิมยิ่งถือไกลไปกว่านั้น  ปรากฏตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ  บทที่ 82,43 ถือว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและให้ราษฎรอาศัย  ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 127 จึงนับได้ว่าได้มีการรับรองให้ราษฎรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตรา 35 บัญญัติว่าที่ดินซึ่งออกโฉนดแล้วให้เจ้าของมีกรรมสิทธิ์

           ประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายใช้บังคับในปัจจุบัน  ได้บัญญัติไว้ชัดเลยตามมาตรา 2 บัญญัติว่า  ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ  และสำหรับที่ดินของเอกชนนั้น เมื่อถูกละทิ้งหรือปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 6 คือที่ดินที่มีโฉนดหรือที่ดินใช้เป็นที่บ้านหรือสวนไม้ยืนต้นเหิน 5 ปีติดต่อกัน และสำหรับที่ดินที่ไม่มีโฉนดและใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น (คือไม่ใช่ที่บ้านหรือไม่ใช่สวนไม้ยืนต้น) เกิน 3 ปีติดต่อกัน ที่ดินนี้กลับตกเป็นของรัฐฉะนั้นจึงเป็นอันว่าที่ดินจะต้องมีเจ้าของเสมอไป  ถ้าไม่ใช่เอกชนเป็นเจ้าของก็ต้องรัฐเป็นเจ้าของ

          สำหรับกรรมสิทธิ์ของเอกชนนั้น  เอกชนย่อมได้กรรมสิทธิ์มาโดยอำนาจของกฎหมายที่รัฐบัญญัติรับรองให้อีกชั้นหนึ่ง  การที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ของเอกชนแบ่งเป็น 2 ทางคือ  ได้มาโดยทางนิติกรรมทางหนึ่ง  และได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมอีกทางหนึ่ง

          การได้กรรมสิทธิ์โดยทางนิติกรมนั้นเป็นเรื่องที่กรรมสิทธิ์มีอยู่ก่อนแล้วแต่ผลสนองนิติกรรมทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไป  เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายอันว่าด้วยนิติกรรมและหนี้

          ส่วนการได้กรรมสิทธิ์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1258 บัญญัติว่าทรัพย์สินทั้งหลายบนจะก่อตั้งตามขึ้นได้แต่ต้องอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ฉะนั้นการที่เอกชนจะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมาโดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมจึงมีได้โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทางหนึ่ง  และโดยอาศัยกฎหมายอื่นอีกทางหนึ่ง

 

 


[1] กิ่ง  ศาลิคุปต์.กรรมสิทธิ์.วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์  มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์, 2498, น.32-33

 

[2]อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 1 น.41-42