เย็นวันอาทิตย์ที่ ๑๑ ตุลาคมที่ผ่านมา มีงานชุมนุมเล็กๆที่บ้านผม เพื่อคุณครูคนหนึ่งของเรา ครูแพทย์ที่โรงพยาบาลและครูทางอินเตอร์เน็ตทุกเช้า..รศ.พญ.พรรณทิพย์ ฉายากุล เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ แต่ความจริงปัจจุบันอาจารย์ก็ยังมาทำงานอยู่เหมือนเดิม

สุนทรียสนทนากลุ่มนี้เป็นผลพวงมาจากสมาชิกผู้เข้าอบรมสุนทรียสนทนาที่ทางหน่วย palliative care ของโรงพยาบาลเชิญพี่วิธาน..นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ และ อ.ณัฐฬส วังวิญญู มาจัดให้เมื่อสองสามปีก่อน แล้วมีกิจกรรมร่วมกันเป็นครั้งคราวนับแต่นั้นมา แต่ก็ห่างหายไปเป็นปี ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะจัดขึ้นอีกครั้งเพื่ออาจารย์พรรณทิพย์

ตั้งแต่ ๔ โมงเย็น เริ่มจากกลุ่มคนที่มาเตรียมงาน คือ พี่แอะ พี่ติ๊ก หมอหลอง ต่อด้วยอาจารย์พรรณทิพย์ น้องยุ้ย อาจารย์นายและอาจารย์หญิง เราร่วมกันรับประทานอาหารที่แต่ละคนต่างช่วยกันจัดหามาคนละอย่างแบบข้าวหม้อแกงหม้อ..ยกจานชามกันมาเองอีกต่างหาก สักพักพี่หวีก็บึ่งรถมาจากปัตตานี ต่อด้วยหมอเชอรี่ พี่โต แล้วจึงเป็นรายการสุนทรียสนทนา ตามด้วยการชมดาว ร้องเพลงเคล้าเสียงไวโอลินท่ามกลางแสงเทียน หมอสกลกลับมาจากสุราษฎร์มาร่วมเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะปิดท้ายด้วยพิธีมุทิตาจิตสำหรับอาจารย์ เลิกงานตอน ๓ ทุ่มกว่า

ภาพถ่าย: พี่ติ๊ก หมอสกล

มีความประทับใจมากมายซึ่งดูได้จากภาพ แต่ผมขอนำมาถ่ายทอดเฉพาะสิ่งที่เราคุยกันในสุนทรียสนทนา โดยเฉพาะเรื่อง..ความสุขของการให้และรับ ที่เป็นประเด็นหลักในการสนทนาครั้งนี้นะครับ

หมอหลองเป็นผู้นำกลุ่ม เริ่มต้นด้วยการนำน้ำชาที่ตั้งใจชงมาอย่างพิถีพิถันส่งมอบให้แต่ละคน ประเด็นสนทนาก็เริ่มจากตรงนั้น รู้สึกอย่างไรระหว่างที่เราดื่มชา ความรู้สึกที่มีต่อการให้ การรับ

น้องยุ้ยถ่ายทอดว่า ในระหว่างที่นำชาไปเติมให้กับคนอื่นนั้น ได้สัมผัสความสุขของการเป็นผู้ให้ ซึ่งมันอิ่มเอิบยิ่งกว่าการเป็นผู้รับ หมอหลองเสริมต่อว่าตั้งใจชงชาเป็นพิเศษ สังเกตได้ว่าเธอมีความสุขจนมีรอยยิ้มเต็มหน้า

พี่โตเป็นผู้เปิดประเด็นว่า บางครั้งการให้กลับทำให้เราไม่เป็นสุข โดยยกตัวอย่างการไปเยีี่ยมคนชราที่บ้านพัก แล้วนำสิ่งของโดยเฉพาะเงินไปให้แบบเรียงตัว พ่อเฒ่าแม่เฒ่าต้องการสิ่งที่เราหยิบยื่นให้นั้นหรือเปล่า ก็ไม่รู้  ถึงแม้จะมีข้อเสนอดีๆว่า เราสามารถแสดงความนอบน้อมในระหว่างการให้แล้วก็ตาม มันก็ยังมีตะกอนตกค้างอยู่ในใจ

การเข้าไปเยี่ยมคนชราหรือเด็กตาบอดที่บ้านพัก โดยสอบถามเขาก่อน ก็ทำให้รู้ว่า จริงๆ เขาอยากให้เราเข้าไปจัดกิจกรรมที่ได้ทำอะไรร่วมกันมากกว่าเงินทองหรือสิ่งของ เช่น การร้องเพลงร่วมกัน ซึ่งน้องเด็กตาบอดชอบและตั้งใจร้องกันอย่างมีความสุข หรือการเข้าไปทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เช่น ขนมโค แล้วได้รับประทานร่วมกัน

หมอหลองยกตัวอย่าง ครอบครัวบุญคุณ ที่อาสาสมัครฉือจี้เข้าไปช่วยเหลือด้วยหลักคิดว่า ครอบครัวที่เขาเข้าไปช่วยนั้น มีบุญคุณต่ออาสาสมัครอย่างยิ่ง ที่เปิดโอกาสให้ได้ทำสิ่งดีๆ

ประเด็นนี้อาจารย์พรรณทิพย์และหมอเชอรี่เสริมขึ้นในเรื่องกิจกรรมที่ทำร่วมกับนักศึกษาแพทย์ และการปฏิบัติต่อผู้น้อยที่เข้ามาช่วยเหลือว่า เราควรเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ ได้ช่วยเรา เขาก็ได้ทำอย่างมีความสุข แล้วเราก็แสดงความขอบคุณให้เขารับทราบ

พี่แอะกับผมหยิบยกประเด็นที่พวกเราได้อ่านสิ่งๆดีที่อาจารย์พรรณทิพย์ส่งให้อ่านทุกเช้าทางอินเตอร์เน็ต แต่น้อยคนนักที่ได้ตอบเมล์อาจารย์ เราจึงได้เรียนรู้ว่า อาจารย์ได้รับเมล์ดีๆจากเพื่อนและเครือข่ายของอาจารย์มากมาย แต่ทุกเช้าอาจารย์จะคัดเลือก..สิ่งที่ดีที่สุดในวันนั้น มอบให้กับพวกเราอย่างเป็นสุข

การให้นำความอิ่มเอิบใจมาสู่ทั้งผู้ให้และผู้รับ การเปิดใจเป็นผู้รับก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ให้

ขอบคุณอาจารย์หญิง..ต้นคิด
ขอบคุณพี่ๆน้องๆทุกคนที่มาร่วมกันร้อยเรียงสิ่งดีๆราวพวงมาลัยอันประณีต

และขอบพระคุณอาจารย์พรรณทิพย์อีกครั้ง ที่อนุญาตให้เราได้ทำสิ่งดีๆในคืนนี้