"เวลาที่มีคนตาย เค้าจะไปเกิดเป็นดวงดาวบนฟากฟ้า....เวลาคนจะเกิดดวงดาวบนฟ้าก็จะหล่นลงมาบนพื้นโลก"....นั่นสินะ แล้วเราจะเสียใจไปทำไมกับเพียงการเกิด-ดับ ของดวงดาว....
การเกิดและการตาย ช่างเป็นเรื่องธรรมดาโลก ที่สามารถทำให้ผู้คนทุกข์-สุข ได้อยู่เสมอกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น...
วันนี้ข้าพเจ้าได้พบกับเหตุการณ์ที่เด็กผู้ชายต้องเสียชีวิตอย่างกระทันหันจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก กะโหลกศีรษะแตก สมองไหลออกจากหูทั้งสองข้าง กระดูกซี่โครงหัก กระดูกขาหักหลายท่อน การบาดเจ็บครั้งนี้รุนแรงจนไม่สามารถที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือยื้อชีวิตเค้าไว้ได้ แม้ว่าจะได้พยายามอย่างเต็มความสามารถแล้วก็ตาม...
เมื่อบิดามารดาของเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายมาถึง รพ. มารดาซึ่งเป็นโรคมะเร็งพอได้ทราบข่าวว่าบุตรชายได้รับบาดเจ็บสาหัสก็มีอาการลมจับ ญาติๆ ต่างพากันร้องห่มร้องไห้...เป็นบรรยากาศที่น่าเห็นอกเห็นใจ และลำบากใจสำหรับผู้ที่ต้องทำหน้าที่บอกกล่าวเรื่องราวความเป็นไป แต่อย่างไรความจริงก็ต้องเป็นความจริง เป็นธรรมดาโลก แม้ว่าจะไม่อยากรับรู้ ไม่อยากบอก ไม่อยากให้เกิดขึ้นเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถหยุดความตายได้ เงื้อมมือมัจจุราชศักดิ์สิทธิ์เสมอ!!!
ในขณะที่มีเด็กชายผู้หนึ่งดับชีวิตลงไปนั้น ก็มีคนที่ตั้งครรภ์มาคลอด...การเกิดกำลังจะดำเนินขึ้น ช่างเป็นภาพอันแตกต่าง...หนึ่งชีวิตดับลง พร้อมๆ กับอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะอุบัติขึ้น บางชีวิตได้ปฏิสนธิในครรภ์ แต่ทว่าไม่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก เนื่องจากผู้เป็นมารดาเห็นว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากปล่อยเกิดมา ก็จะมีแต่จะสร้างความเดือดร้อน จึงได้ตัดสินใจทำลายชีวิตน้อยๆ นั้นเสียตั้งแต่อยู่ในครรภ์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ทุกชีวิตต้องพบพาน หากแต่ก็ยังสร้างความทุกข์ได้อยู่เสมอ...ทุกข์กับความเปลี่ยนแปลงที่รู้ว่ายังไงก็จะต้องเกิด
หลายคนบอกว่า คนที่ทำงานในโรงพยาบาลนั้น โชคดีเพราะเป็นอาชีพที่ได้ทำบุญกับคนเจ็บไข้ได้ป่วย สำหรับข้าพเจ้าถือเป็นความโชคดีที่ได้พบกับเทวทูตทั้ง 4 การทำงานในแต่ละวันมีเรื่องราวชีวิตมากมายให้ได้น้อมนำมาพิจารณา ได้ประสบกับเรื่องราวของผู้คนตั้งแต่เกิดจนตาย...ตอนเกิดอาจจะไม่ทุกข์มาก เพราะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้าง หากแต่ตอนจะตายที่ต้องลาจากโลกนี้ไปหลายคนไม่ได้เตรียมตัว เมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจึงมีแต่ห่วง ทุกข์เพราะห่วงไม่ยอมปล่อยวาง ญาติก็ทุกข์เพราะไม่ได้เตรียมใจสำหรับการจากไป...

สวัสดีค่ะ
เมื่อคืนได้ลองปฏิบัติดูแล้วใช่มั๊ยคะ เล่าให้รู้บ้างซีคะ
........................................
น้องสาวเป็นพยาบาลอยู่วชิรพยาบาล
ส่วนลูกสาวเรียนแพทย์ (จุฬา ปี 2)
บอกทั้งสองว่า เค้าโชคดี ที่มีโอกาสได้สร้างกุศลตลอดชีวิต
นะคะ สร้างไปด้วย เลี้ยงชีวิตไปด้วย พัฒนาจิตตามไปด้วย
เพราะมีเทวฑูตแสดงธรรมให้เห็นอยู่ตลอดเวลาค่ะ
แม้จะเข้าใจได้อย่างนั้น แต่ก็คงทำใจได้ยากนะคะ
เรื่องกระทันหันแบบนั้น...ตอนนี้พ่อกับแม่พี่ก็อยู่บนฟ้า
เวลาพี่คิดถึงท่านทั้งสองพี่ก็แหงนมองฟ้า...
ถ้าคืนไหนไม่ได้อยู่เวร ก็จะหลับอย่างเป็นสุขค่ะ...555
(พอดีว่าเป็นคนหลับง่าย หัวถึงหมอนไม่เกิน 5 นาทีก็หลับแล้ว)
ดาวเองก็ไม่แน่ใจว่าอาชีพพยาบาล อาชีพหมอเนี่ย สร้างกุศลจริงๆ หรือเปล่านะคะ เพราะแต่ละวันนอกจากจะรักษาแล้วต้องดุคนไข้ด้วย พระสงฆ์ที่โดนดุก็มี...ไม่รู้บาปจะกินหัวหรือเปล่า 555
ลูกสาวคุณณัฐรดาเรียนแพทย์ปีสอง วิชาจะเริ่มเครียด ต้องท่องจำเยอะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ประเทศไทยจะได้มีหมอดีๆ เพิ่มขึ้นอีกคน...
เรื่องการเสียชีวิตของคนที่เรารักเนี่ย...ยอมรับค่ะว่าทำใจยาก โดยเฉพาะถ้าเป็นการเสียชีวิตอย่างกระทันหัน
ตอนที่คุณพ่อดาวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ดาวก็คิดว่าท่านได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วความตายและการพลัดพรากก็ต้องมาถึงสักวันหนึ่ง...เวลาคิดถึงท่านก็คิดถึงคำสอนต่างๆ ของท่าน สิ่งที่ท่านได้กรุณาถ่ายทอดไว้กับเรา ครึ่งหนึ่งของเรามาจากคุณพ่อ อีกครึ่งหนึ่งมาจากคุณแม่ เพราะฉะนั้นท่านทั้งสองยังอยู่กับเราเสมอค่ะ
สวัสดีค่ะ
อนุโมทนาสำหรับการฝึกด้วยค่ะ
ดีจังค่ะที่รู้ตัวว่าคิดฟุ้ง แล้วดึงสติกลับมาอยู่กับลมหายใจใหม่ บางคนฝึกใหม่ๆ ฟุ้งแล้วฟุ้งเลยค่ะ เลยเหมือนนั่งหลับตาฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ
แต่ละคนใช้เวลาในการฝึกไม่เท่ากันแต่ละขั้นไม่เท่ากันค่ะ บางคน 7 เดือน บางคนมากกว่า หรือน้อยกว่า ก็ค่อยๆทำไปค่ะ ทำทุกวัน ก้าวหน้าทีละนิด ดีกว่าปล่อยชีวิตล่วงเลยผ่านไปเปล่าๆ
เวลาในการฝึกอาจไม่ต้องใช้มากก็ได้ค่ะ เช่น อาจฝึกวันละ 20 นาที ก่อน (แรกๆอาจกำหนดเวลาไม่ได้ แต่เมื่อชำนาญขึ้น จะพบว่าเวลาที่คิดว่าพอแล้ว และลืมตามาดูนาฬิกา เป็นเวลาที่กำหนดไว้พอดี หรือใกล้เคียง) จะได้ไม่รบกวนเวลางานปกติให้เป็นที่กังวลค่ะ
พอทำได้สักพัก จะสังเกตุได้ค่ะ ว่าเวลาที่ฟุ้งไปนั้น สั้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้ทันเร็วขึ้นเรื่อยๆ อยู่กับลมหายใจได้นานขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยๆเพิ่มเวลาก็ได้
ดีใจด้วยจริงๆค่ะ
สวัสดีค่ะ
ไปเที่ยวมาเป็นอย่างไรบ้างคะ? อิจฉาคนได้ปิดเทอมไปเที่ยวจัง....
แล้วจะแวะไปเยี่ยมเยียน อ่านบันทึกการเดินทางของพี่คิมนะคะ
เพราะเรายึดติดมากไปไงดาวฟ้าจึงจำต้องเสียใจต่อไป..
สวัสดีค่ะ คุณดาวสีฟ้า
เกี่ยวกับการรู้แจ้งทางอายตนะ ขอแยกเล่าทีละเรื่องนะคะ
เริ่มที่วิญญาณก่อนค่ะ วิญญาณ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิญญาณคนตายที่ลอยไปลอยมา เข้าร่างนั้นออกร่างนี้แบบในหนังผีนะคะ วิญญาณแบบนั้นไม่มีในศาสนาพุทธค่ะ หากเมื่อพูดถึงคำว่าวิญญาณในศาสนาพุทธ มักหมายถึงปฏิสนธิวิญญาณ กับการรู้แจ้งทางอายตนะ
1) คนเราเมื่อใกล้ตาย ความอยากมีชีวิตอยู่ (ภวตัณหา) และพลังกรรมที่เก็บไว้ในจิตโดยมีอวิชชาเป็นฐานรองรับ จะช่วยกันสร้างกลุ่มพลังงานจิต เชื่อมระหว่างชาติเก่ากับชาติใหม่ขึ้น เรียกว่าวิญญาณ หรือปฏิสนธิวิญญาณ ดังนั้นพอตายปั๊บ วิญญาณนี้จะนำไปเกิดใหม่ทันที ส่วนจะภพภูมิใดก็แล้วแต่ค่ะ จิตขณะจะดับ (ตาย) ผูกพันกับเรื่องอะไร ก็จะไปเกิดในภพนั้น
2) การรู้แจ้งทางอายตนะ ขอเล่าเรื่องอายตนะก่อนนะคะ
อายตนะ แปลว่า เครื่องติดต่อ, เครื่องรู้ และสิ่งที่รู้, แบ่งเป็นอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก มีอย่างละ 6 ค่ะ
เพราะตัวเรามีประสาทสัมผัส จึงสามารถติดต่อกับภายนอกได้ อวัยวะและประสาทที่ใช้รับรู้นี้คืออายตนะภายใน ส่วนที่เรารับรู้เรียกอายตนะภายนอก
เช่น ตา (อายตนะภายใน) มีไว้ดูสิ่งต่างๆ(อายตนะภายนอก) หู มีไว้ฟังเสียง จมูก มีไว้ดมกลิ่น ลิ้น มีไว้รับรส กาย หรือผิวหนัง นอกจากจะมีไว้ห่อหุ้มอวัยวะภายในแล้ว ยังรับรู้สัมผัสทางกาย เช่น ร้อน เย็นด้วย ใจ มีไว้ทำหน้าที่คิด (โดยเรื่องที่ใจคิด เรียก ธรรมารมณ์) ดังนั้นอายตนะภายใน และภายนอก จึงจับคู่กันเป็น 6 คู่
สมมุติมีภาพอยู่ภาพหนึ่ง ถ้าเราไม่ไปมองเห็นเข้า ก็เรียกว่าภาพตามปกติ แต่พอตาเราไปมองเห็น ภาพก็เปลี่ยนเป็นอายตนะภายนอก หรือสิ่งที่ถูกรู้ ตา เมื่อทำหน้าที่รับรู้ภาพ ก็เปลี่ยนเป็นอายตนะภายใน ตามากระทบถูกภาพ เรียก ผัสสะ แต่ตาจะแปลความหมายไม่ได้ถ้าไม่มีความรู้ว่าสิ่งที่ตาเห็นคืออะไร ความรู้ หรืออำนาจที่ทำให้รู้นั้นแหละค่ะ ที่เรียกว่า วิญญาณ
ดังนั้นวิญญาณจึงเกิด และ ดับ ได้ตลอดเวลา พอทำหน้าที่รู้แล้วก็ดับไป รู้ทางตา (เห็น) ก็เรียกว่าจักขุวิญญาณ รู้ทางหู (ได้ยิน) เรียกโสตวิญญาณ รู้ทางลิ้น (รับรส) เรียก ชิวหาวิญญาณ รู้ทางจมูก (ได้กลิ่น) เรียก ฆานวิญญาณ รู้ทางกาย (รู้สิ่งที่มาสัมผัสกาย) เรียก กายวิญญาณ รู้ทางใจ (รู้เรื่องราวในใจ) เรียกมโนวิญญาณค่ะ
คนตายจึงไม่มีอายตนะภายในค่ะ เพราะแม้ดวงตาแม้จะไปกระทบถูกภาพ แต่เพราะไม่มีการรู้แจ้งทางอายตนะ ตาจึงคงเป็นอวัยวะที่เรียกว่าตา ภาพจึงคงเป็นภาพ ไม่มีการเชื่อมต่อกันค่ะ
สวัสดีค่ะ ...แวะมาทักทาย เพราะเห็นหัวข้อ..เรื่องตาย...ไปเกิดเป็นดาวบนฟากฟ้า
กำลังอยู่ในภาวะใจไม่ค่อยสบาย จะว่าเสียขวัญก็ได้ อันเนื่องมาจากเพื่อนของลูกชายซึ่งเป็น ตชด.ด้วยกัน เสียชีวิตจากการไปล้อมจับโจรใต้ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว สงสารพ่อแม่ของเขาเพราะลูกชายเพิ่งทำงานได้ 2 ปี เพิ่งติดยศร้อยโท
แม้ว่าคนเราต้องเกิดแก่เจ็บตาย แต่มันไม่น่าถึงเวลาสำหรับเขา มองดาวบนฟ้าทีไร ก็นึกถึงนะ
ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทายกัน
เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องที่ต้องพบเจอกันทุกคน แต่พอนึกถึงว่าคนที่เรารักต้องพลัดพรากจากกันก็อดใจหายไม่ได้...ตอนที่คุณพ่อดาวเสียชีวิต แม่ใช้เวลานานตั้งสองสามปีกว่าจะทำใจยอมรับได้ แต่ไม่ว่ายังไงความตายก็เป็นหน้าที่ที่ติดตัวมาพร้อมกับการเกิด...นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องนึกถึงความตายของตนเองและคนที่เรารักอยู่อย่างเสมอๆ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ จะได้ไม่ทุกข์ทรมานมากนัก จริงไหมคะ?
เป็นกำลังใจให้นะคะ ^-^