ช่วงนี้เป็นช่วงนับถอยหลังครับ เป็นการทำงานตามสัญญากับอาจารย์ คือการทำเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้เสร็จภายในเดือนนี้ ซึ่งโดยแผนที่วางไว้ มันก็น่าจะเสร็จแล้วละครับ แต่ความจริงคือ ยังไม่เสร็จ เลยทำให้การสละเวลามานั่งเขียนบันทึกในบล็อกกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้นครับ ยกเว้นคืนนี้ที่บังเอิญต้องแสกนไวรัสอีกรอบ เนื่องจากเปิดเครื่องมา โปรแกรมก็ฟ้องให้แสกนไวรัส ซึ่งเวลาแสกน ทำงานอื่นๆ ไปด้วยลำบาก (นอกจากเปิดเว็บ ฮิฮิ)

ปกติเวลาผมเสนอโครงการวิจัย ผมก็จะใช้โจทย์ที่เขาให้มา เพื่อเขียนเป็นโครงการวิจัย แล้วก็เสนอของบ ซึ่งก็บอกได้ว่า มีทั้งที่ผ่านการพิจารณา และก็มีบ้างที่ลงตะกร้า (ไม่กล้าเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซนต์ มันอายครับ ฮิฮิ) 

เวลาที่โครงการได้รับอนุมัติ ผมก็มักจะต้องคำถามย้อนกลับไปว่า ทำไมโครงการนี้ผ่าน? ซึ่งผมจะได้คำตอบจากตัวผมเองและบางครั้งก็จากกรรมการที่พิจารณาโครงการผม ส่วนใหญ่คือ โจทย์น่าสนใจ หรือเห็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ ส่วนโครงการที่ถูกปฏิเสธก็มาจากเหตุผลว่า ไม่เข้ากรอบที่จะพิจารณา ระเบียบวิธีวิจัยไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้

เมื่อโครงการผ่านในขั้นแรก สิ่งที่ผมมักโดนคือ การปรับแก้ไขโครงการ ซึ่งมักจะโดนคอมเม้นต์เกี่ยวกับการทบทวนวรรณกรรม ผมมักจะอ่อนตรงนี้จริงๆ นึกถึงโครงการแรกที่ของบภายนอก ทุกอย่างดีหมดแล้ว เสียอย่างเดียว เวลาถามตอบไม่มาไม่เคยตรงประเด็นเลย (กรรมการเขาบอก) โครงการนี้เลยลากยาวกว่าจะได้เซนต์สัญญาก็อีกปีหนึ่งเลยครับ เสนอโครงการสี่ห้ารอบกว่าผมจะตอบคำถามถูก แถมบางครั้งมีการจัดบรรยายให้ฟังก่อนการนำเสนอโครงการด้วยซ้ำไป ฮิฮิ (จำได้ว่า โครงการนั้นกว่าจะได้เซ็นต์สัญญา ผมสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ได้อย่างมั่นใจเลยครับ) 

โดยปกติเวลาผมทำวิจัย ผมจะอาศัยสัญชาติญาณในการเก็บข้อมูลครับ คือ ผมจะเก็บทุกเรื่องไว้ เก็บทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แต่ตอนนำมาเขียนรายงาน ผมจะย้อนกลับไปแก้ไขและเรียบเีรียงรีวิวที่ทำไว้ในตอนเสนอโครงการใหม่ครับ ซึ่งมันจะช่วยบอกเราได้ว่า ข้อมูลภาคสนามที่ได้มา (ซึ่งยังไม่ได้เขียนออกมา) ครบถ้วนแล้วยัง และควรเขียนนำเสนออย่างไร ผลจากการเขียนรีวิวเอกสาร จะทำให้เรารู้ว่า อะไรคือคำตอบของงานวิจัยของเรา แต่จะเชื่อมัยครับว่า จากข้อมูลภาคสนาม แล้วย้อนกลับมาแก้ไขบทที่สอง มันมักจะฟ้องผมว่า ข้อมูลในบทที่สองของผมยังไม่ครบถ้วนพอที่จะรองรับผลการวิจัยของผม แล้วสุดท้ายผมก็แก้ไขแบบรื้อใหม่หมดสำหรับบทที่สอง อันนี้บอกได้เลยครับว่า วิทยานิพนธ์ปริญญาโทก็อยู่ในเรื่องเล่านี้ด้วย อันเนื่องจากว่า เมื่อส่งบทที่ห้าให้อาจารย์ดู ท่านตอบกลับว่า ผลการวิจัยวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลได้แค่นี้เองหรือ 

ผมเอากลับไปอ่านงานตัวเองหลายรอบครับ เขียนต่อจากที่เขียนส่งอาจารย์ไม่ได้เลย แล้วความคิดก็แว็บมาว่า ต้องไปทำบทที่สองใหม่ แล้วการสังเคราะห์เพื่อให้องค์ความรู้ใหม่ในบทที่ห้าจะแหลมคมขึ้น ซึ่งเมื่อกลับไปทำอย่างนั้น ก็กลายเป็นผลงานเป็นที่ยอมรับของอาจารย์ได้ (แค่พอผ่าน ก็โอเคแล้วครับ ฮิฮิ)

งานวิจัยมาเลเซียนัยสำคัญต่อไทย เรา (อันนี้ทำเป็นทีม) โดนคอมเม้นท์ตรงกรอบแนวคิดการวิจัย (ก็จากบทการรีวิวนี้แหละครับ) ว่าไม่ชัด ซึ่งตอนนี้ผมเกือบๆ จะยอมแพ้ เพราะหาข้อมูลมาประกอบไม่ได้เลย นั่งรวบรวมอยู่หลายเดือนก็ไม่คืบหน้า สุดท้ายตัดสินใจบอกทีมว่า เก็บข้อมูลภาคสนามก่อนแล้วกัน ลงไปสองรอบ ก็กลับมาตรวจสอบข้อมูลว่า โอเคแล้วยัง คำตอบคือ ไม่รู้เหมือนกัน ฮิฮิ ไปนำเสนอให้ที่ปรึกษา ท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ ก็บอกว่า ผลที่นำเสนอทำให้เห็นกรอบวิจัยแล้ว แต่ผมก็รู้ว่า ทั้งหมดมันยังไม่่มีเอกสารอะไรอ้างอิงผลที่เราได้จากภาคสนามแล้ว แต่การเล่าเรื่องในการนำเสนอมันเป็นเทคนิคในการนำเสนอของผมเองเท่านั้นเอง แต่คำชมนี้ทำให้ผมได้แง่คิดครับว่า บางทีเราสร้างกรอบได้จากประสบการณ์ แล้วนำเอาหลายๆ เรื่องหลายๆ ราวมารวมๆ กันให้เกิดเป็นกรอบใหม่ก็ได้ 

ปรากฏว่า การลงพื้นที่หลายครั้งต่อมา เป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์ครับ เราได้เจอนักวิชาการที่นั้น ทำให้เราก็ได้วารสารวิชาการ บทความวิชาการกลับมาจำนวนมาก เมื่อเอามาอ่าน เรียบเรียงใหม่ ก็ทำให้เห็นภาพของรูปแบบการนำเสนอคำตอบของงานวิจัย

เครื่องแสกนไวรัสเสร็จแล้วครับ จบแค่นี้แล้วกัน ขอสรุปปิดท้ายว่า อ่านเยอะๆ แล้วจะช่วยให้งานวิจัยมีคุณภาพขึ้น