
ภาพวาดโดยพลเดช
ผมไปอยู่ที่อินเดีย 2 ปีแล้ว ในวันเสาร์ที่ 17 ตค. 2552 นี้จะได้ร่วมฉลองเทศกาลที่เปรียบเสมือนปีใหม่ของคนอินเดียเป็นครั้งที่สอง นั่นคือเทศกาลดิวาลี Diwali หรือแปลว่าเทศกาลแห่งแสงประทีป
ข้อมูลและความเป็นมาเรื่องเทศกาลนี้ หาได้ไม่ยากในเน๊ต แต่ที่ผมจะนำเสนอนี้ พยายามจะต่อยอดจากข้อมูลที่มีเผยแพร่กันแล้ว
คือเทศกาลของการจุดประทีปเพื่อไล่ความมืดของอวิชชา
คือเทศกาลของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทุกระดับและทุกศาสนาในอินเดียและเนปาล
คือเทศกาลของการต้อนรับการกลับคืนสู่เมืองหลวงของพระรามหลังจากปราบทศกัณฑ์ได้และไปอยู่ป่านานถึง 14 ปี
คือเทศกาลที่ระลึกถึงวันที่พระมหาวีระตรัสรู้เป็นศาสดาของศาสนาเจน
คือเทศกาลของชาวซิกห์ที่ระลึกถึงการกลับมาของกูรูองค์ที่ 6 หลังจากถูกคุมขังที่ Fort Gwalior
คือวันที่บอกให้รู้ว่าลมหนาวเริ่มเข้ามาแล้ว
คือวันที่ทุกคนได้เป็นผู้ให้และผู้รับ....ของขวัญระหว่างกันทั้งในครอบครัวและกับญาติมิตรและผู้อื่น
ฯลฯ ............................
ชาวไทยเองก็ร่วมฉลองเทศกาลประทีบนี้ได้โดยการระลึกถึงคุณงามความดีของธรรมชาติและสรรพสิ่งบนโลกนี้ เพราะการระลึกถึงความดีคือการสร้างแสงสว่างให้เกิดในจิตใจ เป็นการจุดประทีปให้เกิดขึ้นเช่นกัน
เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะหายไป เมื่อกุศลเกิด อกุศลก็หายไป ความรู้ก็จะตามมา ปัญญาก็สามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด
สำหรับผม เมื่อมองถึงโอกาสแล้ว การจุดประทีปของประเทศที่มีขนาดใหญ่พันล้านคน นั่นคือการจุดเทียนนับพันล้านดวงหรืออาจถึงหมื่นล้านดวงในช่วง 5-7 วัน
ทำอย่างไรให้เทศกาลนี้จุดประกายโอกาสในใจของคนทั่วโลกด้วย นั่นคือสันติภาพ
การเกิดและการดับเป็นเรื่องธรรมดา ก็จริงอยู่ แต่มนุษย์เรามักจะไม่ชอบความดับ ทั้งที่เมื่อดับแล้วก็ต้องเกิดต่อเนื่องกันไปทันที
จนไม่ควรจะต้องเสียใจอะไร เพราะเมื่อมีดับก็ต้องมีเกิด มีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ เป็นธรรมดา คู่กันไปเช่นนี้ อีกนานแสนนาน
มาจุดประทีปในใจกันเถิดครับ
กราบอ.พลเดชค่ะ
เทศกาล diwali นี้ เป็นความรู้ใหม่ของคนไม่มีรากค่ะ ดูจากปฏิทินไทย เป็นวันแรม 13 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเดือนคงใกล้มืดสนิทแล้ว....
มาร่วมจุดประทีปในใจ...เพื่อให้เกิดแสงสว่างหรือปัญญาขึ้นในใจ เพื่อที่เราจะได้สร้างสันติภาพได้ ดังที่อาจารย์กล่าวไว้ว่า....
...เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะหายไป เมื่อกุศลเกิด อกุศลก็หายไป ความรู้ก็จะตามมา ปัญญาก็สามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด...
อนุโมทนากับกุศลเจตนาครั้งนี้ด้วยค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ อ.พลเดช
เพื่อไล่ความมืดของอวิชชา ชอบค่ะ
ไล่ความไม่รู้ (รู้ไม่จริง) มาอนุโมทนาค่ะ
คุณคนไม่มีรากครับ
จุดปั๊ป ติดปุ๊ปเลยครับ
ดอกบัวงดงามมาก
ชมทีไรก็รู้สึกเย็นสงบพบกับสันติในจิต
ร่วมกันจุดแสงประทีปกันครับ
คุณครูจิ๋วครับ
ที่อินเดีย ไม่เพียงจุดแสงไล่ความมืดครับ แต่จุดประทัดกันทั้งเมืองและทั้งคืน
เป็นการฝึกสติที่ดีจริงๆ ครับ
เรียกว่าได้ทั้งแสงแห่งความรู้และเสียงปลุกสติ
เจริญสุขครับ
มาเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ค่ะท่านเอกฯ
จุดประทีปไปทั่วหล้า เปิดใจ ส่งสายใยไปทุกหน
จะสว่าง เข้าใจกันในผู้คน สันติภาพจะบัดดล บันดาลธรรม
... ชอบภาพวาดเจ้าค่ะ ขาดไปสีเดียวเอง ครบเลยค่ะ :)
สวัสดีค่ะพี่โยคี
ขอร่วมจุดเทียนในใจ ในเทศกาลของชาวอินเดียด้วยคนนะคะ
และขอตั้งจิต ให้การจุดเทียนเป็นเครื่องสัมฤทธิ์ผลดังนี้ค่ะ
เมื่อมืดมิดคืบคลานผ่านดวงใจ
ความพิสุทธิ์สดใสย่อมหายสูญ
จะตรึกตรองข้องขัดทวีคูณ
ช่างอาดูรสับสนจนปัญญา
เมื่อสำนึกตรึกได้ให้ใจหยุด
ปรากฏจุดนิ่งในใสสง่า
เลื่อมระยับจับใจสุดสายตา
แสงหนึ่งมาขยายเพริศพรายงาม
จึ่งมองเห็นเส้นทางทุกอย่างไป
ปมข้อใดปล่อยปลดหมดคำถาม
ไม่ขุ่นเคืองเรื่องร้ายให้ติดตาม
เป็นนิยามความสว่างอย่างแท้จริง
เมื่อจรดเปลวไฟสู่ใส่เทียน
ขอวงเวียนมืดมนต์พ้นสู่สิง
เทียนสว่างขอใจพบสงบจริง
นิ่งในนิ่งฉับพลันสู่ปัญญา
โยคีน้อย
poo
ขอบคุณที่มาแวะทักทายกันด้วยประทีปคำกลอน
ภาพวาดนี้ มาจากการได้เห็นสตรีอินเดียเดินไปด้วยกัน 3 คนในสวนจริงๆ มีสีส่าหรีสดและเข้มจับใจ จึงแปลงออกมาเป็นภาพ
สุขสันต์วันแห่งประทีปจ๊ะ
ตันติราพันธ์
เป็นประทีปด้วยคำกลอนที่ไพเราะดี
เจริญสุขในวันแห่งประทีป