ไอ้ความคิดนี่แหละแต่เอก ไอ้ความถือตัว ถือตน ถือว่า "ข้าแน่" เนี่ยแหละ "ตัวแม่" ของการกระทำ

คนเราอันว่าด้วย "ปุถุชน" นั้น "สติ" มักจะยังไม่กล้าแข็ง
เมื่อเผลอสติไปทีไร อ้าว!!! ฉลาดอีกและ อีกเก่ง อวดดีอีกและ

พระพุทธองค์ถึงสรรเสริญบุคคลที่มีสติและ "สัมปชัญญะ" ที่จะคอยสำรวจตรวจดู กาย วาจา และใจของเราอยู่เสมอ

ในทุก ๆ ลมหายใจของเรานั้นจึงจะต้องรู้จัก "สำรวมสติ" ในการคิดดี พูดดี และทำดี

ไอ้ความคิดนี่แหละแต่เอก ไอ้ความถือตัว ถือตน ถือว่า "ข้าแน่" เนี่ยแหละ "ตัวแม่" ของการกระทำ

เราปฏิเสธความรู้ดี ๆ การกระทำดี ๆ ไปหลาย ๆ อย่างก็เพราะคิดว่า "ข้าแน่" ข้ารู้ มึงไม่รู้ "กูรู้"
อะไร ๆ ก็กู ตัวกู ของกู ความคิดกู กูดี กู "เก่ง"

ยิ่งมีหมวก มีหัวโขน มียศ มีตำแหน่ง มีคำนำหน้าชื่อแล้วยิ่งเก่งมาก "ฉลาดมาก..." ฉลาดที่จะคิดว่าคนอื่นนั้น "โง่" ทั้งหมด

เฮ้ย... เอ็งเรียนจบอะไรจบอะไรมาวะถึงจะกล้ามาเถียงกับข้า
เฮ้ย... เอ็งตำแหน่งอะไรกันวะถึงจะกล้ามา "สะเออะ" เสนอความคิดเห็น

คนเราเดี๋ยวนี้มีสมมติแต่ไม่รู้จัก "ใช้สมมติ"
ไม่รู้จักใช้สมมติไปในทางดี ทางสุภาพ ทาง "อ่อนน้อม"

ยิ่งเป็นนักจัดการความรู้ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่
จะได้ชื่อว่าเป็น "นักจัดการความรู้" ได้อย่างไรเล่า หากมีความคิดว่า "กูเก่ง กูดี..."

บางคนก็เก่งมากเลยนะ "เก่งในเวที" ตอนอยู่ในเวทีก็ฟังเขาอย่างโน้น อย่างนี้ ไปถอดบทเรียนเขา อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ชีวิตจริงนั่นน่ะสิ "ไม่เคยฟังใคร..."

หลอกบ้าน หลอกเมือง หลอกผู้คน หลอกสังคม

การมีพื้นฐานชีวิตที่ไม่เคยฟังใครนี้เองทำให้ความรู้ที่ถอดออกมาจากเวทีนั้นจึงเป็นความรู้แบบ "เดิม ๆ"

ถอดบทเรียนออกมา ก็อย่างงั้น รู้แล้วก็อย่างนั้น เวทีไหนก็ได้รู้อย่างนั้น จัดกี่เวทีคำตอบก็ได้ออกมาอย่างงั้น รู้แล้วก็เหมือนกัน "เหมือนเดิม..."

พื้นฐานชีวิตของนักจัดการความรู้จึงต้องจัดการความรู้โดย "สันดาน" ต้องมี "สันดาน" ในการจัดการความรู้...

สันดานง่าย ๆ ของนักจัดการความรู้ก็คือ "ความอ่อนน้อมถ่อมตน" ต้องรู้จักฟัง ฟังโดยไม่มีเงื่อนไขโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อคติ (Bias)"

เจ้าตัว "อคติ" นี้เองทำให้เวทีที่ใช้เงิน "ภาษี" ของชาวบ้านที่วิทยากรกระบวนการมักดูถูกว่า "โง่" นั้นออกมาแบบ "เดิม ๆ"
เพราะคนถอดบทเรียนก็ยังมี "อัตตา" มี "ตัวตน" แบบเดิม ๆ ความรู้ก็ยังอยู่เผิน ๆ แบบ "เดิม ๆ" แล้วประเทศเราก็ต้องเสียเงินภาษีไปแบบไร้ประโยชน์แบบ "เดิม ๆ..."

ถ้านักจัดการความรู้คิดว่าตัวเองรู้ แล้วเราจะไปถาม ไปถอดความรู้จากคนอื่นเขาได้อย่างไร...?
ถ้านักจัดการความรู้คิดว่าคนอื่นไม่รู้ แล้วเราจะไปถาม ไปถอดความรู้จากคนอื่นเขาได้อย่างไร...?

เมื่อเราคิดว่าตัวเองรู้ แล้วคนอื่นไม่รู้ เราจะข้ามอะไรดี ๆ ไปมาก
ไอ้สิ่งที่ข้ามเนี่ยแหละสำคัญ...

เราข้ามไปก็เพราะคิดว่าเรารู้ เรารู้ เรารู้แล้วเราจะไปถอดบทเรียนจากเขาทำไม...?

ถ้าชีวิตนี้ดำเนินอยู่ด้วยความไม่รู้ เราจะรู้อะไรขึ้นอีกมาก
ชีวิตของนักการจัดการความรู้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราคิดว่าเราไม่รู้เราจะรู้อะไรอีกมาจาก "เวที..."


ที่มาจากบันทึก KM โดย “สันดาน...” และ ครูเพื่อศิษย์ l ไม่นอบน้อมและเก่งกว่าครู