เช้านี้ตื่นมาตีสามกว่าๆ  ถึงเวลาก็สวดมนต์นั่งวิจัยลมตามปกติ ฟังเสียงเจื้อยแจ้วของไก่แจ้ไปพลาง  นั่งพิจารณาสิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะได้ซ่อมแซมปรับปรุงและจะได้นำมาเป็นครูแห่งชีวิต  เพื่อตระหนักรู้ในการก้าวเดินสู้เส้นทางที่เลือกอย่างรู้เท่าทัน  จะได้ไม่ติดกับลาภสักการะ ยศถาบรรดาศักดิ์อันเป็นหัวโขนที่นำมาสวมใส่แต่เวลาจะถอดออก  อาจยากยิ่งนักหากไม่รู้เท่าทัน  

     วันเวลาผ่านไป........สิ่งที่เราควรได้คือ  ประสบการณ์ชีวิต  บทเรียนชีวิตมีทั้งได้และเสีย  ชื่นชมและข่มขื่น  สุขและโศก  หัวเราะและร้องให้  ฉะนั้นต้องรู้จักแปลเปลี่ยนสูญเสียให้เป็นสร้างสรรค์  เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์  วิกฤติให้เป็นโอกาส  เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นปัญญา  จนเกิดความรอบคอบ  รอบรู้ในการดำเนินชีวิต

            ความจริงเรื่องวันเวลาไม่มีเก่า-ไม่มีใหม่ในตัวมันเอง  ความเก่า-ความใหม่  เกิดจากคนสมมติขึ้นมา  เราทุกคนควรที่จะ  ทบทวนความหลัง  ระวังความผิด  เตือนจิตของตน  อดทนอดกลั้น  มุ่งมั่นพัฒนา  เพื่อนำพาชีวิตให้พ้นจากขวากหนามแห่งความผิดพลาดเสื่อมเสีย แล้วท่านจะพบกับความสุขความเจริญในชีวิตแน่นอน  และสิ่งสำคัญ  ต้องยอมรับฟังความคิดเห็น-คำติชมของผู้อื่นนั่นแหละเป็นกระจกส่องดูตัวเราอย่างดีที่สุด.....

          ความเปลี่ยนแปลง เป็นกฎธรรมดาของสภาวธรรมที่มีอยู่ในโลก เพราะเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยปรุงแต่ง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ควรที่จะกำหนดรู้ให้เท่าทัน มิฉะนั้นแล้ว จะเกิดความยึดมั่น ถือมั่นว่า เป็นของมีขึ้น เป็นขึ้น  อยู่อย่างนั้น เป็นนิรันดร์ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อถึงคราวที่กฎธรรมดาของโลกเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปครอบงำ ย่อมไม่อาจจะยอมรับได้เนื่องมาจากมิได้เตรียมใจไว้ และมิได้ใส่ใจมาก่อนจึงเกิดความเสียใจ ทุกข์ใจ เป็นกำลัง

            อันที่จริง กฎพระไตรลักษณ์(คือไม่แท้-ไม่ทน-ไม่ใช่ของเราของเขา)หรือกฎธรรมดาของโลกนี้มิใช่ว่าจะไม่เคยปรากฏให้เห็นก็หามิได้  ที่แท้ได้แสดงลักษณะของมันให้เห็น ทั้งแก่สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต แต่คนเรากำหนดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสังขารร่างกายหรือสิ่งของสิ่งอื่นใด หรือบางท่านอาจจะกำหนดได้ แต่ขาดวิจารณญาณในการน้อมเข้าหาตัว มองนอกตัว เลยตัวไปเสีย จึงไม่ปรากฏชัด ดังนั้น เมื่อแสดงลักษณะของมันออกมา   จึงทำใจไม่ได้      ในอีกรูปแบบหนึ่งกฎพระไตรลักษณ์นี้มิได้เป็นไปในลักษณะแห่งการสูญสิ้นสูญเสียอย่างเดียวแต่ย่อมหมายถึงการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อความเจริญก้าวหน้า อันเป็นไปในลักษณะแห่งการสร้างสรรค์จรรโลงสิ่งที่ดีงามไห้เกิดขึ้นก็ได้ จุดสำคัญอยู่ที่เราสามารถเข้าไปกำหนดรู้ความเปลี่ยนของสภาวะได้ หรือไม่เท่านั้น

เหมือนโลกนี้  หมุนคว้าง  อยู่กลางฟ้า

จะมองหน้า  เหลียวหลัง  ยังสับสน

จะมองซ้าย  แลขวา  ไม่น่ายล

ต้องอดทน  แบกหัว  ของตัวเอง

ร่างกายเรา  จริงจังเป็น  รังโรค

มีหัวใจ  เป็นหัวโจก  เป็นโรคเก่ง

มีร่างกาย  มีแขนขา  น่าครื้นเครง

ต้องเต้นตาม  บทเพลง  อนิจจัง

เมื่อวานนี้  เข้มแข็ง  เหมือนแท่งหิน

วันนี้อ่อน  แอสิ้น  ถวิลหวัง

เมื่อวานนี้  มั่นคง  ทรงพลัง

วันนี้กลับ  เก้เก้กังกัง  ร่างกลับกลาย

เมื่อเกิดขึ้น   ก็ต้องแก่  เป็นแน่นัก

เดี๋ยวก็จัก  เจ็บป่วยบ้าง  เดี๋ยวสร่างหาย

ที่สุดจบ  ที่นิยาม  ของความตาย

แล้วต่อสาย  สู่ภพหน้า  ค่อยว่ากัน

อย่าจริงจัง  กับอะไร  ที่ในโลก

ประเดี๋ยวสุข  ประเดี๋ยวโศก  โลกจัดสรร

เมื่อมีร่าง  ก็มีโรค  มาโรมรัน

เป็นกฎเกณฑ์  สามัญ  เสมอมา

เหมือนแบกหัว  ตัวหนัก  เกินจักฝืน

จะเดินยืน  ก็ลำบาก  ยากหนักหนา

ต้องนั่งนอน  เนิ่นนาน  กาลเวลา

อนิจจา  หนอมนุษย์  เสื่อมทรุดโทรม

ธรรมะสวัสดีขอรับ..