การบริหาร:การบริหารงานวิจัย
วิทยากร :คุณกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ
วันที่ 9 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00 – 16.00 น.
สรุปองค์ความรู้โดย
1. นางไพเราะ ธนลัทธพงศ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
2. นายพงษ์ศักดิ์ อยู่ผ่อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
3. นางทิติยา ศรีอินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
4. นายวิเชียร คำรินทร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
สรุปสาระสำคัญ
การบริหารในภาพรวมขององค์กร
ประเทศไทยมีหน่วยงานด้านพัฒนาและกำหนดนโยบาย คือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยกำหนดว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งเป็นแผน 5 ปี ซึ่งที่จริงแล้วควรจะมอง 10-20 ปีข้างหน้า มองไปข้างหน้าว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด เช่น ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเรามองย้อนไปในปี 1980 ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่าจะเป็น Global Hub ปี 2000 หมายถึงการเป็นจะศูนย์กลางของโลกในปี 2000 จะเห็นว่าสิงคโปร์เป็นตัวกำหนดราคาน้ำมัน ราคาพืชผล ซึ่งเท่ากับว่าสิงคโปร์ทำได้ นอกจากนั้นในปี 2020 สิงคโปร์จะเป็นศูนย์แห่ง Information ของโลก จะเห็นได้ว่าประเทศสิงคโปร์กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ 10-20 ปี แต่ประเทศไทยกำหนดเพียง 5 ปี
ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สภาพัฒน์ กำหนดไว้ว่างานวิจัยจะเป็นอย่างไร ในปี 2572 คือ อีก 20 ปีข้างหน้า โดยมองว่าระหว่างทางจะไม่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่จะมีปัญหาและอุปสรรคระหว่างเดินไปด้วย งานวิจัยจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศที่พัฒนาจะลงทุนด้านการวิจัยสูง เพราะงานวิจัยจะแก้ปัญหาเพื่อสู่เป้าหมายในอนาคต ตัวอย่างเช่น ประเทศสแกนดิเนเวีย ลงทุนวิจัยสูง และ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมีสัดส่วนนักวิจัยต่อจำนวนประชากร คิดเป็น 70 : 10,000 คน ในขณะที่ไทยเรามีประมาณ 2 : 10,000 คน
จุดเริ่มต้นของงานวิจัยอยู่ที่ปัญหา
ปัญหาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- ปัญหาที่สามารถแก้ด้วยงานวิจัย
2. ปัญหาที่สามารถจัดการได้เลย เช่น ปัญหาผู้ใต้บังคับบัญชาทะเลาะกัน หรือรายได้ไม่พอใช้ ก็วิเคราะห์หาเหตุ และสามารถควบคุมได้เอง โดยไม่ต้องทำวิจัย ทุกปัญหา ไม่ใช่ต้องใช้งานวิจัยเข้าไปแก้ไขเสมอไป
การทำข้อเสนองานวิจัย และ ได้งบประมาณมาแล้ว ต้องดูผลสำเร็จของโครงการที่จะออกมา
ระบบวิจัยของประเทศมีการขับเคลื่อนอย่างไร
1. ประชาคมวิจัย ประกอบด้วย
- นักวิจัย
- หน่วยงานวิจัย
- ผู้ใช้งานวิจัย
- จังหวัด โดยรัฐบาลกำหนดให้จังหวัดบริหารจัดการ ดังนั้นไปของบที่จังหวัดได้โดยตรง
2. Council ได้แก่ หน่วยวิจัย หรือ สถาบันที่ทำวิจัยโดยตรง และเฉพาะเรื่อง เป็น Excellence Center ในแต่ละเรื่อง เช่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัย
3. กลไกสนับสนุน เป็น input ได้แก่ งบประมาณ และแผนงาน
4. แหล่งทุน ได้แก่ เงินที่เป็น source หนึ่งของงานวิจัย
ทั้ง 4 ปัจจัย ดังกล่าว จะต้องบูรณการ (ไม่แยกกันทำ) เป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอด มีการแลกเปลี่ยนความรู้ เปรียบเสมือนรถยนต์ โดย 4 ปัจจัย เปรียบเสมือนล้อทั้ง 4 ล้อของรถยนต์ แต่ละล้อจะหมุนไปเรื่อย ๆ แต่จะมีพวงมาลัยรถยนต์ที่จะทำหน้าที่กำหนดทิศทางว่าจะขับเคลื่อนไปทิศทางใด ดังนั้น พวงมาลัยรถยนต์คือกลไกในการขับเคลื่อน ต้องมีการสอดรับกัน โดยมีการกำหนดความต้องการ (แผนงานวิจัย) ของประเทศและนโยบายรัฐบาล
โครงการสำเร็จ จะได้
- ผลผลิต (output) ในปีนั้นเลยทันที ยกเว้นไม่สำเร็จก็ต้องมีการประเมิน - ผลลัพธ์ (outcome) จะต้องรออีก 2-3 ปี จึงจะเห็นผลจากผลวิจัย (output) ซึ่งอย่างเร็วก็ 1 ปี
- ผลกระทบ (Impact ) มีทั้งเชิงบวกและลบ ซึ่งจะเห็นผลก็ 3-5-10 ปี จึงจะเห็นผล ซึ่งหากโครงการดีจะเห็นผลชัดและเร็ว เช่น ตัวอย่างเช่น ลดต้นทุน ประมาณ 2-3 ปี ก็จะเห็นผลชัด
แผนภูมิแสดงกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ
5 บทบาทที่จะดูแลงานวิจัย
บทบาทที่ 1 พัฒนานโยบายวิจัยของหน่วยงาน
เราต้อง update ข้อมูลว่าเป็นอย่างไร จะได้รู้ทิศทางว่าจะทำเรื่องอะไรดี การกำหนดทิศทาง 3-4 ปีข้างหน้าเป็นแผนวิจัย และในแต่ละปีจะนำมาปัดฝุ่นอีกที เพราะฉะนั้นแผน 4 ปี แต่ละปีจะต้องนำมาปัดฝุ่นโดยมาร่วมกันดูว่าทิศทางให้ถูกต้องหรือไม่ มีทิศทางใหม่หรือไม่
การกำหนดนโยบายวิจัยมี 4 มิติ ได้แก่
1) เป้าหมายยุทธศาสตร์ระดับชาติ ได้แก่ แผน 10 และ ยุทธศาสตร์งานวิจัยชาติของ วช. (4 ปี) ที่สอดรับกับแผน 10
เป้าหมายสูงสุดของแผน 10 คือ คนอยู่เย็นเป็นสุข ทำอย่างไรให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข โดยมี 7 เสาหลัก ได้แก่
- สร้างโอกาสการเรียนรู้สู่คุณธรรม
- เพิ่มศักยภาพชุมชนเชื่อมโยงเครือข่าย
- ปรับโครงสร้างการผลิต
- สร้างภูมิคุ้มกัน
- สร้างระบบแข่งชันให้เป็นธรรม
- สร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
- สร้างธรรมาภิบาล
โดยมียุทธศาสตร์ 5 เรื่อง
- พัฒนาคุณภาพคนและสังคม
- สร้างความเข้มแข็งชุมชน
- ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- ความหลากหลายของชีวภาพ
- ธรรมภิบาล
โดยมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และมองเป็นองค์รวมหรือบูรณาการ มีคนเป็นศูนย์กลาง
วช. มี 5 ยุทธศาสตร์ แต่ละยุทธศาสตร์จะสอดรับกับแผน 10
2) นโยบายยุทธศาสตร์เฉพาะ (Agenda) หรือ วาระแห่งชาติ
นโยบายนี้จะมากับรัฐบาล กล่าวคือเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะไม่ยั่งยืนเพราะจะมาและจะไปพร้อมกับรัฐบาล ตัวอย่างปี 50 เปลี่ยนรัฐบาล 3 ครั้ง ต้องมีการปรับแผน 4 ปีใหม่ทุกครั้ง และบางครั้งปรับแล้วยังไม่ได้ใช้ เพราะเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งเราต้องฟังและทำตาม
วช. เสนอของบปี 54 ก็ยังกังวลว่ารัฐบาลจะอยู่ถึง 54 หรือไม่ แต่ก็ต้องทำ
3) ส่วนราชการปกติ (Function Base)
ได้แก่ วิสัยทัศน์ พันธกิจของหน่วยงาน
4) ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด (Area Base)
อยู่ในกลุ่มจังหวัดอะไร จะมียุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดนั้น ซึ่งในขณะนี้มีนโยบายปรับกลุ่มจังหวัด
ภูเก็ต มียุทธศาสตร์เน้นการท่องเที่ยวมาก เมื่อเกิดปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ขึ้นมาจะแย่ เพราะยึดรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างเดียว ไม่มีนักท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจอยู่ไม่รอด แข่งกันลดราคา เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาแบบหลายทิศทาง เช่น อาจความสำคัญกับสินค้าเกษตรด้วย
บทบาทของมหาวิทยาลัยในจังหวัด ควรเสนอแนะ อย่าไปผิดทางเดียว เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ด้วย
ข้อคำถาม การจัดสรรงบด้านวิจัยปีละเท่าไร
ตอบ ประมาณ 0.2 % ของงบประมาณ โดยมาจากรัฐบาล 1 % และ เอกชน 0.5% สำหรับเอกชนนั้นงานวิจัยที่จะให้ทุนต้องเป็นงานวิจัยที่เขาสามารถนำไปปฏิบัติได้จึงจะให้เงิน หรือลดภาษีได้
ทรัพย์สินทางปัญญา
- เจ้าของ เช่น วช .เอาคนเดียว
- แบ่งสรรประโยชน์
ทั่วไปจะให้เป็นลิขสิทธิ์ของหน่วยงาน แต่ประเทศไทย วช. เอาคนเดียวเพื่อให้หน่วยงานวิจัยสนับสนุน วช.ด้วย หรือเอาไปอ้างอิงเพราะ วช.ให้ทุน
จรรยาบรรณนักวิจัย
เดิมจะทำเป็น พรบ.จรรยาบรรณนักวิจัย แต่ เปลี่ยนเป็นการส่งเสริมสนับสนุนว่าควรทำอย่างไรบ้างในกระบวนการตั้งแต่เริ่ม จนสุดท้ายเพื่อ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ชั่วคราวแล้วจึงทำเป็น พรบ. ตัวอย่างการทำผิด เช่น การคัดลอกงานวิจัย ถ้ามีการร้องเรียนมา วช.จะส่งให้มหาวิทยาลัยจัดการ (ยกเว้นคัดลอกต่างหน่วยงาน) หรือเอาผลงานวิจัยผู้อื่นไปเสนอได้ทุน
บทบาที่ 2 การบริหารจัดการให้เกิดข้อเสนอการวิจัย
งานวิจัยมีลำดับ โดยเริ่ม Research นโยบายวิจัย แผนวิจัย และแผนงานวิจัย
Research Function Dimension
- Research Policy
- Research Plan
- Research Program
- Research Sub-program
- Research Project
- Research Task
- Research Activity
ลำดับของงานวิจัย หน่วยงานจะทำในระดับ Project คือ โครงการวิจัย เช่น วิจัยเดี่ยว ๆ ทั้งหลาย ในอนาคตจะระดับสูงอีกคือ Research Program (ชุดโครงการวิจัย) โดยชุดโครงการวิจัยจะเป็นโครงการวิจัยแม่ที่จะประกอบด้วยโครงการวิจัยต่าง ๆ แต่ละชุดโครงการวิจัยจะสามารถแก้ทั้งระบบ แบบครบวงจร เพราะฉะนั้นจะบริหารจัดการอย่างไร จะมีการจัดสรรอย่างไร
การวางแผน จะอยู่ในระดับ Search Plan ประมาณ 3-4 ปี
1 Research Plan จะมีหลาย Research Program
1 Research Program จะมีหลาย Research Project
พุทธศาสนากับการวิจัย
แนวคิด คือ อริยสัจ + การวิจัย
- ทุกข์ (ไม่สบายกายไม่สบายใจ) คือ ปัญหาที่ต้องวิจัย
- สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือ สาเหตุของปัญหา
- นิโรธ (ความดับทุกข์) คือ อยากดับทุกข์ เป็นการตั้งเป้าหรือ
วัตถุประสงค์ของงานวิจัย - มรรค (หนทางดับทุกข์) คือ หนทางการตอบคำถามวัตถุประสงค์ คือ วิธีการวิจัย ซึ่งเป็นคำตอบ
แต่ละสาเหตุมาตั้งเป็นวัตถุประสงค์ อาจมีหลายวัตถุประสงค์ แต่ถ้าแก้ไม่สำเร็จ แสดงว่าหาสาเหตุไม่ครบ หรือวิเคราะห์หาสาเหตุไม่ครบ
บทบาทที่ 2 ในการบริหารจัดการให้เกิดข้อเสนอการวิจัย โดยวิธี
- จัดอบรมการเขียนข้อเสนอให้กับนักวิจัย
- เข้าเว็บไซต์ บทความวิจัยต่าง ๆ (E-Learning) ของ วช. มีการ Simulate Proposal
proposal ต้องสอดรับกับที่ตั้งไว้
บทบาทที่ 3 กำหนดกรอบงบประมาณวิจัย
เป็นการชี้เงิน เบาะแสแหล่งทุน บอกได้ว่าขอที่ไหนได้บ้าง
- งบแผ่นดิน (สำนักงบประมาณ) ทำข้อเสนอไปของสำนักงบประมาณ โดยส่ง Proposal ให้ วช 1 ชุด เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ทางวิชาการให้สำนักงบประมาณอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น วช. จะช่วยในการกลั่นกรองทางวิชาการ โดยการ Racking ให้สำนักงบประมาณ โดยสำนักงบประมาณจะให้ทุนวิจัย แบ่งเป็น ทุนวิจัยเดี่ยว และ ทุนวิจัยชุด
- สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดย วช.ไปของบจากสำนักงบประมาณแล้วตั้งกฎเกณฑ์ในการขอทุนไว้ นักวิจัยจากหน่วยงานจะมาขอจาก วช. ภายใต้กฎกติกา และประเภททุน ซึ่งขณะนี้ ทุน วช. จะเน้น 4 ระดับ
1) เชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้งานวิจัยออกมาแล้วไปสู่นโยบายให้ได้ คือ หน่วยงานเอาไปใช้ได้ มิใช่เพื่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี ทำวิจัยเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้า 10 เมกกะวัตต์ โดยใช้ Bio-Mass (ชีวมวล) ได้แก่ ปลูกต้นไม้ใช้ในการปั้นไฟฟ้า เป็นการผลิตในชุมชนแบบพึ่งพาตนเองหรือจะเป็นเรื่องของสังคม พุทธศาสนาก็ได้ แต่คนอื่นใช้ได้หรือการ Change Technology เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าทำได้จริงหรือไม่ โดยอาจต้องมีการทำซ้ำ
2) ทุนแบบ Mega Project เป็นโครงการขนาดใหญ่มีผลกระทบสูง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก 0 เสมอ เพราะฉะนั้น ต่อยอดได้ แต่ครบวงจร และสามารถทำเป็นเชิงพาณิชย์ ตัวอย่าง : ราชภัฎเทพสตรี ได้ทุนเรื่องดินสอพองที่จังหวัดลพบุรี ที่โดยปกติชาวบ้านจะใช้ดินสอพองสำหรับทาหน้าเท่านั้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อได้ทุนวิจัย จะสามารถทำเป็นเชิงพาณิชย์เป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มจากดินสอพอง พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ เช่น เป็นยาขัด เครื่องสำอาง (โคลนพอกหน้า เครื่องสำอางสมุนไพร) ศิลปะประดิษฐ์ (ปั้นรูปลิง) เครื่องประดับ และเนื่องจากเป็นงานฝีมือ จึงเกิดงานดีไซน์เนอร์ด้วย แต่ในขณะนี้มีปัญหาเรื่องของการบรรจุหีบห่อ (Packing) ที่ยังไม่ดีพอ
การต่อยอดโครงการตามพระราชดำริ คือ ทุนนวมินทร์ มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อขยายผลให้มากขึ้น โดย วช. พยายามเติมให้เต็ม หรือคอยเสริม และ ไม่ซ้ำทุนอื่น
3) ทุนบัณฑิตศึกษา ได้แก่ สกว. ให้ทุนกาญจนาภิเษก เป็นทุนหลังปริญญาเอก ทำให้ระดับล่างไม่มีใครทำ ดังนั้น วช. จึงทำให้กับนักศึกษาที่เรียนปริญญาโท-เอก เป็นการให้ทุนไปทำ thesis ของนักศึกษา
- ทุน วช. มี 4 เรื่อง เป็นทุนต่างประเทศ (ทุนแลกเปลี่ยน) ทำวิจัยกับ ชาวต่างประเทศ เช่น เอเชีย ยุโรป อเมริกา ไทย-จีน ไทย-อเมริกา ไทย-ออสเตรเลีย เป็นต้น โดยผู้ทำต้องมี Host
- ทุน สกว. มี ทุนเมธีวิจัย และเมธีอาวุโส โดยมีพี่เลี้ยงช่วยดูแลงานวิจัยตลอดหลักสูตร นอกจากนั้นมีทุน ABC เป็นทุนวิจัยในท้องถิ่นเช่น ราชภัฎ อยู่ในท้องถิ่น/ต่างจังหวัด
- ทุน สวทช. เป็นทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสวทช. ให้ทุนและทำวิจัยเองด้วย เนื่องจากมีบุคลากรที่จบปริญญาเอกมาก แบ่งเป็น 5-6 กลุ่ม เช่น NECTEC, BIOTECH, MTEC, NANOTECH, SIGNOTRON (ฟิสิกส์)
- สวทน. วางนโยบายด้านบริหารและเทคโนโลยี (ยังไม่รู้ว่ามีทุนหรือไม่)
- สวรส. เน้นสาธารณสุขที่เป็นระบบ เช่น ระบบการส่งต่อผู้ป่วย
งานประจำ à งานวิจัย (R to R = Routine to Research)
- สกว. ออกเป็นระบบข้อมูลนักวิจัยไว้ เมื่อถึงเวลาก็จะให้ทุนตรง ดังนั้นจึงต้องกรอกประวัตินักวิจัยไว้ แล้ว สกว.จะแจ้งให้ทุน
- สวก (สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร) เน้นด้านเกษตร
- สสส. เป็นทุนทั่วไปทั้งหมด
- สำนักงานพลังงานชาติ
- แหล่งทุนต่างประเทศ เช่น NIH เป็นเรื่องสาธารณสุข
บทบาทที่ 4 ติดตามและประเมินผลงานวิจัย
ครบวงจร 3 ขั้นตอน
COMPLETE OF RESEARCH EVALUATION
1. ex-ant evaluation ก่อนวิจัย
2. ongoing evaluation ระหว่างวิจัย
3. ex-post evaluation หลังวิจัย
สำนักงบประมาณจะให้ความสำคัญกับ ex-post evaluation คือดูผลลัพธ์ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยจะตัดอันดับแรกไม่ให้ความสำคัญกับงานวิจัย เพราะฉะนั้นต้องให้เกิดผลผลิตให้เห็น
รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญมากขึ้นโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยวิจัย แต่ตั้งติดตามให้ได้ว่าผลสำเร็จแค่ไหน มิเช่นนั้นรัฐบาลจะเห็นว่าเป็นการแย่งกันและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
ต้องทำความเข้าใจ เรื่อง ongoing ที่ต้องมีการติดตามอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจับผิด แต่เป็นพี่เลี้ยง โดยหาผู้ทรงคุณวุฒิมาดูว่าเป็นไปตาม proposal หรือไม่ หลงทางหรือไม่
ดังนั้นงานบริหาร จึงเริ่มต้นตั้งแต่วัตถุประสงค์เป็น ABC ถ้าทำไปกลาย XYZ ระหว่างดำเนินการจะมี ongoing ซึ่งหลงทาง ซึ่งลักษณะงานวิจัยแบบนี้เป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น เพนนิซิลิน ซึ่งกลับส่งผลดี นั่นหมายความว่า ถ้า XYZ ไปใช้ประโยชน์ได้ก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าใช้ไม่ได้ก็นับว่างานวิจัยล้มเหลว งานวิจัยไม่จำเป็นต้องสำเร็จ (Success ) เสมอไป แต่ขอให้จบ (Finish) ถ้าจะทำต่อก็ต้องขอขยายเวลา โดยไปทำเรื่องขอขยาย พร้อมเขียน report ด้วย แต่ผลวิเคราะห์ผลงานให้เขียนว่าเหตุที่ไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นต้องวิเคราะห์ว่า ไม่สำเร็จตรงไหนบ้าง ข้อเสนอแนะมีอะไรบ้าง เพื่อรุ่นต่อไปจะได้ไม่ทำตาม ซึ่งอย่าให้มีงานประเภทนี้มากเพราะเป็นงานที่ไม่สำเร็จ
ตัวชี้วัดความสำเร็จ (คุ้มค่า – เพิ่มประสิทธิภาพ- ยั่งยืน)
- ตามแหล่งทุน
- เกิดมูลค่า/สร้างคุณค่า
การจัด Ranking ในการเป็น Research University
ดูองค์ประกอบ 4 ตัว
- จำนวนสิทธิบัตรงานวิจัย
- จำนวนผลงานที่ไปนำเสนอ (ระดับชาติและนานาชาติ)
- จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ (ในประเทศ-ต่างประเทศ)
- จำนวนอาจารย์ประจำ ระดับปริญญาเอกไม่น้อยกว่า 40 % ของอาจารย์ทั้งหมด
สรุปหน้าที่
- Formulate Policy
- Proposal
- แหล่งทุน
- ประเมินครบวงจร
- นำผลไปใช้ประโยชน์
แนวทางประยุกต์ใช้
- การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยวาระแห่งชาติ อย่าตั้งชื่อเจาะจงมาก เพราะถ้าเปลี่ยนรัฐบาลจะถูกยกเลิก ตัวอย่างเช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ กองทุนหมู่บ้าน
- เศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ ถ้าไม่รู้จริง อย่าทำ เพราะไปตีความกันว่าเป็นการตระหนี่ หากจะทำต้องศึกษาให้ถ่องแท้
- กำหนดนโยบายของหน่วยงาน ต้องกำหนด 4 มิติ โดย ให้งานวิจัยเป็นศูนย์กลาง เป็นการ บูรณาการ
- เสนอแนะผู้บริหารให้ทำล่วงหน้า ต้นปีงบประมาณ โดยเห็นควร Update ข้อมูล และรับทราบว่าปี 53 มหาวิทยาลัยเรามีนโบบายวิจัยอะไรบ้างเพื่อให้นักวิจัยชัดเจนในทิศทาง
- ควรจัดทำแผนวิจัยระยะ 4 ปี พอต้นปี เอามา Update/ปัดฝุ่น แล้วประกาศเป็นแผนให้เป็นนโยบายวิจัยของหน่วยงานว่ามีอะไรบ้าง โดยการขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้เดินได้ถูกและทำได้ทัน
- ถ้าเป็นงบแผ่นดิน ก็จะยึดหลัก หรือตามข้อตกลง กับกรมบัญชีกลางเป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าจะเขียนอย่างไร ตามระเบียบแหล่งทุน ซึ่งต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้า เช่น ค่าสมนาคุณนักวิจัย จบแล้วขอไม่ได้ ถ้าเป็นทุนของ วช. จะได้
- ในอนาคตการทำวิจัย จะเน้น Research Program (ชุดโครงการวิจัย) โดยชุดโครงการวิจัยจะเป็นโครงการวิจัยแม่ที่จะประกอบด้วยโครงการวิจัยต่าง ๆ แต่ละชุดโครงการวิจัยจะสามารถแก้ทั้งระบบ แบบครบวงจร เพราะฉะนั้นจะบริหารจัดการอย่างไร จะมีการจัดสรรอย่างไร
- นักวิจัยต้องหาหรือวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่จะใช้งานวิจัยไปแก้ไขให้ครบ โดยแต่ละสาเหตุตั้งเป็นวัตถุประสงค์และอาจมีหลายวัตถุประสงค์
- ในการบริหารจัดการให้เกิดข้อเสนอการวิจัย โดยวิธี
- จัดอบรมการเขียนข้อเสนอให้กับนักวิจัย
- เข้าเว็บไซต์ บทความวิจัยต่าง ๆ (E-Learning) ของ วช. มีการ Simulate Proposal
proposal ต้องสอดรับกับที่ตั้งไว้
- ต้องบอกนักวิจัยเกี่ยวกับแหล่งทุนแต่ละประเภท และ ต้องทำตามกฎ กติกา ของแหล่งทุน
- ต้องเตรียมความพร้อมให้นักวิจัย (ส่งไปอบรม / ให้ข้อมูล) และมีการติดตามบริหารงานวิจัยให้ครบวงจร
ความรู้ เพียว ๆ