การบริหาร: การจัดการเชิงกลยุทธ์
วิทยากร: รองศาสตราจารย์ปกรณ์ ปรียากร
วันที่ 5 ตุลาคม 2552 เวลา 09.00-12.00 น.
สรุปองค์ความรู้โดย
1.นายจักรชัย หิรัณยะวสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.นายปริญญา สมบูรณ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
3.นางจิณณ์รัตน์ กำประสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
4.นางเจนจิรา วิศพันธ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
สรุปสาระสำคัญ
ประเด็นพิจารณา แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
- ความสำคัญของการคิดเชิงกลยุทธ์
- เครื่องมือในการวิเคราะห์สถานการณ์เชิงกลยุทธ์
- การนำกลยุทธ์ไปดำเนินงานที่ดี
1. ความสำคัญของการคิดเชิงกุลยุทธ์
การที่จะดำเนินงานให้สำเร็จได้นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ไม่มีความบังเอิญ และไม่มีโชคช่วยเสมอไป องค์กรที่ดีจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นเสมอ และชัยชนะเหล่านั้นก็มาจากการวางกลยุทธ์และนำไปปฏิบัติอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งนักบริหารจะต้องมีภาระหน้าที่ทางการบริหารที่สำคัญ 4 ด้าน ดังนี้
1.1 การวางแผนหรือการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking and Planning)
1.2 การจัดองค์การหรือการจัดระบบงาน (Organizing)
1.3 การใช้ภาวะผู้นำ (Leading)
1.4 การควบคุมและการประเมินผล (Controlling and Evaluating)
เงื่อนไขการกำหนดกลยุทธ์จาก 5 Cs คือ
1.Context การคำนึงถึงบริบทที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งเทคโนโลยี
2.Changes การวางตำแหน่งหรือสถานะขององค์การที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
3.Customers การแสวงหาลู่ทางในการ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้รับบริการ โดยพิจารณาว่าใครเป็นลูกค้าของเรา ทั้งลูกค้าที่อยู่ภายใน (Internal customers) และลูกค้าภายนอก (External Customers) และสิ่งที่ลูกค้าต้องการ คือ ดีกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า
4.Competition การกำหนดกลวิธี หรือกลอุบายของกิจการที่จะรักษาความได้เปรียบของการแข่งขัน
5.Competences การแสวงหาลู่ทางในการพัฒนาสมรรถนะ ของกิจการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง(Changes) ของบริบท (Context) ความต้องการของผู้รับบริการ (Customers) และการแข่งขัน (Competition)
องค์การจะต้องพัฒนาขีดความสามารถขององค์การให้สอดรับกับสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
- กระแสโลกาภิวัตน์ทางการศึกษาที่ต้องการช่วงชิง (Globalization Stream)
- ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ต้องสามารถสร้างความแตกต่าง (Product Diversification and Differentiation)
- การดำเนินงานที่ต้องใช้อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น (E-Commerce)
- การสร้างองค์การฐานความรู้โดยต้องมีการปรับฐานความรู้ (Knowledge Organization)
- วัฒนธรรมนวัตกรรม (Innovation Culture)
- ความพร้อมขององค์การในการปรับตัว (Adaptation) ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของผู้รับบริการ
- การเพิ่มขีดสมรรถนะ (Competences) ของคนและองค์การในการแข่งขันและการสร้างพันธมิตร
- การสร้างความสัมพันธ์ (Coordination & Connection) ที่ดีระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก
- การกำหนดเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Indent) ในระยะยาวที่ชัดเจนและสอดคล้องต้องกัน
ดังนั้น การคิดเชิงกลยุทธ์เป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายและแนวทางการดำเนินงานขององค์การในระยะยาวที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือบริบทด้านต่าง ๆ อย่างแท้จริง
2. เครื่องมือในการวิเคราะห์สถานการณ์เชิงกลยุทธ์ เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งภายนอกและภายในองค์การ โดย
- การวิเคราะห์ SWOT Analysis และ
- การจัดทำประเด็นยุทธศาสตร์โดยใช้ SWOT Matrix
ประเด็นคำถามในเชิงกลยุทธ์
- Who are we ? (เราคือใคร มีพันธกิจอะไร มีสมรรถนะที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร)
- Where are we now? (เมื่อพิจารณาจากนโยบายของรัฐ สภาพเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ แล้วกิจการของเราอยู่ในสถานะที่มีโอกาสและอุปสรรคอย่างไร)
- Who are our customers and suppliers? (ผู้รับบริการและผู้จัดหาคือใคร เรามีโอกาสและอุปสรรคในการติดต่อสัมพันธ์กับเขาอย่างไร)
- Who are our competitors? (เมื่อเปรียบเทียงกับคู่แข่งขันหรือกิจการชั้นนำเรามีโอกาสและอุปสรรคในเชิงเปรียบเทียบอย่างไร)
- Where are we going? (วิสัยทัศน์ ภารกิจ จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ควรจะมีจุดมุ่งเน้นอะไร)
- How do we get there? ( ควรมีกลยุทธ์อะไร อย่างไร)
- How much do we have to pay? (ควรมีโครงการเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาอะไรบ้าง จะต้องใช้งบประมาณเท่าไร)
- How do we know if we are on track? (เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินงาน ควรมีตัวชี้วัดความสำเร็จอะไร อย่างไร )
- What is our blueprint for action? ( จะกำหนดแผนดำเนินงานอะไรบ้าง)
การวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้ SWOT Analysis
การวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอก เพื่อประเมินโอกาสและข้อจำกัด หรืออุปสรรคด้วยการพิจารณาจากสภาพแวดล้อมทั่วไป และพิจารณาสภาพการแข่งขัน โดยมีประเด็นพิจารณา ดังนี้
- นโยบาย/กฎเกณฑ์ขององค์การรัฐ
- สภาพเศรษฐกิจโดยรวม
- สังคมและวัฒนธรรม
- เทคโนโลยี
- การต่อรองของลูกค้า/ผู้รับบริการ
- การต่อรองของ Suppliers
- ความสามารถของคู่แข่งเดิม (ถ้ามี)
- ศักยภาพของคู่แข่งใหม่ (ถ้ามี)
- คุณลักษณะของบริการทดแทน
การวิเคราะห์สถานการณ์ภายใน เพื่อประเมินจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) ของกิจการโดย
พิจารณาความพร้อมและความพอเพียงของทรัพยากร (ระบบคน ระบบทุนกับปัจจัยต่าง ๆ และระบบสารสนเทศ) ประเมินสมรรถนะของกิจการ จากการประเมินกิจการด้วย Balanced Scorecard โดยมีประเด็นพิจารณา ดังนี้
- ระบบทรัพยากร ประกอบด้วย 1.1 ระบบคน 1.2 ระบบทุนและปัจจัยการดำเนินงาน 1.3 ระบบสารสนเทศ
- ผลประกอบการทางการเงิน ประกอบด้วย 2.1 มูลค่าเพิ่มด้านเศรษฐกิจ 2.2 การสร้างผลกำไร 2.3 การเจริญเติบโต
- การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ประกอบด้วย 3.1 การส่งสินค้า/บริการทันเวลา 3.2 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี 3.3 การบริการที่รวดเร็ว
- กระบวนการจัดการภายใน ประกอบด้วย 4.1 การพัฒนาการผลิตสินค้า (คุณภาพ/เวลา/ค่าใช้จ่าย) 4.2 การจัดการด้านการตลาด (ความต้องการเดิม/ใหม่) 4.3 การพัฒนาการบริการ (ก่อน/ระหว่าง/หลังส่งมอบ)
- การพัฒนาองค์การโดยรวม ประกอบด้วย5.1 ภาวะผู้นำ (การแก้ปัญหา/การตัดสินใจ)5.2 การเรียนรู้ในองค์การ (การอบรม/การพัฒนา) 5.3 การปรับตัว (การจัดการการเปลี่ยนแปลง)
แนวความคิดการวัดผลการดำเนินงานอย่างสมดุล (Balanced Scorecard) ของ Kaplan & Norton ให้ความสำคัญต่อการวัดผลการดำเนินงานจากมุมมอง 4 ด้าน ดังนี้
- ด้านการเงิน (Financial prespective) ดู ผลตอบแทนการลงทุน
- ด้านลูกค้า (Customer perspective) ดู ความผูกพันของลูกค้า/เวลาการส่งมอบ
- ด้านกระบวนการ (Internal process perspective) ดู คุณภาพของกระบวนการ/รอบระยะเวลา
- ด้านการเรียนรู้และเติบโต (Learning and growth perspective) ดู การพัฒนาทักษะ
ตัวอย่าง Balanced Scorecard และตัวชี้วัดการดำเนินงานองค์การ (Key Performance Indicators or KPIs)
1. การเงิน จะต้องมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ มีการทำกำไร และมีการเจริญเติบโต
2. ลูกค้า จะต้องได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าราคาถูกกว่า/ต้นทุนต่ำกว่า และมีบริการรวดเร็วกว่า
3. การปฏิบัติการ จะต้องมีการพัฒนาการผลิต มีการจัดการด้านตลาด มีการบริการลูกค้า
4. การพัฒนาองค์การ จะต้องใช้ภาวะผู้นำ มีการเรียนรู้ในองค์การ และมีสมรรถนะในการปรับตัว
บรรทัดฐานในการประเมินจุดแข็ง/จุดอ่อน เพื่อให้การประเมินจุดแข็ง/จุดอ่อนมีความชัดเจนควรเปรียบเทียบคุณลักษณะและผลการดำเนินการขององค์การกับ
- บรรทัดฐานของกิจการ (Industry norms)
- ประวัติการดำเนินกิจการ (Historical Performances)
- กิจการชั้นนำ (Benchmarks)
ขั้นตอนการจัดทำ SWOT MATRIX
- นำผลสรุปการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
- ภายนอก : โอกาส/อุปสรรค 5-10 รายการ
- ภายใน : จุดแข็ง/จุดอ่อน 5-10 รายการ
- จากนั้นจำลองสถานการณ์ (Scenario planning) หรือ SWOT Matrix ดังต่อไปนี้
|
ภายใน ภายนอก |
จุดแข็ง (Strengths) |
จุดอ่อน (Weaknesses) |
|
โอกาส (Opportunities) |
SO Strategies ยุทธศาสตร์เชิงรุก |
WO Strategies ยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใน |
|
ข้อจำกัด (Threats) |
ST Strategies ยุทธศาสตร์ความร่วมมือภายนอก |
WT Strategies ยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนภายใน |
การจัดทำตาราง SWOT Matrix เพื่อกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ
- วิสัยทัศน์และพันธกิจ (Vision and Mission)
- เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Goals)
- ประเด็นสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Issues)
|
วิสัยทัศน์ (Vision) |
จุดมุ่งหมายปลายทางที่เราต้องการจะไปให้ถึง (end) |
|
พันธกิจ (Mission Statement) |
ขอบเขตของภารกิจที่เราจะต้องกระทำหรือดำเนินการมีอะไรบ้าง กลุ่มเป้าหมาย(ลูกค้า) คือใคร ปรัชญาหรือหลักการในการดำเนินงานของเราคืออะไร |
|
ประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategic Issues) |
จุดเน้นหรือเรื่องสำคัญ ๆ ของเราคืออะไร(agenda หรือ focusing area หรือ key result area) |
|
จุดมุ่งหมาย หรือ เป้าประสงค์ (Goal) |
สิ่งที่เราต้องการจะบรรลุผลคืออะไร |
|
ตัวชี้วัด (Key Performance Indicators) ค่าเป้าหมาย (Targets) |
อะไรคือตัวบ่งชี้ที่จะช่วยแสดงให้เห็นว่าองค์การของเราดำเนินการถึงระดับที่บรรลุผลแล้ว ระดับมากน้อยที่ต้องการจะบรรลุผล (milestone) |
|
กลยุทธ์ (Strategies) |
แนวทาง วิธีการ มาตรการ ที่จะนำไปสู่การบรรลุผลตามที่ต้องการ (ตามเป้าประสงค์ ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ (means) |
3. การนำกลยุทธ์ไปดำเนินงานที่ดี
3.1 ให้ความสำคัญของการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่กำหนด
3.2 กรอบแนวคิดที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความสำเร็จของการจัดการเชิงกลยุทธ์
ความสำคัญของการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่กำหนด
- การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ มีความสำคัญเช่นเดียวกับการกำหนดกลยุทธ์
- ผู้บริหารจะต้องมีวิจารณญาณในการกำหนดแนวทาง เพื่อการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติการที่ได้ผลด้วย
แนวคิดของ Seven S Framework
- Strategy : กลยุทธ์ด้านต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นด้วยความชัดเจนสอดคล้องสถานการณ์ สามมารถนำไปปฏิบัติได้
- Structure : กำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน การแบ่งงาน อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของทีมงาน
- Systems : การกำหนดกระบวนการทำงานแต่ละด้าน และการเชื่อมโยงกระบวนการระหว่างกลุ่มงาน
- Style : การปรับเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางในการทำงานของพนักงานให้เป็นไปตามกลยุทธ์
- Staff : การพัฒนาพนักงานในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น รวมทั้งการสร้างพลังในการทำงานเป็นทีม
- Skills : การเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้านที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานให้มีประสิทธิผล
- Shared values : การสร้างค่านิยมร่วมขององค์การและพนักงาน โดยยึดเอาเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์เป็นธงชัย และ กระบวนการสรรค์สร้างค่านิยมร่วมกัน ด้วยแนวทางการรณรงค์ที่สำคัญอันนำไปสู่การสร้างพลังความร่วมมือ
แนวทางการประยุกต์ใช้
1.ระดับองค์กร
2.1ควรมีการกำหนดนโยบายโดยสภามหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันตลอดเวลา
21.2ควรมีการวางแผนในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย
2.3 ผู้บริหารจะต้องมีวิจารณญาณในการกำหนดแนวทาง เพื่อการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติการที่ได้ผล
2.4ควรมีการสรรหาและพัฒนาผู้บริหารทุกระดับในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
2.5องค์กรควรมีการวางแผนหรือคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking and Planning)
2.6เน้นการจัดองค์การหรือการจัดระบบงาน (Organizing) ให้มีความคล่องตัว
2.7ควรมีการพัฒนาการใช้ภาวะผู้นำ (Leading) ของผู้บริหารอย่างแท้จริง
2.8 มีการควบคุมและการประเมินผล (Controlling and Evaluating) แต่ละหน่วยงาน
3.ระดับกลุ่มงาน
3.1หน่วยงานจัดทำแผนและประเมินสภาพการดำเนินงานระดับหน่วยงาน
3.2 ควรนำกระบวนการ PDCA มาใช้ในการดำเนินงาน
3.3 จัดอบรมให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในเรื่องยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยให้กับบุคลากรอย่างทั่วถึง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4.ระดับบุคคล
4.1ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยมุ่งปฏิบัติงานเพื่อสนองนโยบายของมหาวิทยาลัย โดยบริหารจัดการกลยุทธ์ของหน่วยงาน
4.2จัดทำแผนปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและหน่วยงาน
4.3นำแผนปฏิบัติสู่การปฏิบัติ และประเมินผล
4.4ทบทวนการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
พี่เพียว...
อยากทำ framework for project planing & evaluation แบบของ อ.นุ่น เป็นอ่ะ
สอนหน่อยสิ..นะ นะ นะ
พี่ยินดีเสมอค่ะ สำหรับน้องตุ๊ก แต่ต้องสอนไปทำไป จึงจะเข้าใจดี ปฏิบัติไปด้วย คือ ลงมือทำกลยุทธ์ของกอง ปี พ.ศ.2553 ให้ครบทุกกระบวนการ และติดตามผลกิจกรรม โครงการ ติดตามรายงานตามตัวชี้วัดที่เราต้องการเห็นความสำเร้๗ทุก6เดือน และจบด้วยการประเมินผล เช่น ความพึงพอใจจากผู้รับบริการ ข้อสำคัญ คือ น้องตุ๊กอย่าเริ่มทำแบบยากๆ โดยคิดไกลเกินไป วิเคราะห์ตนเองร่วมกันก่อน อะไรที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ผรือ ปัญหาที่ต้องปรับ ให้ทำเป็นอันดับแรก แล้วค่อยเอาทฤษฎีการบริหารกลยุทธืมาจับให้เมที่ในปีต่อๆไป เราต้องไม่ท้อถอย เพราะเราต้องบริหารคนและบริหารงานไปพร้อมๆกัน
มีอีดหลายเรืองค่ะ ที่พี่อยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้