ประโยชน์ของเงินหรือโภคทรัพย์ข้อสุดท้าย ผู้เขียนได้ระบุไว้ว่า “บำเพ็ญทักษิณาบุญในพระสงฆ์ผู้ประกอบด้วยสมณธรรม” ซึ่งเป็นการแปลงสำนวนให้กระชับและเข้าใจง่ายตามสังคมพุทธศาสนิกชน แต่ถ้าจะแปลตรงตัวตามคัมภีร์ก็จะได้ว่า “บำเพ็ญทักษิณา มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์ ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้มั่นคง ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว” หรืออาจสรุปให้สั้นๆ ง่ายๆ ได้ว่า “ทำบุญกับพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ”ก็ได้
คำว่า “ทักษิณา”มีหลายความหมาย เช่น “ใต้”คือทิศใต้หรือภาคใต้ (ภาษาไทยใช้ว่า “ทักษิณ”) และ “ขวา”คือข้างขวา ด้านขวา หรือขวามือ ซึ่งตามธรรมเนียมอินเดียโบรานนั้น ด้านขวามือจัดว่าเป็นด้านที่ควรแก่การเคารพ ดังเช่นการเวียนขวาที่เรียกว่า “ปทักษิณ” เป็นการแสดงถึงความเคารพ แต่ในที่นี้ ทักษิณาหมายถึง “ของทำบุญ” คือของที่ถวายด้วยความเคารพ เป็นการถวายเพื่อหวังความสุขความเจริญแก่ตนเองในภายภาคหน้า...
ส่วนผู้รับทักษิณาหรือของทำบุญนี้เรียกว่า “ปฏิคาหก”จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเน้นถึงคุณสมบัติของสมณพราหมณ์หรือพระภิกษุสามเณรผู้เป็นปฏิคาหกอย่างยิ่ง นั่นคือ ถ้าทำบุญกับผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวก็จะมีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแต่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข...
คำสอนทางพระพุทธศาสนามีการจำแนกผู้รับทักษิณาทานหรือปฏิคาหกไว้หลายระดับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานซึ่งให้ผลต่ำสุด ไปจนถึงถวายสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานว่ามีผลสูงสุด และแม้ในที่นี้ พระองค์ก็ทรงเน้นปฏิคาหกเช่นเดียวกันว่าต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติประพฤติดีประพฤติชอบ กล่าวคือ เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติคือความอดทน โสรัจจะคือความสงบเสงี่ยม มีความมั่นคงหนักแน่นโดยมุ่งที่จะฝึกฝนตนเองในการสงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว นั่นคือ ถ้าเราทำบุญกับปฏิคาหกที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทำนองนี้แล้ว ผลแห่งบุญก็จะสูงหรือมีผลมาก แต่ถ้าทำบุญกับปฏิคาหกที่มีคุณสมบัติบกพร่อง ผลแห่งทานก็จะไม่สูงดังที่เราคาดหวังหรือมีผลน้อยลงมาตามที่ควรจะเป็น
และพระองค์ยังทรงเน้นถึงเจตนาในการให้หรือในการทำบุญด้วยว่าต้อง “มีอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดี”นั่นคือ ถ้าทำไปอย่างเสียมิได้ อย่างขอไปที หรือฝืนทำ แม้ผู้รับจะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ผลลัพธ์ก็อาจไม่เต็มเปี่ยม ซึ่งพระองค์เคยตรัสไว้ทำนองว่า ถ้าเจตนาในการถวายทานแรงกล้าและประกอบด้วยความศรัทธาปสาทะคือความเชื่อและความเลื่อมใสอันบริสุทธิ์แล้ว ผลแห่งทานที่ถวายไปนั้นจะมีผลน้อยหามิได้เลย ดังเช่นนิทานธรรมบทเรื่องลาชเทวธิดาว่า สาวน้อยเฝ้านาข้าวสาลีคนหนึ่งทำข้าวตอกพระมหากัสสปะซึ่งเพิ่งออกจากฌานสมาบัติ ไม่นานนักเธอก็ถูกงูกัดตายแล้ว ด้วยผลแห่งทานนี้ทำให้นางไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์เป็นต้น
สรุปว่าประโยชน์ของเงินหรือโภคทรัพย์ข้อสุดท้ายก็คือใช้ทำบุญเพื่อความสุขความเจริญในภายภาคหน้า ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสให้เน้นถึงผู้รับของทำบุญว่าต้องเป็นพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติดีประพฤติชอบ และทรงเน้นถึงเจตนาในการถวายด้วยว่าต้องมีอารมณ์เลิศเป็นไปด้วยดี นั่นคือต้องมีใจบริสุทธิ์ในการถวายทักษิณาทานนั้นๆ เพื่อความบังเกิดผลสูงสุดแห่งทานที่ได้ถวายไปนั่นเอง
ผู้เขียนได้ขยายความสิ่งที่ต้องใช้จ่ายด้วยเงินหรือโภคทรัพย์ที่หามาได้ครบถ้วนทั้ง ๕ ประการแล้ว จะประมวลความอีกครั้ง กล่าวคือ ต้องเลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงให้เป็นสุข คนที่ควรเลี้ยงนั้นจำแนกเป็นภาคบังคับและภาคสมัคใจ ภาคบังคับก็คือคนภายในบ้านซึ่งจัดลำดับความสำคัญดังนี้ ตัวเราเอง แม่ พ่อ ลูก เมียหรือผัว และคนใช้หรือลูกน้อง ภาคสมัครใจคือคนนอกบ้านได้แก่มิตรสหายหรือเพื่อน ต่อไปก็ต้องเก็บไว้ใช้ป้องกันปัดเป่าอันตรายที่จะพึงบังเกิดขึ้นตามโอกาส เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม อันตรายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ประกอบด้วยธรรม จากโจร และจากทายาทคือลูกหลานผู้ไม่เป็นที่รักเป็นต้น
อันดับต่อมาคือ การทำพลิกรรม ๕ ประการเพื่อให้การดำเนินชีวิตของเรามีความมั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งให้ความสำคัญแก่การช่วยเหลือญาติมากกว่าแขกหรือคนทั่วไป ให้ความสำคัญคนเป็นมากกว่าคนตาย ให้ความสำคัญคนที่มีฐานันดรเท่าเทียมกันมากกว่าผู้เป็นเจ้าเป็นนาย และให้ความสำคัญแก่อำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงคืออำนาจรัฐมากกว่าอำนาจที่มองไม่เห็นหรือผีส่างเทวดา
ส่วนประการสุดท้ายก็คือทำบุญทำทานเพื่อความสุขความเจริญในภายภาคหน้า โดยเน้นที่ผู้รับว่าจะต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมประพฤติชอบ และเจตนาในการให้ต้องบริสุทธิ์เพื่อความมีผลมากแห่งบุญที่ได้กระทำไป...
“ทำบุญกับพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ” สาธุ ทำแล้วค่ะ
เจริญพร