“ราชพลี”คำนี้แปลกันหลายสำนวน เช่น บำรุงพระราชา ช่วยเหลือทางราชการ เสียภาษีให้รัฐ ฯลฯ ส่วนผู้เขียนคิดว่าถ้าจะแปลให้ได้ตรงตัวตามสำนวนปัจจุบันที่สุด ควรจะแปลว่า “การกระทำให้มีกำลังโดยอาศัยอำนาจรัฐ” นั่นคือการช่วยเหลือทางราชการจะทำให้เราเป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพเกรงใจจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และยังอาจได้รับประกาศเกียรติคุณหรือเหรียญตราตามระเบียบราชการด้วย ดังมีเรื่องเล่าตามข้อเท็จจริงในสมัยรัชการที่๕-๖ ทำนองเดียวกันว่า...
อาตี่หอบเสื่อผืนหมอนใบจากเมืองจีนมาพึ่งโพธิสมภารเจ้ากรุงสยาม ด้วยความฉลาด ขยันทำมาหากิน และเก็บหอมรอมริบจนกระทั้งได้เป็นเจ้าสั่ว ภายหลังจึงคิดตอบแทนแผ่นดินด้วยการช่วยเหลือทางราชการ เช่น สร้างถนนสร้างสะพาน ซื้อที่ดินบริจาคให้ทางราชการ ฯลฯ ความทราบไปถึงล้นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคุณหลวง คุณพระ หรือพระยา ตามสมควรแก่บุคล ทำให้ฐานะของเจ้าสั่วเหล่านี้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น... นี้เป็นตัวอย่างของการทำราชพลีในสมัยที่พอยังเล่ากันได้
อนึ่ง ตามตัวอย่างคำแปลที่ยกมา การบำรุงพระราชาโดยตรง (เช่นการทูลเกล้าถวายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) แสดงถึงความจงรักภักดีอย่างชัดเจน การช่วยเหลือทางราชการก็จะได้รับการยกย่องตามสมควรแก่กรณี ส่วนการเสียภาษีให้รัฐโดยถูกต้องก็ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐมาขู่กรรโชกเรื่องภาษีย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม ราชพลีโดยนัยใดก็ตาม ต้องใช้โภคทรัพย์หรือเงินเกือบทั้งนั้น ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสประโยชน์ของการแสวงหาเงินก็เพื่อใช้เป็นราชพลีดังกล่าวมา
และพลิกรรมข้อสุดท้ายคือ “เทวตาพลี”คือการทำบุญอุทิศให้เทพยดา ซึ่งข้อนี้ก็เช่นเดียวกับปุพพเปตพลีการทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว นั่นคือ เป็นสิ่งที่แสดงโดยข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าจะทำให้เรามีกำลังเข้มแข็งหรือมั่นคงในการดำเนินชีวิตอย่างไร แต่การบูชาบ่วงสรวงเทพยดาก็มีอยู่ทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นชนชาติศาสนาใด ต่างกันก็แต่เพียงรายละเอียดเท่านั้น
มีเรื่องปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตรตอนหนึ่งว่า สุนีธะและวัสสการะซึ่งเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่แห่งแคว้นมคธได้รับราชโองการเพื่อมาสร้างเมือง (คือค่ายทหาร) ที่ปาฏลีคามเพื่อป้องกันการรุกรานจากแคว้นของพวกวัชชี การตัดต้นไม้ปราบพื้นที่เป็นต้นเพื่อสร้างเมืองนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนและไม่พอใจแก่บรรดาเทพยดาซึ่งสิงสถิตอยู่ในสถานที่นั้นๆ พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา บรรดามหาอำมาตย์จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหารเพื่อเป็นการฉลองเมืองใหม่ หลังจากเสร็จภัตรกิจแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาด้วยบทว่า ยสฺมึ ปเทเส กปฺเปติ ฯ ซึ่งคำแปลว่า
- “บัณฑิตยชาติสำเร็จการอยู่ในประเทศใด ย่อมเชื้อเชิญท่านผู้มีศีล
- ผู้สำรวมแล้วประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริโภคในประเทศนั้น
- ได้อุทิศทักษิณาทานให้แก่เทวดาที่มีอยู่ ณ ที่นั้น
- เทวดาเหล่านั้นได้รับบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบเขา
- ได้รับความนับถือแล้ว ย่อมนับถือตอบเขา
- แต่นั้น ย่อมอนุเคราะห์เขา เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรซึ่งเกิดแต่อกฉะนั้น
- บุรุษผู้อันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมเห็นความเจริญทุกเมื่อ”
ตามนัยนี้ จะเห็นได้ว่าการทำบุญอุทิศให้เทพยดา จะทำให้เป็นที่ชอบใจ ยินดี เป็นที่รักของเทพยดา และเทพยดาเหล่านั้นจะได้คอยช่วยเหลือ คุ้มครอง ป้องกันให้เป็นอยู่สุขสบาย นั่นคือ โอกาสที่จะเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ก็จะหมดไปหรือน้อยลง โอกาสที่จะมีความเจริญรุ่งเรืองก็จะมีมากขึ้น
ดังนั้น การทำบุญอุทิศให้เทพยดา จึงจัดเป็นพลีกรรม คือการกระทำให้มีกำลังอีกอย่างหนึ่ง และพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าการแสวงหาโภคทรัพย์ก็เพื่อเทวตาพลีทำนองนี้นั่นเอง
บรรดาพลิกรรมเหล่านี้ บางท่านอาจสงสัยว่ามีการจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน บรรดาญาติพี่น้องสำคัญกว่าแขกหรือคนทั่วไป ดังนั้น จึงจัดญาติพลี(การสงเคราะห์ญาติ) ไว้ก่อนอติถิพลี (การต้อนรับแขก) ส่วนปุพพเปตพลี (การทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นคำกลางๆ นั่นคือ ผู้ตายที่เราทำบุญอุทิศไปให้จะเป็นญาติหรือไม่เป็นญาติก็ได้ จัดเป็นลำดับที่สาม ประเด็นนี้บ่งให้เห็นว่า คนเป็นสำคัญกว่าคนตาย
อันดับที่สี่คือราชพลี (ช่วยเหลือทางราชการ) และอันดับสุดท้ายคือเทวตาพลี (ทำบุญอุทิศให้เทพยดา) จะเห็นได้ว่า ราชการและเทพยดาทั้งสองนี้ จัดเป็นผู้มีอำนาจทั่วไปเหนือเราหรือเป็นผู้ปกครองดูแลและอาจให้คุณให้โทษแก่เราได้ โดยราชการมีอำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป ส่วนเทพยดามีอำนาจเหนือโลกซึ่งยากที่จะสังเกตได้ การที่จัดราชพลีให้ก่อนเทวตาพลี อาจบ่งชี้ได้ว่า อำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงมีความสำคัญกว่าอำนาจเหนือโลก
อนึ่ง สามข้อแรกเบื้องต้น (ญาติพลี อติถิพลี และปุพพเปตพลี) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเราและมีความเท่าเทียมเสมอกันโดยฐานันดร ส่วนสองข้อเบื้องปลาย (ราชพลี และเทวตาพลี) มีความสัมพันธ์กับเราในลักษณะผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง หรือเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าเราโดยฐานันดร ตามนัยนี้อาจบ่งชี้ได้ว่า คนทั่วไปที่มีฐานะเท่าเทียมกันโดยฐานันดรมีความสำคัญกว่าผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย
ตามที่วิเคราะห์มาอาจสรุปอีกครั้งได้ว่า ญาติสำคัญกว่าชาวบ้าน คนเป็นสำคัญกว่าคนตาย อำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงสำคัญกว่าอำนาจเหนือโลก และคนทั่วไปที่มีความเท่าเทียมกันโดยฐานันดรมีความสำคัญกว่าผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย...
และเมื่อมาพิจารณาความเป็นอยู่ของใครบางคนในโลกนี้ บางคนเอาแต่ชาวบ้านไม่เอาญาติพี่น้อง บางคนชอบแต่ประจบประแจงเจ้านายแต่ไม่ใส่ใจคนระดับเดียวกัน หรือบางคนบ้าแต่บูชาผีส่างเทวดาแต่ไม่ใส่ใจนำพาคนเป็นๆ โดยที่สุดแม้แต่เพื่อนบ้าน... เขาเหล่านี้ จัดว่าเป็นผู้กระทำพลิกรรมผิดหลักการตามลำดับที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ แสดงว่าเขาเหล่านั้นได้ใช้เงินหรือโภคทรัพย์กระทำพลีกรรมผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้นแล
เจริญพร