..."ในรอยวิถีนี้...การดำรงอยู่ ...ก็เพียงเพื่อรักษาสุขภาพกาย-สุขภาพใจของตน ให้แข็งแรงสมบูรณ์...เผื่อวันหนึ่งผู้ผ่านมาในรอยวิถีแห่งนี้...จะได้ซึมซับ รับเอาพลังแห่งใจที่ฉันพอจะมี...ไปต่อเติมสูบฉีดพลังใจให้ก้าวเดินต่อ ไหว"...

"ฉัน...เป็นเพียงผู้ย่างก้าว...เพียงก้าวหนึ่ง...บนรอยวิถี"...บางครั้ง ฉันเพียงหลับตาลงเบา ๆ เพราะไม่อยากเห็นในสิ่งที่ทำให้(ใจ)ฉันหม่นหมอง...ฉันแกล้งหนวก...เพราะเสียงนั้นหาได้ไพเราะอย่างที่(ใจ)ฉันอยากจะรับฟัง...ฉันเพียงหยุดกลั้นหายใจแค่ครู่...เพราะกลิ่นนั้นช่างเน่าเหม็น ไม่หอมหวนอย่าง(ใจ)ฉันอยากดม...ฉันเพียงไม่พูดบ้าง...เพราะไม่อยากให้ถ้อยวจีหยาบคายนั้น ไปกระทบกระเทือน(ใจ)ใครเขา...ฉันเพียงหยุดเสพรสจัดจ้าน...เพราะมันร้อน จนทำให้(ใจ)ฉันกระวนกระวาย...ฉันเพียงนั่งพักกายลงตรงนี้...เพราะไม่อยากทำให้(ใจ)ฉันเหนื่อยและล้าจนเกินไป...ซึ่งมันอาจทำให้ฉันหมดลมหายใจตรงหน้านี้...

   

สิ่งที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น...เพียงต้องการสื่อให้ทราบว่า...การแสดงพฤติกรรมของมนุษย์นั้น เกิดจาก "ใจ" เป็นตัวกำหนด...ตัวกิเลส ตัณหา นำมาซึ่งความทุกข์นั้น...ย่อมเกิดจากผัสสะ ที่มี "ใจ" เป็นผู้นำพา...นำพาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม...ในลักษณะของพฤติกรรม...จึงไม่แปลกอะไรกับคำกล่าวที่ว่า..."ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"...ทุกคนรู้...แต่ก็ยังปล่อยให้ใจหลุดรอยหลงทิศทาง เคว้งคว้างในทางสายเปลี่ยว...ปราศจากการกำกับ...จึงนำพาใจให้เตลิดติดบ่วงแห่งความทุกข์ตรมนั้น..."ฉัน...เป็นเพียงผู้ย่างก้าว...เพียงก้าวหนึ่งบนรอยวิถี"...ฉันเห็นสิ่งไม่ดีมามากมาย...ฉันยอมให้อภัยใจคนที่หลงผิด...ถึงแม้ใจดวงนั้น จะไร้ซึ่งสำนึก...ฉันก็ยอม...ยอมให้อภัย...เพราะแท้จริงแล้ว "ความพยาบาท" คือความทุกข์...ใครล่ะทุกข์...ก็ผู้ผูกใจพยาบาท ผูกใจเจ็บ ผู้หลงใจไปพยาบาทนั่นล่ะทุกข์..."ใช่ใคร"...ผู้ไม่อยากทุกข์...จึงควรหมั่นรักษาผัสสะ 6 ของตนให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ...ถามว่าสะอาดบริสุทธิ์ขนาดไหน...จึงจะเรียกว่าบริสุทธิ์ที่แท้จริง...สำหรับฉันแล้ว ความบริสุทธิ์ คือการไม่นำพากาย-ใจ เข้าไปสัมผัส เพ่งมอง สูดดม ลิ้มรส หรือรับฟัง ในสิ่งที่ทำให้กายตน-ใจตน ต้องสกปรก หม่นหมอง...เท่านี้ก็ถือว่าสะอาดบริสุทธิ์แห่งใจตนแล้ว


รอยวิถีที่ฉันเดิน...และพยายามเดิน...เพื่อให้เกิดความสมดุลแห่งผัสสะ 6 "ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ" รวมเป็น "ตัวตน" อันเป็นที่บรรจุของจิตวิญญาแห่งตน..."ในรอยวิถีนี้...การดำรงอยู่...ก็เพียงเพื่อรักษาสุขภาพกาย-สุขภาพใจของตน ให้แข็งแรงสมบูรณ์...เผื่อวันหนึ่งผู้ผ่านมาในรอยวิถีแห่งนี้...จะได้ซึมซับรับเอาพลังแห่งกำลังใจ...ที่ฉันพอจะมี...ไปต่อเติมสูบฉีดพลังใจให้ก้าวเดินต่อไหว"...ห้วงหนึ่งของความคิดที่ว่า "การเติมพลังให้กัน ด้วยการให้กำลังใจ" แด่เพื่อนมนุษย์นั้น...ย่อมมีค่ามากมายกว่าการ "เมินเฉย"...ขณะที่การ "เมินเฉย" ก็ยังมีค่ามากมายกว่าการ "ผลักใส"...เราจึงไม่ควรละเลยการให้กำลังใจกัน