วันที่ ๒๒ ก.ย. ๕๒ ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดตั้งหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้เรียนรู้รูปแบบหนึ่งของ วิธีการจัดเครื่องอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ของสังคม (Social Learning) ที่เป็นการเรียนรู้ภาพใหญ่ ภาพรวม ภาพตัดตามยาวของมิติเวลา คือภาพอดีตมาจนถึงปัจจุบันที่เรียกว่า timeline
เครื่องมือนี้คือหอจดหมายเหตุ เพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิด social memory และ social learning โดยมีหลักวิชา มีวิธีการจัดที่ถูกต้องเหมาะสม เท่าที่ทราบในประเทศไทยก็มีหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอจดหมายเหตุมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง หอจดหมายเหตุพุทธทาส และเข้าใจว่ามีอีกหลายที่
ที่สถานที่อลังการ์ที่สุดน่าจะเป็น หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
สภาพที่คณะกรรมการฯ ไม่อยากให้เกิดคือ ใช้หอจดหมายเหตุเป็นสุสานคนตาย ไม่ใช่ที่เรียนรู้ของคนเป็น ไม่ใช่ที่เรียนรู้แบบมองเห็นภาพ holistic อย่างน้อยก็ในบางมิติ บางช่วงเวลา
ผมเคยบันทึกเรื่องนี้ไว้ตอนก่อตั้งเมื่อปีที่แล้ว ที่นี่
เราได้รับทราบว่า กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ๔๐๐ ล้านบาท ก่อสร้างหอจดหมายเหตุ ซึ่งเดาว่าคงจะใช้ชื่อหอจดหมายเหตุสาธาณสุขไทย มีการพูดถึงความซ้ำซ้อน การร่วมมือทำงานด้านสาระและคุณภาพให้แก่กระทรวงสาธารณสุข
เมื่อผมกลับมาบ้าน เข้าปรึกษาขอความรู้จากอาจารย์กุ๊ก (Google) จึงพบว่ามีหอจดหมายเหตุจำนวนมากมาย และเดาว่าส่วนใหญ่เน้นอาคารสถานที่และชื่อ ที่เน้นสาระและการรับใช้บ้านเมืองจริงๆ คงมีน้อย บางแห่งใช้เงินสร้างสถานที่สุดอลังการ์ แต่ข้างในแห้ง
เหรียญมี ๒ ด้าน หอจดหมายเหตุต่างๆ ก็มี ๒ ด้าน คือด้านดี กับด้านสิ้นเปลืองโดยไม่คุ้มค่า
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.ย. ๕๒
