"งานเช่นสหกรณ์นี้ เวลาเป็นเป็นช้า. แต่เวลาตายตายเร็วที่สุด"

                   การสหกรณ์เกิดจากการบีบคั้นทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมของผู้ใช้แรงงาน และผู้ผลิตขนาดเล็กในประเทศอังกฤษ ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระหว่างปี ค.ศ. 1760 (พ.ศ.2303) และปี คศ. 1830 (พ.ศ. 2373) ทำให้เจ้าของกิจการขนาดเล็กล้มละลาย และกลายเป็นลูกจ้างหรือผู้ใช้แรงงานในที่สุด เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ก็กดขี่และเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานทุกวิถีทาง สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไอร์แลนด์เหนือ เยอรมันนี ออสเตรเลีย และประเทศยุโรปอื่นๆ ดังนั้นจึงมีการชุมนุมผู้นำและนักคิดที่สำคัญจากหลายประเทศ มาช่วยกันหาทางช่วยเหลือและยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนยากจนเหล่านั้น ด้วยมาตรการต่างๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องมาจากขาดหัวใจสำคัญในการดำเนินงาน นั่นคือ หลักการช่วยเหลือตนเอง (Self-Help) จึงทำให้เกิดการจัดตั้งองค์การธุรกิจพึ่งตนเอง และช่วยเหลือตนเองในรูปของ “การสหกรณ์” ขึ้น การสหกรณ์ได้แพร่หลายและมีการจัดตั้งในภูมิภาคเอเซีย และแปซิฟิค เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้ว โดยในระยะแรกได้ส่งเสริมการจัดตั้ง ในประเทศญี่ปุ่น และอินเดีย แล้วแพร่ขยายไปยังประเทศข้างเคียงในเวลาต่อมา จากการสหกรณ์ในเอเชียที่ได้ถูกนำมาเผยแพร่ในประเทศอินเดีย ทำให้รูปแบบการจัดตั้งเกิดจากสายอำนาจ เมื่อครั้งอังกฤษปกครองประเทศอินเดีย ส่วนในประเทศไทย แม้จะไม่ได้เป็นเมืองขึ้น ก็ได้อิทธิพลจากอังกฤษมานาน จึงทำให้รูปแบบการจัดตั้ง และการดำเนินงานสหกรณ์ ได้รับแนวคิดจากประเทศอินเดีย จึงทำให้การสหกรณ์ของไทย มีชื่อว่า “สหกรณ์” (Sahakarana) จึงกล่าวได้ว่าเป็นชื่อที่ถือกำเนิดมาจากอินเดียนั่นเอง (ประดิษฐ์ มัชฉิมา : 2541)

              การสหกรณ์ในประเทศไทย ได้นำมาริเริ่มใช้โดย พระราชวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ [พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส (น.ม.ส.) ต้นตระกูลรัชนี] ทรงเป็นผู้วางรากฐานเมื่อครั้งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น อธิบดี กรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ กระทรงพระคลังมหาสมบัติ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2458 ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของชาวนา ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 85 ประกอบอาชีพในด้านการเกษตร (ปลูกข้าว พืช ผัก และผลไม้) แต่ทำไมยังคงมีหนี้สินอยู่มาก จึงทรงหาทางช่วยเหลือชาวนาให้พ้นอุปสรรคความเดือดร้อนดังกล่าว ด้วยวิธีการต่างๆ จนสรุปได้ว่านำวิธีการจัดตั้งสหกรณ์ มาใช้จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่ชาวนา และเห็นว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่าวิธีอื่นๆ จึงได้ตั้ง“แผนกสหกรณ์” ขึ้นมาอีกแผนกหนึ่งในกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ ทรงเป็นประธานในการคัดเลือกวิธีการสหกรณ์จากต่างประเทศ และนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม ในช่วงปลายปี 2458 ทรงริเริ่มให้มีการจัดตั้งสหกรณ์แบบไรฟ์ไฟเซน ซึ่งเป็นสหกรณ์หาทุน ทรงเชิญอุปราช และสมุหเทศาภิบาลมณฑลต่างๆ มาหารือเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์ว่าท้องที่ใดที่เหมาะสม และหลังจากนั้นทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก ตั้งแต่ปี 2459-2469 ทรงจัดสรรคนที่มีความรู้ และมีความเหมาะสมกับงาน ให้มาดูแลควบคุมงานสหกรณ์ ตลอดจนนำมาอบรมให้รู้จักวิธีการสหกรณ์ และทรง ทดลองจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นเป็นตัวอย่างในปี พ.ศ. 2459 ณ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีชื่อว่า "สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้" สหกรณ์ในช่วงนั้นสามารถทำได้โดยสะดวก จนทำให้มีการสนับสนุนการจัดตั้งสหกรณ์กันแพร่หลายมากขึ้น ตั้งแต่นั้นมา 

          ปัจจุบันประเทศไทยแบ่งสหกรณ์ออกเป็น 7 ประเภท เพื่อพัฒนา ปรับปรุงรูปแบบให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยจำแนกตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มบุคคลและอาชีพที่ร่วมกันจัดตั้งสหกรณ์ คือ
      1. สหกรณ์การเกษตร
      2. สหกรณ์ประมง
      3. สหกรณ์นิคม
      4. สหกรณ์ร้านค้า
      5. สหกรณ์บริการ
      6. สหกรณ์ออมทรัพย์
      7. สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

ปรัชญา อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์
         ปรัชญาสหกรณ์ คือ ความอยู่ดี กินดี ของสมาชิกสหกรณ์อุดมการณ์สหกรณ์ คือ การช่วยเหลือตนเอง และช่วยซึ่งกันและกัน หลักสหกรณ์ ที่กำหนดขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2538 ณ นครแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อปรับปรุงเพิ่มเติม หลักการสหกรณ์ใหม่อีกครั้งจากเดิมกำหนดไว้ 6 ประการ โดยมีเป้าหมายให้หลักการสหกรณ์มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคม ในปัจจุบันยิ่งขึ้น รวมถึงการให้สมาชิกได้มีความเข้าใจและนำหลักการสหกรณ์ไปใช้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน จึงได้ประกาศให้สหกรณ์ทุกประเทศ ถือใช้โดยทั่วกัน คือ หลักการสหกรณ์ 7 ประการ ซึ่งได้กำหนดไว้ดังนี้

หลักการที่ 1 การเปิดรับสมาชิก โดยทั่วไปตามความสมัครใจ

หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามแนวทางประชาธิปไตย

หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจโดยสมาชิก

หลักการที่ 4 การมีการปกครองตนเอง และมีอิสระ

หลักการที่ 5 การให้การศึกษา การฝึกอบรม และข่าวสาร

หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์

หลักการที่ 7 ความห่วงใยต่อชุมชน

               วิธีการสหกรณ์ คือ การนำหลักการสหกรณ์ ทั้ง 7 ข้อไปปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งสหกรณ์แต่ละประเภท ก็มีวิธีการสหกรณ์ที่แตกต่างกันไป โดยมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ของแต่ละสหกรณ์ดังนั้น คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จะต้องวางแผนนำวิธีการสหกรณ์ มาดำเนินกิจการของสหกรณ์ และจะต้องเข้าใจถึงปรัชญา อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ เป็นอย่างดี เพราะจะทำให้ทุกคนมีจิตสำนึกของการช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้การดำเนินงานของสหกรณ์ประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จของการบริหารจัดการสหกรณ์ความสำเร็จในการบริหารจัดการสหกรณ์จะเกิดขึ้น หรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน
           ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการคือ ความสามารถในการบริหารจัดการสหกรณ์ ซึ่งมิใช่รูปแบบของการบริหารประเภทที่ข้ามาคนเดียว จำเป็นต้องเกื้อกูลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใช้หลักประชาธิปไตย รวมถึงสมาชิกต้องมีส่วนร่วมในกิจการทุกคน และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ก็ต้องบริหารงานสหกรณ์โดยคำนึงถึงความรู้สึก และผลประโยชน์ของสมาชิกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะปัจจัยหลักที่สำคัญและทำให้สหกรณ์เจริญรุ่งเรืองได้คือ สมาชิกสหกรณ์ ถ้าเมื่อใดสหกรณ์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก สหกรณ์ย่อมดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จ และคงต้องควบกิจการ หรือเลิกกิจการอย่างแน่นอน ในการดำเนินงานของสหกรณ์ให้ประสบผลสำเร็จ มีกลุ่ม คนที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ สมาชิก คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการ

             โดยทุกฝ่ายจะต้องมีบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบ ร่วมกันในการบริหารกิจการสหกรณ์ สมาชิก จะเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดในที่ประชุมใหญ่ กำหนดนโยบายทั่วไป และมอบหมายให้คณะกรรมการดำเนินการปฏิบัติ ออกกฎและ แก้ไขข้อบังคับ ลงทุนในสหกรณ์ การอุดหนุนสหกรณ์  และการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน คือ การให้ความสนใจ ในการบริหารงานและการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ มีความภักดี เข้าร่วมประชุมใหญ่ ไม่ก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายจัดการ ให้ความสนใจในการคัดเลือกคณะกรรมการเข้ามาบริหารงาน การลงทุนและฝากเงินเพื่อเพิ่มหุ้นให้สหกรณ์ และที่สำคัญยิ่งคือ สมาชิกต้องทำธุรกิจกับสหกรณ์คณะกรรมการดำเนินการ เป็นฝ่ายควบคุมกิจการ เสนอแนะในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง นโยบายทั่วไป กำหนดนโยบายของสหกรณ์ ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จัดจ้าง และอำนวยการงานฝ่ายจัดการ และเสนอรายงานต่อสมาชิก และในการดำเนินการใดๆ กรรมการคนใด จะกระทำการโดยเอกเทศไม่ได้ เว้นแต่ต้องได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการดำเนินการเสียก่อน และไม่ควรแทรกแซงกิจการของสหกรณ์ ไม่ออกคำสั่ง ขอร้อง หรือมุ่งหวังประโยชน์จากสหกรณ์ ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกและญาติพี่น้องของตน ตรวจสอบกิจการเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ให้แก่สมาชิก มีการวางแผนระยะยาวเพื่อสนองความต้องการของสมาชิกผู้จัดการ ทำหน้าที่ บริหารนโยบาย ภายใต้การอำนวยการของคณะกรรมการ ปฏิบัติธุรกิจประจำวันของสหกรณ์ เสนอแนะโครงการและการปรับปรุงนโยบาย จัดจ้าง และบังคับบัญชาพนักงานของสหกรณ์ และต้องตระหนักว่าสหกรณ์เป็นองค์กรของประชาชน โดยมีสมาชิกเป็นเจ้าของและควบคุม สมาชิกเป็นผู้สละเวลา ทรัพยากรทางการเงิน และอุดหนุนสหกรณ์ของตน ฝ่ายจัดการ ที่ได้รับค่าตอบแทน จึงต้องมีความพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของสมาชิกอย่างเต็มกำลังความสามารถ การบริหารจัดการสหกรณ์ ที่ประสบผลสำเร็จได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่ายจะต้องมีส่วนร่วมในกิจการสหกรณ์อย่างแข็งขัน มีความปรองดอง และประสานความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ปฏิทินแผนงานฝึกอบรม ประจำปี 2553 ของสถาบันพิทยาลงกรณและวิชาการ สามารถดาวน์โหลดได้
ตาม Link นี้
http://gotoknow.org/file/cooptraning/Action-Plan2553.pdf
 
 

การสหกรณ์ไทย

         สหกรณ์ถือกำเนิดมาจากปัญหาในปลายสมัยรัฐกาลที่ 5 ซึ่งขณะนั้นอาชีพหลักของประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย คือการทำนา เมื่อมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น นับเนื่องตังแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ทำให้ระบบ "เพื่อเลี้ยงตัวเองในชนบท" มาสู่ระบบเศรษฐกิจ "เพื่อการค้า" ความต้องการเงินทุนเพื่อขยายการผลิตและการครองชีพเพิ่มมากขึ้น ประชากรส่วนใหญ่ 85 เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรอยู่ในฐานะยากจน ขาดแคลนเงินทุนต้องกู้หนี้ยืมสินจากพ่อค้านายทุน "คหบดี" ซึ่งมักถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้กู้ยืมเหล่านี้ทุกวิถีทาง เช่น การกำหนดดอกเบี้ยในอัตราสูง การทำสัญญาส่งใช้เป็นข้าวเมื่อเก็บเกี่ยงแล้ว ในเรื่องช่างตวงวัดก็กำหนดเอาตามพอใจ ทำให้ชาวไร่ชาวนาเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

         ระยะแรก การสหกรณ์ในประเทศไทยเริ่มต้นด้วยการทดลองจัดตั้งสหกรณ์ประเภทหาทุนขึ้นใน ปีพ.ศ.2459 การจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกจึงดำเนินไปอย่างช้าๆ จนถึงสิ้น ปีพ.ศ.2470 ซึ่งเป็นเวลา 12 ปี นับตั้งแต่เริ่มนำสหกรณ์เข้ามาในประเทศไทย ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ประเภทนี้ขึ้นมาเพียง 81 สมาคมเท่านั้น ซึ่งจัดตั้งอยู่ใน 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก ลพบุรีและอยุธยา โดยมีเงินทุนให้กู้ยืมเพียง 300,000 บาทเศษ เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่าสหกรณ์เป็นสิ่งที่สามารถจัดทำได้สำเร็จ จึงประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2471 ขึ้น และจัดหาทุนมาให้กู้ยืมมากขึ้น หลังจากนั้น 5 ปี ได้มีการขยายสาขาออกไปได้อีก 7 จังหวัด เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 การสหกรณ์จึงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสหกรณ์ มีการจัดตั้งสหกรณ์ประเภทอื่นๆ ขึ้น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์   สหกรณ์ที่ดิน ร้านสหกรณ์ ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ขยายงานสหกรณ์จากระดับกรมขึ้นมาเป็นระดับกระทรวง เมื่อปี พ.ศ.2495 ระยะอยู่ตัว หลังจากปี พ.ศ.2497 อัตราการขยายตัวของสหกรณ์ลดลงเนื่องจาก เป็นระยะที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสหกรณ์มาก่อน จนไม่สามารถจะดูแลให้ทั่วถึง ในขณะเดียวกันกระทรวงสหกรณ์ถูกยุบไปรวมกับกระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติ ขาดกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงของสหกรณ์คือมีการยุบกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2515 ซึ่งมีผลทำให้กรมสหกรณ์ทีดิน กรมสหกรณ์พาณิชย์และธนกิจ และสำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติเดิม ถูกยุบมารวมเป็น "กรมส่งเสริมสหกรณ์" เพียงกรมเดียว ส่วนกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ยังคงอยู่ในฐานะเดิมเพราะงานตรวจสอบบัญชีเป็นงานอิสระ กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ขึ้นกับกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2515  ผลการดำเนินงานทางสหกรณ์ในธุรกิจต่างๆ ได้รับความเชื่อถือเป็นที่ไว้วางใจของสมาชิกจนทำให้จำนวนสหกรณ์ จำนวนสมาชิก ปริมานเงินทุน และผลกำไรของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันสหกรณ์ ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 มกราคม 2551 ประมาณ 6,868 สหกรณ์ และสมาชิก 10,104,104 คน ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่กำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ  ดังนั้น  ขบวนการสหกรณ์ไทยได้ร่วมจิตใจจัดงาน "วันสหกรณ์แห่งชาติ" ขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณขององค์ผู้ให้กำเนิด"สหกรณ์" พระองค์ท่านไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับจดทะเบียนเท่านั้น แต่เป็น "พระบิดาแห่งสหกรณ์ไทย" ยังเป็นผู้ปูพื้นฐานและทรงเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่และจัดตั้งขยายกิจการการสร้างความผาสุกแก่ประชาชนเพื่อการกินดีอยู่ดี เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญ  ซึ่งในปีนี้สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยองค์กรสูงสุดของขบวนการสหกรณ์ไทยจัดวันสหกรณ์แห่งชาติ ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552

          ปัจจุบันสหกรณ์ในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร  สหกรณ์นิคม  สหกรณ์ประมง  สหกรณ์บริการ  สหกรณ์ร้านค้า  สหกรณ์ออมทรัพย์  และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จากการที่มีภาคสหกรณ์ครอบคลุมทุกด้านของภาคเศรษฐกิจทำให้สหกรณ์ในประเทศไทยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะต่อประชาชนทุกระดับ สหกรณ์เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ช่วยแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น สหกรณ์มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน อาทิ
          1.  ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ  คือสหกรณ์ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่  การรักษาเสถียรภาพและตรึงราคาสินค้าและบริการและช่วยลดระดับราคาสินค้าบริโภคในตลาด  ในขณะเดียวกันก็จะช่วยยกระดับราคาสินค้าผลิตผลทางการเกษตรให้สูงขึ้น  เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรและกระจายรายได้ประชาชาติอย่างเป็นธรรม  โดยประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของและควบคุมธุรกิจและบริการของตนเอง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยการทำหน้าที่เป็นสถาบันการเงิน   สถาบันการผลิต  สถาบันการตลาด  และสามารถทำหน้าที่การค้าระหว่างประเทศได้อีกด้วย
          2. ด้านการพัฒนาสังคม สหกรณ์ให้การศึกษา  การฝึกอบรม  และสารสนเทศ  ให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกทั้งด้านวิชาการและอุดมการณ์  การให้การศึกษาอบรมในด้านการอาชีพ  ตลอดจนทางด้านศีลธรรม  เพื่อให้สมาชิกเป็นคนดี  มีศีลธรรม  และทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคม 
          3. ด้านส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สหกรณ์เป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยเพราะสมาชิกของสหกรณ์มีสิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกผู้แทนของตนเข้าไปบริหารสหกรณ์ หนึ่งคนต่อหนึ่งเสียง ไม่ว่าสมาชิกสหกรณ์จะมีหุ้นมากหรือน้อย แต่มีสิทธิเท่าเทียมกันในการเป็นเจ้าของสหกรณ์สามารถแสดงความคิดเห็นในการบริหารจัดการสหกรณ์ นับว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

           วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันสหกรณ์แห่งชาติ" เหตุเพราะเป็นวันที่สหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย คือสหกรณ์ "วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้" ที่อำเภอเมือง จังหวัด พิษณุโลกได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียนสหกรณ์ (ในขณะนั้นคือกรมหมื่นพิทยาลงกรณ) ถือว่าท่านเป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรกของไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคลสหกรณ์แห่งแรกในสยามประเทศ

          สหกรณ์ในประเทศต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าส่งผลดีในการพัฒนาประเทศ สำหรับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2458 นโยบายแห่งรัฐ เห็นสมควรนำวิธีการสหกรณ์ เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศให้ประชาชนได้หลุดพ้นจากความยากจน โดยเฉพาะเกษตรกร พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ได้ทรงส่งเสริมให้ก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกคือ สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกและทรงเป็นนายทะเบียนสหกรณ์ รับจดทะเบียนเป็นสหกรณ์แห่งแรก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459ตามรูปแบบสหกรณ์ เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน ที่ได้รับความสำเร็จ มาแล้วใน อินเดีย และพม่า ซึ่งทั้งสองประเทศได้ส่งคนไปศึกษาจากประเทศเยอรมันนี และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันสหกรณ์แห่งชาติ "

บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ขบวนการสหกรณ์ไทย**

 

 

 ข้อมูลจาก : โครงการวันสหกรณ์แห่งชาติ 2553 : 100 ปีการสหกรณ์ : อดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ท้าทาย
ณ อาคารปฏิบัติการ คณะเศณษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่22 ก.พ. 2553