คุณธรรมสำหรับผู้บริหารการศึกษา

ศ.ดร.วัลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา

ความหมายของคุณธรรม

คำว่า “คุณธรรม” ในพจนานุกรม แปลว่า “คุณงามความดี” จึงเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากมีแต่หลายๆ คนก็ไม่เคยรู้ว่าตนเองมี “คุณธรรม” จริงหรือไม่ บางคนแกล้งกล่าวว่า “คุณธรรม” ก็คือ “คุณ น่ะ ทำ” “ฉันไม่ทำหรอก” บางคนก็อาจจะคิดว่าผู้บริหารการศึกษาต้องมีคุณธรรมอยู่แล้วมีใครไม่มีคุณธรรมบ้าง คำว่า คุณธรรม จึงอาจจะตีความหมายแตกต่างกันไปแล้วแต่คนจะเข้าใจ ในบทความนี้จึงขอเสนอคุณธรรมผู้บริหารการศึกษา ซึ่งควรได้รับการพัฒนาในตัวผู้ที่อยู่ในสังคมการศึกษาโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับวิทยาการ และการฝึกอบรม ในศาสตร์สาขาการศึกษานี้โดยตรง ควรมีการประพฤติปฏิบัติอยู่ในคุณธรรม ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึง ความดี ความงาม ความประเสริฐดังกล่าวแล้วข้างต้น

คุณธรรมผู้บริหารการศึกษา หมายถึง ความคิดและการกระทำที่ผู้บริหารการศึกษา พึงได้ฝึกฝนอบรมให้เป็นผู้มีลักษณะนิสัยอันเอื้อต่อการจรรโลงการศึกษาให้ก้าวไกล เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ในขณะเดียวกันก็มีการแสดงพฤติกรรมที่ปรากฏเป็นประโยชน์ เป็นที่ชื่นชอบ และเป็นที่ยอมรับแก่สังคม ว่าเป็นความประพฤติที่ดีงาม ถูกต้องตามสังคมไทย

ความดีความงาม โดยนัยกว้างของคุณธรรมนั้น มีหลักที่ตรงกันไม่ว่าจะเป็นหลักศาสนาใดแม้ว่า ความงาม อาจแตกต่างกันไปตามกลุ่มบุคคล เช่นเดียวกันกับที่เราพิจารณาดอกไม้ คนบางกลุ่มอาจจะนิยมดอกมะลิเพราะมีกลิ่นหอม บางกลุ่มอาจนิยมดอกกล้วยไม้เพราะมีลักษณะที่งดงาม สีสันสวยงาม แต่บางกลุ่มนิยมดอกกุหลาบที่ทั้งสดสวย หนามแหลม แล้วมีกลิ่นหอมด้วย แต่ทุกคนก็เห็นตรงกันว่าดอกอุตพิษเป็นดอกไม้ที่น่ารังเกียจ การเปรียบเทียบเช่นนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันในความคิดเห็นและความนิยมชอบแต่ในหลักการแล้วมีแกนของการยอมรับในความจริงว่าดีหรือไม่ดีตรงกัน หรือใกล้เคียงกันมาก

ผู้บริหารการศึกษาควรจะมีความดี ความงาม อะไรบ้างนั้นเป็นข้อเสนอให้พิจารณาและถ้าเห็นด้วยก็นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดความดี ความงามในตนเอง ในทีนี้จะแยกเป็น 3 ประเด็น คือ

“ใจ” หมายรวมไปถึงความดีความงาม “ความดี” คือสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติ “ความงาม” คือสิ่งที่เกิดจาก ความคิด จิตใจ

“การให้” คือการปฏิบัติที่ดีงามต่อคนอื่น และ

“ความก้าวไกล” คือ สิ่งที่จะกระทำต่อเนื่องอันจะเกิดประโยชน์ต่อศาสตร์การศึกษาอย่างสร้างสรรค์

ความหมายของผู้บริหารการศึกษา

ผู้บริหารการศึกษา หมายถึง ผู้ที่รับผิดชอบดูแลจัดการการศึกษาส่วนใหญ่ได้ผ่านการอบรม การปฏิบัติงานในสถานศึกษา การปลูกฝังในศาสตร์การศึกษา การมีความรู้และมีประสบการณ์มานานพอสมควร ผู้บริหารการศึกษาจึงหมายถึง ผู้ควบคุม กำกับและจัดการสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือระดับการศึกษา ที่มีหน้าที่ดูแลอาจารย์ บุคลากร นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนสถาบันการศึกษาให้ดำเนินภารกิจโดยชอบธรรมจนบรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน

คุณธรรมผู้บริหารการศึกษา

คุณธรรม หรือ คุณงามความดี ที่นักบริหารการศึกษาพึงมีในบทความนี้จะเสนอ 3 ประเด็น คือ

1. ใจ อันหมายถึง ความงามซึ่งเกิดจากภายใน

2. ให้ อันหมายถึง การกระทำที่ดี

3. ไกล อันหมายถึง การไกลจากสิ่งต่ำทราม และการก้าวไกลไปในศาสตร์การศึกษา

ผู้บริหารจะต้องสร้าง “ใจ” “ ให้” และ “ไกล” โดยมีแนวคิดดังนี้

1. ใจ

ตามหลักพุทธศาสนา กล่าวว่า บุคคลทั้งหลาย “มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน” การทำงานทั้งหลาย หากมีใจที่มั่นคง ตั้งมั่นย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในการทั้งปวงได้ ผู้ที่ต้องการทำภารกิจให้สำเร็จ จึงต้องมีใจบากบั่น มุ่งมั่นที่จะสำเร็จ เมื่อมีใจมุ่งมั่นกับความสำเร็จอยู่ ย่อมจะมีกำลังใจทำอย่างไม่ย่นย่อท้อถอย แม้จะประสบอุปสรรคนานาประการก็ตาม พลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานทุกอย่างดำเนินไปสู่เป้าหมายได้ แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้ากลับทำได้โดยไม่รู้ตัว แสดงให้เห็นว่าพลังกายนั้นมีศักยภาพสูงเพียงแต่สร้างใจให้มีพลังแข็งแกร่งเป็นหนึ่งเดียว เช่น คนแบกตุ่มนั้น มีจิตมุ่งมีการหนีไฟอย่างเดียว เลยยกตุ่มหนีไฟไปด้วยได้อย่างที่ไม่รู้ตัว คนที่สร้างใจได้แข็งแกร่งย่อมจะทำงานได้เต็มพลังความสามารถสร้างใจนั้นผู้ที่มีใจที่พัฒนาแล้วจะต้องลักษณะใจดังนี้

1.1 ใจที่มีคุณธรรม

ใจที่มีคุณธรรมจำเป็นต้องมีการสร้าง มีการปรับ มีการพัฒนา เพื่อให้ใจมีพลังที่จะทำ

คุณงามความดี การสร้างใจที่ตั้งมั่น คือการทำใจให้สูงส่ง ทำใจให้ละเว้นความชั่วสร้างใจที่ทำคุณงามความดีได้ง่าย หรือใจที่มุ่งมั่นที่จะทำดี การทำดีนั้น จำเป็นต้องฝืนความรู้สึก ฝืนธรรมชาติ ของคนบางคน เช่น การที่จะไม่โกรธคนนั้นยากมาก คนที่จะสร้างใจจะต้องฝืนไม่ให้โกรธ การที่จะไม่พอใจคน ไม่พอใจสถานการณ์ ไม่พอใจสิ่งแวดล้อมรอบด้านเป็นสิ่งที่ทำง่าย แต่ถ้าจะทำให้พอใจจะต้องฝืนความรู้สึกฝืนใจ ฝืนความคิด จึงจะทำให้พอใจอยู่ได้ดังนั้นใจที่มีคุณธรรม คือใจที่ฝืนจากความชั่วความไม่ดี ความไม่พอใจ มาสู่ความพอใจ หรือในที่สุดก็จะนำมาสู่ความเป็นกลาง คือ ไม่รู้สึกว่าพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งรอบด้าน ผู้บริหารการศึกษาจำเป็นต้องสร้างใจที่เป็นธรรม เพราะบุคลากรที่อยู่ใต้บังคับบัญชา มีลักษณะหลายประเภท อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจได้ง่าย

1.2 มีจิตใจดีต่อผู้อื่น

การสร้างใจให้มีจิตใจดีต่อผู้อื่น เป็นคุณธรรมที่สำคัญของผู้บริหารการศึกษา ดังได้

กล่าวแล้วว่า ภารกิจหลักในฐาน “ผู้บริหาร” ก็ต้องมีจิตใจดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เห็นใจผู้น้อยในด้านความรับผิดชอบ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความคิด และเวลา ผู้บริหารต้องจัดการเอื้ออำนวยประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่ต้องรอให้ผู้น้อยร้องขอ ถ้าผู้บริหารเห็นว่าสิ่งใดที่จะทำให้การทำงานดีขึ้น ผู้บริหารย่อมไม่รั้งรอที่จะทำประโยชน์นั้นให้แก่ทุกๆ คน โดยไม่คิดดีแต่เฉพาะบางกลุ่ม บางประเภทเท่านั้น

ผู้บริหารจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อผู้ร่วมงาน ให้อภัย ให้โอกาส พูดคุย สนทนา จูงใจให้ผู้ร่วมงานสนใจการพัฒนางานและพฤติกรรมของตนเองให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต้องเป็นกลางที่จะช่วยฟื้นฟู ความรัก ความสามัคคี ขององค์กรให้เกิดขึ้น

การสร้างจิตใจดีต่อผู้อื่น จึงเป็นคุณธรรมที่ผู้บริหารการศึกษาพึงสร้างจิตของตนเองให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม ไม่หวั่นไหวในสิ่งที่จะชักชวนให้กระทำในสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนโดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาของตน

1.3 จิตที่ดีต้องมีการฝึก

ใจที่มีการตั้งมั่นอยู่ในระดับความดี ต้องมีการฝึกอย่างถูกต้องการฝึกจิตมีแนวทาง

มากกว่า 40 วิธี ขึ้นอยู่กับจิตหรือลักษณะของคนที่แตกต่างกันไป การฝึกนั้นควรมีครูผู้สอน ด้วยเหตุว่าจิตนั้นเป็นนามธรรมที่ควบคุมความคิดและการการะทำของคน จิตที่ดีนำไปสู่การคิดที่ดีและการกระทำที่ดีดังรูป

คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า การฝึกควบคุมพฤติกรรมคือการฝึกจิต นับเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมเป็นส่วนที่ทำได้ง่าย เช่น ถ้าเราอยากจะลอกรายงานของเพื่อน เพียงห้ามมือไม่ให้หยิบงานของเพื่อนก็ลอกของเพื่อนไม่ได้แล้ว ส่วนการห้ามความคิด เน้นขั้นที่สูงกว่าโดยที่ผู้นั้นจะต้องมีคุณธรรมและเหตุผลที่ถูกต้อง ว่าการคิดที่จะกระทำเช่นนั้นมันผิดอย่างไร และมีผลอย่างไร เมื่อฝึกมาถึงขั้นจิตที่ดีได้แล้วจะเป็นอัตโนมัติที่จะบอกตนเองว่า สิ่งที่ชั่วไม่ทำ ไม่คิดจะทำและไม่กระทำเป็นอันขาด

การฝึกจิต จึงไม่ใช่การฝึกระงับกายไม่ให้ประพฤติหรืปฏิบัติอันเป็นพฤติกรรมภายนอก แต่เป็นการฝึกสิ่งที่อยู่ภายในตนให้มีสติรู้จักผิดชอบชั่วดี แม้แต่จะคิดไม่ดีจิตก็คอยกระตุกหรือควบคุมไว้ไม่ให้คิดเลยเถิดไปสู่สิ่งที่ไม่ดีและไม่ให้เผลอไผลไปประพฤติไม่ดีอีกด้วย

1.4 จิตที่ไม่ดี

จิตที่ไม่ดี คือ จิตที่ไม่ได้รับการฝึกให้สูงส่งบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ผู้มีจิตไม่ดีจึงมีลักษณะ

เป็นคนคิดไม่ดี พูดไม่ดี ได้โดยไม่รู้สึกอับอายหรือเกรงกลับต่อการทำผิด เช่น

(1) การคดโกง ใช้เวลาราชการหรือเวลาขององค์กรไปทำประโยชน์ส่วนตน ไม่

ทำงานเต็มเวลา เต็มศักยภาพ หรือ เรียกว่า เป็นคนไม่ซื่อสัตย์สุจริต และคนไม่ซื่อสัตย์สุจริตนั้นไม่ทำบาปเป็นไม่มี คนที่มีลักษณะเช่นนี้ ต้องการการฝึกจิตอย่างมาก การคดโกงไม่ใช่เพียงแค่คดโกงเวลา การคดโกงทางวิชาการเพื่อการเลื่อนขั้นเลื่อนอันดับ เป็นสิ่งที่ผิดอย่างร้ายแรงในวงการการศึกษา ดังนั้นการให้ผู้อื่นทำผลงานวิชาการให้หรือลอกผลงานของคนอื่นเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับโทษขั้นรุนแรงด้วย

(2) อัตตาสูง นึกว่าตนเองเก่ง คิดดูถูกว่าผู้อื่นไม่เก่งเท่าตัว คิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น จึง

ประมาทปัญญาไม่ยอมรับฟังหรือแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาให้มีปัญญาสูงส่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เพราะคนที่จะเป็นทีรักของคนทั่วไปนั้นต้องมี “สมานัตตา” คือทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ดูถูกเหยียดคนอื่นว่าต่ำกว่าตน ถ้าลดอัตตาลง จะทำให้ได้รับผลโยชน์รู้จักฟังคนอื่นได้ เมื่อมีอัตตาสูงก็ย่อมเห็นแก่ตัวมาก พระเทพกวีท่านว่า “สังคมจะเป็นธรรม เพราะไม่เหยียบย่ำผู้อื่น” ดังนั้นถ้าเราไม่คิดว่าเราสูงกว่าคนอื่น เราก็จะละจิตไม่ดีในข้อนี้ไปได้ โดยเฉพาะผู้บริหาร ซึ่งโดยตำแหน่งจะต้องสูงกว่าคนอื่น มีสิทธิให้คุณให้โทษผู้อื่นอยู่แล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องฝึกใจให้รู้ว่าการมีตำแหน่งบริหารมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความเป็นธรรม ความเมตตา ความเข้าใจ และการให้อภัยต่อผู้ที่ทำงานในสายงานทุกคน

(3) ทำร้ายผู้อื่น คนที่ชั่วย่อมคิดร้ายต่อผู้อื่น พูดให้ผู้อื่นเสียขวัญเสียกำลังใจ เสียใจและ

เสียหาย ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ลำบาก ทุกข์ใจ คนชั่วย่อมสบายใจที่จะคิดว่าคนอื่นเลว “ชั่ว” คนชั่วมักจะพูดในสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์หรือสร้างสรรค์สิ่งใด นอกจากนี้คนชั่วมักสบายใจที่จะกระทำในสิ่งที่ทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อนเสียหายอีกด้วย ผู้บริหารอยู่ในฐานะที่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์มากกว่าทำลาย จึงต้องไม่ทำร้ายคนด้วยการพูดหรือการกระทำ

(4) ไม่เกรงใจ คนบางคนไม่มีสมบัติผู้ดี ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี เมื่อขาดความ

เกรงใจคนก็ทำให้ผู้นั้นขาดคุณสมบัติความเป็นผู้ดี เช่น ผู้บริหารกำลังประชุมอยู่ ผู้เข้าประชุมก็ลุกเข้าลุกออกอย่างไม่เกรงใจ ในขณะกำลังประชุมก็พูดโทรศัพท์ ทั้งผู้ที่นำการประชุมและผู้ที่อยู่ในการประชุมพูดคุยกันในที่ประชุมอย่างไม่เกรงใจคนอื่น บางกรณีการพูดการจาไม่เกรงใจผู้ใหญ่ ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม ทำตัวเสมอผู้ใหญ่ก็เป็นลักษณะของความไม่เกรงใจ คนที่ชั่วมากย่อมไม่มีความเกรงใจคนอื่นมาก ความไม่เกรงใจทำให้ไปรบกวนเวลา รบกวนสมาธิ รบกวนสมอง รบกวนทรัพย์สินของคนอื่น โดยไม่สมเหตุสมผล ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องรู้จักเกรงใจผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ควรทำอะไรตามอำเภอใจ

(5) อิจฉาริษยา คนบางคนเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ จะมีการเปรียบเทียบอยู่เสมอว่าทำไม

เธอได้ทำไมฉันไม่ได้ “ทำไมเธอจึงขอผลงานได้เลื่อนตำแหน่ง ทำไมฉันส่งไปถึงไม่ได้” หรือ “คนๆ นี้โง่กว่า ฉันตั้งมากทำไมถึงได้ ทำไม่ฉันส่งจึงไม่ได้ตำแหน่งดีกว่า” การไม่มองตนเอง แต่กลับไปมองผู้อื่นในลักษณะเหยียดหยามหรือไม่อยากให้เขาดีกว่าเด่นกว่าเป็นลักษณะของจิตที่ชั่ว ผู้บริหารจะต้องพัฒนาจิตของตนเองให้สูงไว้เพื่อไม่ให้คิดไม่ดีต่อลูกน้อง หรือผู้ร่วมงาน

(6) ความเกียจคร้าน ความที่ทอดทิ้งการงาน ก็ทำให้งานไม่เจริญก้าวหน้า ติดขัด และ

คั่งค้างหรือมิฉะนั้นก็รีบทำให้เสร็จๆ ไปจนงานไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ความเกียจคร้านจึงทำให้บุคคลไม่ก้าวหน้า ผู้บริหารมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่องานส่วนรวมของสถาบัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องขยัน อดทน มุ่งมานะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลประโยชน์ของลูกน้องถ้าไม่รีบดำเนินการอาจจะทำให้เกิดผลเสียได้

จิตที่ไม่ดีจะจำสิ่งที่ไม่ดี จะเก็บสิ่งที่ไม่ดีไว้ในจิตทำให้ไปกระทบต่อความคิดและการกระทำของบุคคลนั้น ยังมีจิตไม่ดีอีกมากมายไม่อาจจะกล่าวได้หมดจึงยกมาเป็นตัวอย่างเพียงตัวอย่างบางประเด็นดังกล่าวแล้ว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการที่จะพยายามหรือละลดจิตที่ไม่ดี ดังกล่าวลงเสียบ้างเพื่อทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้น และเคยชินต่อสภาพการคิดดีทำดี

1.5 ใจที่ควรฝึก

ใจที่ควรฝึก เพื่อความเป็นผู้มีคุณธรรม นอกจากจะละจิตที่ไม่ดีดังกล่าวแล้วควรจะมี

การฝึกใจให้มีลักษณะที่ดีดัง “เก้าใจ”ต่อไปนี้ (วัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา 2536)

เก้าใจ

เปิดใจให้เปิดกว้าง มองโลกอย่างสุขเสรี

เข้าใจ ความชั่วดี จนหรือมีไม่สำคัญ

เห็นใจ ใครใครบ้าง เพื่อจักสร้างความสัมพันธ์

น้ำใจ มีให้ปัน ความสุขสันต์ย่อมตามมา

ร่วมใจ ใฝ่กุศล ช่วยเหลือคนทุกเวลา

ตัดใจไม่นำพา กิเลสตัณหาย่อมสิ้นไป

ทำใจให้วางเฉย จักลงเอยโดยสงบได้

มิตรจิตรมิตรใจ จักช่วยให้โลกร่มเย็น

ไม่เอาแต่ใจตน ทุกทุกคนปราศทุกข์เข็ญ

ทำใจกันให้เป็น โลกจะเว้นจากชั่วทราม

คุณธรรมจักเกิดได้ ด้วยสร้างใจให้งดงาม

เก้าใจดังกล่าวนาม พาคนข้ามสู่ความดี

การที่จะฝึกให้มีใจ “ทั้งเก้า” ที่ทำให้มีคุณธรรมดังคำประพันธ์นี้ จะโน้มนำคุณงามความดีมาสู่ตน โดยเฉพาะผู้บริหารการศึกษา ซึ่งจะต้องทำงานเกี่ยวข้องกับนักเรียน นิสิต นักศึกษาและคนในสังคมยิ่งต้องพยายามฝึกใจตนเองให้เป็นใจที่ดีเสียก่อนจึงจะนำไปสู่ความคิดที่ดีและความประพฤติปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมที่พึงประสงค์ได้

2.การให้

เมื่อได้พัฒนาใจให้อยู่ในระดับแห่งความดีงามซึ่งเป็นการพัฒนาภายในแล้วก็พัฒนาออกมาภายนอกโดยพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นคุณธรรมนั่นก็คือ นักบริหารการศึกษาควรมีคุณธรรมข้อ “การให้” การอยู่ในสังคมการศึกษานั้น ภารกิจหลัก คือ การให้ ให้ความรู้ ให้บริการ ให้ความสะดวก ให้ความเจริญก้าวหน้า ให้ความสำเร็จ ดังนั้นนักบริหารการศึกษาจึงพัฒนาตนให้เป็นผู้ให้ การให้มีหลายประการให้ที่นี้จะขอกล่าวถึงการให้เพียง 3 ประเด็นคือ

2.1 ให้ประโยชน์

นักบริหารการศึกษา พึงถือประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตัว ผู้บริหาร พึงมีคุณธรรม “การให้” ที่สูงส่งมากกว่าคนทั่วไปเพราะถ้าบุคคลใดมาอยู่ในตำแหน่งของการให้ แต่จิตใจและการกระทำมีปฏิกิริยาต่อต้านการให้โดยคิดไม่ถึงหรือใจคับแคบก็ดี ย่อมจะทำให้การบริหารงานบกพร่องการให้ของนักบริหารคือ

(1) การให้ความสะดวก นักบริหารต้องพิจารณาว่า การทำงานนั้น ผู้บริหารทำคนเดียว

ไม่ได้จะต้องให้คนอื่น ๆ ช่วยทำกันหลายระดับ นักบริหารจึงต้องให้ความสะดวก เช่น เรื่องของอุปกรณ์ใช้สถานที ตลอดจนการเงิน การจัดการอันเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินภารกิจเพื่อส่วนรวม

(2) ให้ขวัญกำลังใจ ผู้ที่ให้ผู้อื่นทำงานให้ก็ต้องรู้จักที่จะให้ขวัญกำลังใจเพื่อแสดงให้

เห็นว่าเมื่อได้ใช้งานแล้ว ได้เห็นผลงานของผู้นั้น ด้วยความชื่นชม ภูมิใจ พึงพอใจในผลงานแม้ว่าบางครั้งงานอาจจะไม่สมบูรณ์ก็ควรให้ข้อแนะนำที่จะทำให้ดีขึ้นมากกว่าจะติเตียนหรือพูดทางลบ

(3) ให้ความยุติธรรม การที่อยู่ในตำแหน่งสูง มีลูกน้องมากมายหลายฝ่ายหลายระดับ

จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาอะไร ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสถาบันจะคิดแบ่งแยกพวกเขาพวกเราไม่ได้เป็นอันขาด เพราะตามภาระหน้าที่จะต้องกำกับดูแลติดตามประเมินงานของผู้ใต้บังคับทุกคนด้วยความซื่อตรง เป็นธรรม

(4) .ให้ความก้าวหน้า การสนับสนุนให้ผู้ที่ร่วมงานประสบความก้าวหน้าในชีวิตเป็น

สิ่งที่ผู้บริหารจะต้องให้เพื่อที่จะได้ประโยชน์ต่อสถาบันโดยส่วนรวมเป็นผลพลอยได้ ด้วยการสนับสนุนด้านนี้รวมไปถึงการพิจารณาให้ได้รับการศึกษาต่อสูงขึ้น การได้ตำแหน่งการงานดีขึ้น หรือให้โอกาสที่จะได้รับเกียรติทำหน้าที่อันเป็นที่ยกย่องในสังคมนั้นๆ

คุณธรรมหลายประการ ของผู้บริหารและของอาจารย์มีความคล้ายคลึงกันโดยเฉพาะในด้านการให้ขวัญกำลังใจ การให้ความยุติธรรม การให้ความก้าวหน้า และที่สำคัญของอาจารย์ก็คือ การให้ความรู้ความคิด ทัศนคติที่ดีแก่ศิษย์ เพื่อส่งเสริมให้ได้เจริญก้าวหน้าและมีพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้

2.2 ให้ความดี

การให้ความดีนั้น ก็คือให้ในสิ่งที่เป็นธรรม ถูกต้อง สร้างสิ่งแวดล้อมให้เกิดจิตสำนึกในเรื่องของความดี นักบริหารการศึกษาต้องเป็นผู้ที่ใฝ่ดีและมอบสิ่งที่ดีๆ ให้แก่สังคม เมื่อได้สร้างจิตที่ดีจะกำหนดกรอบพฤติกรรมความดีหรือสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ให้แก่ตนเอง เช่น ดังอุดมการณ์ที่ว่า “จะเกิดมาเพื่อทำงานเพื่อส่วนรวม” เมื่อมีงานอะไรบุคคลเหล่านี้จะไม่ปฏิเสธ จะมีความสุข และยินดีจะช่วยงานส่วนรวม ซึ่งบางงาน อาจจะไม่ใช่งานในหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็ยินดีที่จะช่วยลักษณะการกระทำนั้น เป็นการทำให้สังคมได้เห็นว่าการทำดีคืออะไร คนที่ดีมีลักษณะอย่างไร เป็นการให้ความดีแก่ สังคม คนในสังคมบางคนมีการประพฤติปฏิบัติจากการดูเยี่ยงอย่างจากคนดีในสังคม โดยไม่ต้องมีการสอนหรือการบอกแต่ประการใด การให้ความดีแก่คนในแวดวงการศึกษาจึงเป็นการสร้างสังคมการศึกษาที่ดี ถ้าทุกคนเกิดความสำนึกว่าเราจะต้องให้ความดีแก่คน และปฏิบัติเช่นนั้นจริงๆ ก็ย่อมจะทำให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่ดีของคนดี

2.3 ให้ความชื่นใจ

นักบริหารการศึกษาควรพยามยามมีคุณธรรมข้อ “พรหมวิหาร 4” เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่ในหลักศาสนา คือ คนที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ผู้ที่มีวุฒิภาวะที่ไม่เป็นผู้ใหญ่คือคนที่ไม่เคยให้ความชื่นใจให้แก่ผู้อื่น ความชื่นใจ อาจทำได้โดย 2 ทางคือ

(1) ทางวาจา การพูดเป็นทักษะที่ยากมาก คุณธรรมที่เกี่ยวกับปาก จึงเป็นหัวข้อคุณธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในหลายๆ ข้อ เช่น การที่จะทำให้คนรักนั้น ต้องรู้จักพูดดี พูดเพราะ หรือปิยวาจา สุนทรภู่เคยกล่าวไว้ว่า

“จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู” หรือ “หญิงเรียกแม่ ชายเรียกพ่อ ยอไว้ใช้ มันชอบใจข้างปลอบไม่ชอบดุ”

คนที่มีคุณธรรมจึงเป็นผู้ที่จะต้องฝึกปากให้มีคุณธรรม หัดพูดภาษาธรรม นั่นคือ หัดพูดอะไรที่สร้างสรรค์ก่อให้เกิดประโยชน์ อย่าพูดอะไรที่คนฟังแล้วกลุ้มใจ ฟังแล้วก็ให้เกิดความทุกข์จึงต้องรู้จักพูดอะไรที่แสดงความเกรงใจผู้อื่นบ้าง การพูดอะไรที่กระทบกระเทือนคนอื่นย่อมจะต้องไม่พูด เช่น การพูดนินทาอาจารย์เป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ แม้จะเป็นความจริงตามความคิดของตนเอง แต่มันอาจไม่จริงตามสายตาคนอื่นหรือคนที่ถูกวิพากษ์ การพูดทำลายสถาบันของตัวเอง การพูดทำลายศาสตร์ของตนเอง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรพูดอย่างยิ่งเป็นการผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ เนื่องจากสมาชิกของสังคม วิชาชีพต้องปกป้องศักดิ์ศรี ความน่าเชื่อถือของวงการตนเอง

นักบริหารการศึกษาที่จะฝึกคุณธรรมข้อการใช้ปากนี้ ต้องคิดเสมอว่า “ปากคืออาวุธร้าย ที่จะทำให้เกิดการทะเลาะเลาะแว้ง ความไม่พอใจ เป็นอาวุธที่ทำร้ายผู้อื่น” เมื่อปากเป็นอาวุธร้าย ผู้ที่มีปากจึงควรระมัดระวังในการใช้ โดยพูดแต่สิ่งที่ดี พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ มีประโยชน์เท่านั้น นักบริหารการศึกษาที่มีคุณธรรมจะใช้ปากเพื่อนำความชื่นใจมาสู่ผู้ฟังเท่านั้น

2. ทางการกระทำ นอกจากจะใช้ปากนำความชื่นใจแล้ว ก็กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดความชื่นใจ เช่น ผู้บริหารจะแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา โดยการช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยการส่งเสริมความสะดวกในการทำงาน ด้วยการให้ปันสิ่งของ หรือด้วยการแสดงออกถึงความชื่นชมปิติยินดีที่ผู้อื่นได้ดี เหล่านี้เป็นการแสดงออกให้เห็นในคุณธรรมที่แสดงให้คนอื่นทราบว่าเราชื่นชมเราสนับสนุน และเรายินดีที่เขาได้รับในสิ่งที่ดี นั่นคือคุณธรรมของการให้ผู้อื่นได้ความชื่นอกชื่นใจ

3 การก้าวไกล

นักบริหารการศึกษาที่มีคุณธรรมจะไม่คิดอะไรใกล้ๆ แต่จะคิดไปถึงการณ์ไกลหรืออนาคตโดยมีจิตมุ่งมั่นรองรับด้วยการกระทำที่มุ่งไปสู่ความก้าวหน้าของศาสตร์การศึกษา ก็คือ นักบริหารการศึกษา จะซื่อสัตย์ในวิชาชีพการศึกษา การที่นักบริหารการศึกษามีความพยายามที่จะประยุกต์ความรู้มาสู่การปฏิบัติงานเพื่อทำให้ผู้อื่นเห็นว่าผู้ที่เรียนมาทางศาสตร์การบริหารการศึกษา จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ดีหว่าหรือแตกต่างจากผู้ที่มิได้เรียน นักบริหารการศึกษาจะต้องใช้ปัญญาในศาสตร์การศึกษา “ปัญญาเป็นคุณธรรมที่จำเป็น” และให้สอดคล้องกับที่พุทธองค์ตรัสไว้ว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” ที่ทรงกล่าวดังนี้ก็หมายถึงว่าแสงอื่นๆ ในโลกจะส่องได้เฉพาะบางเวลาบางสถานการณ์ แต่ปัญญาทำให้คนเห็นแจ้งได้ตลอด

การใฝ่หาความรู้ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา จึงเป็นคุณธรรมที่นักบริหารการศึกษาพึงแสวงหา เพื่อที่จะช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ศาสตร์การศึกษา การมีสติปัญญา ย่อมทำให้มีความรู้รองรับการตัดสินใจและการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับทฤษฎีหรือแนวการศึกษาที่มีผู้ได้ศึกษาหาแนวทางไว้

การใฝ่อนาคต นับเป็นคุณธรรมที่สำคัญในการทำให้ศาสตร์มีความก้าวหน้า มีความแข็งแกร่งมั่งคง สมควรที่นักบริหารการศึกษาจะฝึกปฏิบัติตามให้มีความก้าวหน้าใฝ่หาปัญญา สร้างศาสตร์ให้เป็นที่ยอมรับแก่คนทั่วไปในสังคม

คุณธรรมในข้อ “การก้าวไกล” อาจจะสรุปได้ ดังนี้

1. ใฝ่อนาคต

คนเราเมื่อรักดี หวังความก้าวหน้า หวังอนาคตที่ดี ย่อมจะพยามยามทำวันนี้ให้ดีที่สุด แม้ว่าให้ชีวิตจริงของคนทั่วไปจะประสบปัญหา อุปสรรค และความผิดพลาดมากมาย ผู้ที่ใฝ่อนาคต ก็จะพยายามดำรงตนให้มีปัญหาและความผิดพลาดน้อยที่สุด

2. อดทน

ความสำเร็จในชีวิตมักจะมีคุณธรรม ข้อ “อดทน” ช่วยค้ำจุน ยามใดที่มีความย่อท้ออยากจะเลิกทำสิ่งใดก็ตาม นอกจากมีความอยากที่จะมีอนาคตที่ดีแล้วยังต้องมีความอดทนต่อความยากลำบากทั้งปวง ที่จะเอาชนะสิ่งที่ขัดขวางต่างๆ นั้นได้

3. มานะพากเพียร

คนที่จะประสบความสำเร็จจะขาดคุณธรรมข้อมานะพากเพียรไปไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่ใฝ่ชีวิตที่ก้าวไกล จึงจะต้องเป็นคนที่มีความพยายาม มีความมานะ มีจิตใจที่จะเอาชนะอุปสรรคปัญหาทั้งหลายมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ

4. ใฝ่เรียน

นักบริหารการศึกษา ควรจะไม่ทอดทิ้งการอ่าน การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะได้สติปัญญารอบรู้ในสรรพสิ่ง อันจะนำมาเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นและประโยชน์ส่วนตนได้ การใฝ่เรียนทั้งศาสตร์การสอน ศาสตร์ที่รับผิดชอบ และศาสตร์ด้านธรรมะ อันจะทำให้ชีวิตบริบูรณ์ขึ้น

บทสรุป

คุณธรรมนักบริหารการศึกษา ประกอบด้วยการสร้างความงามจากภายในนั่นก็คือ การสร้างใจให้มีคุณธรรม และด้วยใจที่ดีงามนี้ย่อมนำไปสู่ความคิดที่ดี และการกระทำที่ดี นักบริหารการศึกษาจึงควรสร้างใจให้อยู่ในระดับสูงส่ง ห่างไกลจากใจชั่ว ทำจิตให้ดีงาม เมื่อสร้างความงามภายในคือ “ใจ” ได้แล้วก็สร้างความดี อันเป็นการกระทำภายนอก คือ การ “ให้” ซึ่งหมายถึงให้ประโยชน์ ให้ความดี และให้ความชื่นใจและสุดท้ายก็คือ “ไกล” หมายถึงการก้าวไกลไปสู่อนาคตที่มั่งคงด้วยการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และใฝ่ดี

นักบริหารการศึกษาควรมีคุณธรรมดังกล่าว เพื่อการพัฒนาความแข็งแกร่งมั่นคงให้แก่ศาสตร์การศึกษา คุณธรรมที่นำเสนอมานี้เป็นส่วนหนึ่งของคุณธรรมอีกหลายประการที่ควรจะได้พัฒนา ดังนั้น นักบริหารการศึกษาควรจะได้แสวงหาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองสืบไป