สหกรณ์ : องค์การไม่แสวงกำไร [Non-profit organization]
โดย ร.ต.สอาด แก้วเกษ
สหกรณ์ เกิดขึ้นมาในโลกมากกว่า 160 ปี เริ่มครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2387 ในหมู่คนโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า เมืองร็อชเดล โดยร่วมกันแก้ปัญหาความเดือดร้อนในทางเศรษฐกิจและแนวความคิดเช่นนี้ได้แพร่หลายทั่วโลก ในปัจจุบันมีองค์การระดับนานาชาติ เรียกชื่อว่า “องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ไอ ซี เอ)” สำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำนักงานสาขา 3 สาขา อยู่ที่ประเทศอินเดีย ประเทศแทนซาเนีย และประเทศไอเวอรี่โคสท์ มีองค์การสหกรณ์ระดับประเทศเป็นสมาชิก 224 องค์การ จาก 91 ประเทศ ประกอบด้วยสมาชิกบุคคลธรรมดามากกว่า 800 ล้านคน ทั่วโลก
สหกรณ์เป็นการประกอบการทางเศรษฐกิจแบบหนึ่งในหลายแบบ ซึ่งการประกอบการแบบอื่น เช่น ประเภทเจ้าของคนเดียว เป็นห้างหุ้นส่วน เป็นบริษัท ล้วนตั้งขึ้น โดยหวังหากำไรจากการลงทุนเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ [Profit motive] แต่สหกรณ์เป็นการประกอบทางเศรษฐกิจของเอกชนที่มุ่งให้บริการทางธุรกิจแก่สมาชิกเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ [Service motive]
จริงอยู่ แม้การดำเนินงานของทุกองค์การธุรกิจ ย่อมเกิดกำไร แต่กำไรที่เกิดขึ้นในสหกรณ์นั้นมีลักษณะทั่วโลกก็พยายามหลีกเลี่ยงคำว่า กำไร ทั้งนี้เพราะถือว่าไม่มีที่ว่างสำหรับให้เกิดกำไรในวิสาหกิจสหกรณ์ เนื่องจากสมาชิกเป็นเจ้าของและขณะเดียวกันก็เป็นผู้ใช้บริการของกิจการนั้นรวมอยู่ในคน ๆ เดียวกัน
สหกรณ์ใช้คำว่า ส่วนเกิน [Surplus] ส่วนเหลื่อมสุทธิ [Net margins] เงินได้สุทธิ [Net earning] ส่วนที่คิดเกิน [Over Charges] ส่วนที่จ่ายขาด [Under payment] ส่วนออม [savings] ผลได้ทางเศรษฐกิจ [Economic results] แทนคำว่า กำไร แต่ในกฎหมายไทยยังใช้คำว่ากำไรเช่นเดียวกับธุรกิจแบบอื่น
เนื่องจากสหกรณ์เป็นสถาบันอันเป็นสากลที่มีอยู่ทั่วโลก และมีหลากหลายแบบในหลายกลุ่มบุคคล ในประเทศไทยมีสมาชิก 8 ล้านคน แบ่งสหกรณ์ออกเป็น 7 ประเภท ในทางวิชาการนั้น นักสหกรณ์และนักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามอธิบายความหมายและลักษณะของสหกรณ์ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจไว้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น
ชาร์ลจี๊ด [Charles Gides]นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า ”สหกรณ์คือสมาคมที่มุ่งกำจัดเสียซึ่งกำไร” เพราะเขาเห็นว่าความยุ่งยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกล้วนเป็นผลมาจากการแสวงหากำไร วิธีการสหกรณ์สามารถขจัดข้อยุ่งยากนั้นได้
อิสราเอล แพ็คเกล [Israel Packel] อธิบายว่า สหกรณ์เป็นสมาคมที่ให้บริการทางเศรษฐกิจโดยไม่คิดกำไร สมาชิกสหกรณ์ในฐานะผู้ประกอบการและผู้รับบริการ ต่างเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมกิจการโดยเท่าเทียมกัน
มาร์วิน เอ ชาร์ส [Marvin A. Schaars] กล่าวว่า สหกรณ์เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ ซึ่งสมาชิกเป็นทั้งเจ้าของ ผู้อุดหนุน และควบคุมการดำเนินงานในลักษณะที่ไม่ได้หวังกำไร แต่ให้บริการในราคาทุน [At cost]
สำหรับประเทศไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ปี พ.ศ. 2493 ฉบับสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อธิบายว่า “สหกรณ์ น. งานร่วมมือกัน,วิธีจัดการอย่างหนึ่ง ที่บุคคลพอใจร่วมมือกันเพื่อบำรุงความเจริญทางเศรษฐกิจ โดยแบ่งกำไรเสมอกัน”
ฉบับ พ.ศ. 2525 อธิบายว่า “สหกรณ์ น. งานร่วมมือกัน เช่น ทางธุรกิจหรืออุตสาหกรรม เพื่อหากำไรหรือเอาประโยชน์อื่น ๆ ในงานนั้น ๆ ร่วมกัน, วิธีการอย่างหนึ่งที่บุคคลพอใจร่วมที่บุคคลพอใจร่วมมือกันเพื่อบำรุงความเจริญในทางเศรษฐกิจ โดยแบ่งกำไรเสมอกัน ”
ฉบับ พ.ศ. 2525 พิมพ์ครั้งที่ 6 อธิบายว่า “สหกรณ์ น. งานร่วมมือกัน เช่น ทางธุรกิจหรืออุตสาหกรรม เพื่อหากำไร หรือเพื่อประโยชน์อื่น ๆ ในงานนั้น ๆ ร่วมกัน, (กฎ) คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยซึ่งกันและกันได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์”
ฉบับ พ.ศ. 2542 พิมพ์ครั้งที่ 1 อธิบาย “สหกรณ์ น. งานร่วมมือกัน เช่น ทางธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเพื่อหากำไรหรือเพื่อประโยชน์อื่น ๆ ในงานนั้น ๆ ร่วมกัน, (กฎ) คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยซึ่งกันและกัน และได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์”
มีข้อสังเกตว่าในพจนานุกรมจะกล่าวถึงกำไรในทุกฉบับ ไม่ว่าจะเพื่อกำไรหรือแบ่งกำไรเสมอกัน ซึ่งเรื่องนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากแนวปรัชญาสหกรณ์สากลในหมู่ผู้อ่านทั่วไปที่คิดว่าสหกรณ์เป็นองค์การแสวงหากำไรเช่นเดียวกับธุรกิจแบบอื่น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาส่งเสริมสหกรณ์
ในเรื่องกำไรนั้น แม้ในกฎหมายสหกรณ์ พ.ศ. 2471, 2511 และ 2542 จะมิได้ระบุความหมายของสหกรณ์ว่าเป็นองค์การที่ไม่แสวงกำไรไว้ในกฎหมาย แต่ใน พ.ร.บ. สมาคมเพิ่มเติมพุทธศักราช 2459 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ฉบับแรกของไทย ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า
“สหกรณ์คือสมาคมชนิดหนึ่งที่ราษฎรผู้ทำการเพาะปลูกและหากินด้วยการทำของขายรวบรวมกันตั้งขึ้นเพื่อยังความจำเริญให้แก่หมู่ด้วยวิธีรวมกำลังกัน บำรุงตนเองและประหยัดการใช้จ่ายแต่ที่พอควร มิใช่ตั้งขึ้นเพื่อจะหากำไรมาจำแนกในหมู่สมาชิกนั้น”
เพื่อให้คำนิยาม สหกรณ์ เป็นไปตามอุดมการณ์สหกรณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์สากล และให้คนทั่วไปได้เข้าใจว่า สหกรณ์มิใช่องค์การที่ตั้งขึ้นเพื่อหากำไร เห็นสมควรมีการทบทวนคำนิยามของสหกรณ์เสียใหม่ ทั้งนี้อาจพิจารณาตามความหมายของสหกรณ์ตามที่องค์การ ไอ ซี เอ กำหนดไว้ล่าสุด ในปี 2538 ว่า
A cooperative is an autonomouse association of persons united voluntarily to meet their common economic, social and cultural need and aspirations through a jointly owned and democraticalled controlled enterprise.
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้แปลเป็นภาษาไทยว่า “สหกรณ์เป็นองค์การปกครองตนเองของบุคคลซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจในการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันและควบคุมตามหลักประชา ธิปไตย เพื่อสนองความต้องการอันจำเป็นและความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม”
ร.ต.สอาด แก้วเกษ
อดีตผู้อำนวยการกองฝึกอบรม กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
27 ธันวาคม 2549
โทรศัพท์ 0 297 5724
บทความนี้ ร.ต.สอาด แก้วเกษ ได้ใช้เป็นเอกสารแนบประกอบการขอให้นายกราชบัณฑิตสถานพิจารณาทบทวนคำนิยาม “สหกรณ์” ไว้ ซึ่งเลขาธิการราชบัณฑิตสถาน ได้ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2550 และร.ต.สอาด แก้วเกษ ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 ซึ่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เห็นชอบให้นำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้
คณะกรรมการชำระพจนานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถาน ได้พิจารณาแล้วมีมติแก้ไขบทนิยามของคำว่า “สหกรณ์” เป็นดังนี้
สหกรณ์ น. องค์กรทางเศรษฐกิจและสังคมที่สมาชิกร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยการลงหุ้นร่วมกัน จัดการร่วมกันในการผลิต การจำหน่ายสินค้า หรือบริการตามความต้องการหรือผลประโยชน์อย่างเดียวกันของบรรดาสมาชิก สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิ์ออกเสียงได้หนึ่งเสียงในการบริหารสหกรณ์ โดยไม่ขึ้นกับจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์โคนม, (กฎ)
คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
บทนิยามที่แก้ไขใหม่นี้ ราชบัณฑิตยสถานจะได้นำไปแก้ไขในการจัดพิมพ์พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ครั้งต่อไป