วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10573

เศรษฐกิจพอเพียงกับยุทธศาสตร์การตลาด

คอลัมน์ คลื่นความคิด

ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปบรรยายให้กับนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ แขนงวิชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของกองทัพบก จำนวนกว่า 100 คน ที่กรมยุทธศึกษาทหารบก ในหัวข้อ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงด้วยยุทธศาสตร์การตลาดยุคใหม่ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าฟังเป็นอย่างมาก ผู้เขียนเลยถือโอกาสนำรายละเอียดมาเล่าสู่แฟนคอลัมน์คลื่นความคิดให้รับทราบกัน

แท้ที่จริงแล้วแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีแก่นสาระสำคัญคือ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณและพอดี

ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียง จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรอบคอบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งสั้นและยาว

เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและมีความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่โลภและไม่ตระหนี่จนเกินไป

แนวทางปฏิบัติและผลที่คาดว่าจะได้รับ การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดยุคใหม่ที่มุ่งเน้นสังคมเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยมีความคิดที่ว่าธุรกิจควรกำหนดความจำเป็น ความต้องการ และผลกระทบของกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ด้วยการส่งมอบความพึงพอใจที่ดีกว่าคู่แข่งขันในท้องตลาด เพื่อรักษาหรือพัฒนาวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและสังคมให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ แนวคิดการตลาดเพื่อสังคมต้องตอบสนองสังคมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจโลกและการไม่ใส่ใจปัญหาสังคม ธุรกิจที่ดำเนินงานตามแนวคิดนี้จึงต้องเข้าถึงความรู้สึกและจิตใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ประกอบกับต้องมีความตั้งใจจริงและมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและสังคมได้รับความพึงพอใจและความบริบูรณ์พูนสุขในระยะยาว (long-run welfare) นั่นเอง

จริงอยู่ที่ธุรกิจต้องการผลกำไรตอบแทน ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการก็ต้องการความพึงพอใจจากสิ่งที่ตนเองต้องการ และที่สำคัญ สังคมที่ทั้งลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งนั้นก็ต้องเกิดความสมบูรณ์พูนสุขด้วยเช่นกัน แนวคิดนี้ต้องการสร้างความสมดุลให้กับชีวิต เศรษฐกิจ สังคมให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

แต่การที่ธุรกิจจะดำเนินการตามแนวคิดนี้ได้นั้น จะต้องอาศัยเงื่อนไขความรู้ที่ประกอบด้วยความรอบรู้ รอบคอบและระมัดระวัง รวมถึงเงื่อนไขคุณธรรมอันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และการรู้จักแบ่งปันมาผสมผสานกันภายใต้กรอบของความพอประมาณ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี นี่แหละถึงเรียกว่าการประสานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับยุทธศาสตร์การตลาดยุคใหม่ให้เข้ากันอย่างกลมกลืน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจสังคมและประเทศชาติสืบไป!