"ไทยโพสต์" ฉบับ ตุลาคม 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "ชี้โลกร้อนคุกคามคนลุ่มน้ำโขง" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้ คือ แนวโน้มโลกที่ว่า ฤดูฝนจะสั้นลง ทว่า... ปริมาณน้ำฝนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจะมากขึ้น เนื่องจากฝนไม่ค่อยตกต้องตามฤดูกาล แต่จะมากับพายุ ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำท่วมมากขึ้น

...

ตรงกันข้ามอีกหลายๆ ภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะยุโรปใต้ (สเปน), อเมริกาเหนือฝั่งตะวันตก (แคลิฟอร์เนีย), ออสเตรเลีย, ประเทศแนวใต้เทือกเขาหิมาลัย เช่น เนปาลจนถึงซีกตะวันออกของอินเดีย ฯลฯ จะเสี่ยงฝนแล้งระยะยาวมากขึ้น

อาณาจักรที่ล่มสลายจากภาวะฝนแล้งต่อเนื่องกันหลายสิบปีที่ชัดเจนมากในประวัติศาสตร์ คือ อาณาจักรขอม มีความเป็นไปได้ว่า เร็วๆ นี้จะมีภัยพิบัติใหม่เกิดขึ้นในกัมพูชา ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกที่ภัยพิบัติมักจะเกิดตามหลังมหกรรมปาณาติบาต (การฆ่า-เบียดเบียนกัน)

...

ประเทศไทยควรเตรียมตัวรับภัยคู่ขนาน คือ ภัยแล้งสลับกับน้ำท่วม ซึ่งจะเกิดขึ้นทั่วโลก และรักษาศักยภาพสำคัญของชาติในด้านการผลิตอาหาร และการเป็น "ครัวของโลก" ไว้ เพราะอีกไม่นาน... ราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก (อย่างช้าใน 10 ปีนี้) อย่าเพิ่งรีบขายที่นาให้ต่างชาติ

[ บทความคัดลอกจาก "ไทยโพสต์" ]

...

กองทุนสัตว์ป่าโลก  (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ)  เผยแพร่รายงานขนานการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก  2009  ที่กรุงเทพฯ  เมื่อวันจันทร์  

ระบุการเปลี่ยนรูปแบบของสภาพอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น   ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงแล้ว   ขณะปัญหาโลกร้อนยังคุกคามชีวิตคนอีกหลายล้านในภูมิภาคนี้

รายงานขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งนี้ชี้ว่า   อุทกภัยรุนแรงและภัยแล้ง,  การกัดเซาะชายฝั่ง,  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น   และคลื่นความร้อน   ที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้านี้  

ส่งผลกระทบถึงผลผลิตข้าว,  ผลไม้และกาแฟ   และการทำประมง   ซึ่งเป็นปัจจัยเลี้ยงชีวิตของผู้คนจำนวนมากในกลุ่มประชากรลุ่มแม่น้ำโขง  65  ล้านคน

"ทั่วทั้งภูมิภาคนี้อุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้น   และได้เพิ่มขึ้นแล้ว  0.5-1.5  องศาเซลเซียสในช่วง  50  ปีที่ผ่านมา"  ข่าวรอยเตอร์อ้างข้อความในรายงาน

ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ  กล่าวว่า  ในขณะที่หลายพื้นที่ของภูมิภาคนี้จะมีฤดูฝนที่สั้นลง   แต่คาดว่าปริมาณน้ำฝนโดยรวมกลับจะเพิ่มขึ้น  

หมายความว่า ฝนที่ตกก็จะมีความรุนแรงมากขึ้น   ซึ่งจะคุกคามต่อผลผลิตทางการเกษตร   และทำใหิเกิดน้ำท่วมและดินถล่มตามมา

พื้นที่ลุ่มน้ำโขงที่รายงานนี้กล่าวถึงนั้น   นับรวมตั้งแต่ที่ราบสูงทิเบตในจีนลงมายังพม่า, ไทย, ลาว,  กัมพูชา  และเวียดนาม   จากนั้นได้ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง   เป็นแหล่งปลูกข้าวราวครึ่งหนึ่งของเวียดนาม   และเป็นแหล่งผลิตกุ้งประมาณ  60% 

แต่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและน้ำเค็มหนุน   ได้กระทบต่อปริมาณผลผลิตและอาจทำให้เกษตรกรไร้ที่ทำกิน

ประชากรจำนวนมากอาศัยในที่ลุ่มต่ำ    ตามแนวชายฝั่งและในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง   เช่นในนครโฮจิมินห์ซิตี,  ฮานอย   และกรุงเทพฯ  ซึ่งทำให้ภูมิภาคเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัย,  การรุกล้ำปนเปื้อนของน้ำเค็ม   และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

รายงานกล่าวด้วยว่า   ภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจะสร้างความเสียหายขนานใหญ่ต่อชีวิตและทรัพย์สิน   นอกจากนี้  ในช่วงฤดูแล้งจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำหนักหน่วงขึ้นด้วย 

"อุณหภูมิสูงขึ้นได้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดขนาดลง   ขณะที่พายุ, น้ำท่วม  และภัยแล้ง  กำลังทำลายผลผลิตทั่วทั้งลุ่มน้ำโขง   การขาดแคลนน้ำจะจำกัดการผลิตภาคเกษตร   และคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย"  รายงานนี้เสริม

บรรดาผู้แทนจากประมาณ   180  ประเทศ  กำลังประชุมกันที่สำนักงานยูเอ็นในกรุงเทพฯ  เพื่อพยายามหาความตกลงร่วมกัน   ในการขยับขยายความร่วมมือต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อน  

โดยพวกเจ้าหน้าที่กำลังพยายามนิยามเนื้อหาที่จะใช้เป็นพื้นฐานของการทำสนธิสัญญาว่าด้วยโลกร้อนฉบับใหม่   ที่ยูเอ็นหวังว่าจะสามารถหาความเห็นพ้องต้องกันได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้

ประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงฉบับใหม่นี้   คือการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ยากจน   ในการปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ที่ด้านนอกศูนย์การประชุมของยูเอ็น   มีชาวนาไทย,  เกษตรกร,  ชาวประมง  และชนพื้นเมืองจากหลายประเทศ  อาทิ   ฟิลิปปินส์,   มาเลเซีย  และเนปาล  รวมประมาณ  2,000  คน  มาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยทุ่มเทมากขึ้นในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

"เรามาที่นี่เพื่อถ่ายทอดเสียงของชาวนาต่อยูเอ็น"  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรจากอินโดนีเซียตะโกนอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม

ประเทศกำลังพัฒนากล่าวโทษชาติร่ำรวยว่า   ไม่ยอมริเริ่มด้วยการทำข้อตกลงลดระดับการปล่อยก๊าซให้หนักหน่วงกว่านี้   และต้องการให้ประเทศร่ำรวยรับปากทุ่มเงินนับพันล้านดอลลาร์ช่วยชาติยากจน   ให้ปรับตัวรับผลกระทบและสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

[ บทความคัดลอกจาก "ไทยโพสต์" ]