ทรัพย์สินที่อุตส่าห์ทำมาหาไว้ตั้งมากมาย เมื่อตายไปก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้

สืบเนื่องจากน้องสาวดิฉันเสียชีวิต   ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกให้ทราบ   เผื่อท่านใดจะได้เตรียมการต่าง ๆ ไว้ไม่ให้ยุ่งยากต่อคนที่ต้องรับมรดก   น้องสาวดิฉันพยายามทำงานหาเงินและซื้อกองทุนและอสังหาริมทรัพย์ไว้จำนวนหนึ่ง   เมื่อน้องสาวเสียชีวิตทุกคนในบ้านก็เห็นว่าดิฉันควรจะเป็นผู้จัดการมรดก   สิ่งแรกที่ควรจะไปทำ คือ การร้องขอต่อศาล   ก็จะมีการสืบว่าผู้ตายมีสามีและบุตรหรือไม่ (ถือเป็นทายาทอันดับแรก)   เนื่องจากน้องสาวดิฉันยังโสด   ทายาทลำดับต่อไปก็คือคุณพ่อ (เสียชีวิตแล้ว) และคุณแม่     ดังนั้นคุณแม่จะต้องไปที่ศาลด้วยเพื่อทำเรื่องในฐานะทายาท   โดยคุณแม่จะมอบให้ดิฉันเป็นผู้จัดการมรดก    ต้องใช้เวลาเดือนเศษกว่าศาลจะสั่ง  เพราะต้องมีกระบวนการประกาศว่ามีใครจะคัดค้านหรือไม่ (เจ้าหน้าที่ศาลจะดำเนินการให้)   ต่อจากนั้นก็จะนัดหมายให้มาฟังคำพิพากษาและรับคำสั่งศาลอีกครั้ง  เมื่อได้รับคำสั่งศาลแล้วก็จะต้องนำคำสั่งศาลไปตามธนาคารและบริษัทเงินทุนต่าง ๆ ที่มีการซื้อกองทุนไว้ (สำหรับประกันชีวิตไม่ต้องใช้คำสั่งศาลเพราะมีผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน   และไม่ถือว่าเป็นมรดก   เมื่อมีการเสียชีวิตก็แจ้งไปที่บริษัทประกันได้เลย)  รวมทั้งสำนักงานประกันสังคมด้วย (น้องสาวดิฉันทำประกันสังคมเกิน 10 ปี  ก็ได้เงินมาทั้งหมดสองแสนกว่าบาท   ซึ่งรวมค่าฌาปนกิจด้วย)   สำหรับเรื่องบ้านและที่ดินก็ไปที่กรมที่ดิน   ซึ่งจะต้องทำเรื่องโอนให้ทายาท (เสียค่าธรรมเนียม 0.5%)  หากจะโอนให้ผู้จัดการมรดกก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 1% 

สำหรับสำเนาทะเบียนบ้าน  เนื่องจากน้องสาวดิฉันเป็นเจ้าบ้านและมีชื่อคนเดียวในบ้านที่ติดจำนองธนาคารอยู่   พบปัญหาค่อนข้างมาก   เพราะเขาบอกว่าถ้ามีชื่อหลายคน ก็ให้คนที่ยังอยู่มาเป็นเจ้าบ้านแทน  แต่เมื่อไม่มีใครก็ต้องให้คนที่เป็นเจ้าของบ้านที่มีชื่อในโฉนดเป็นคนมาดำเนินการ   ปรากฎว่าเป็นชื่อธนาคาร   ดังนั้นจึงทำอะไรไม่ได้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ   

ดังนั้นก่อนที่จะเสียชีวิตหากวางแผนต่าง ๆ ไว้เป็นอย่างดีแล้ว  คนที่อยู่ก็จะได้ไม่ต้องมีปัญหามากค่ะ