ศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 52 ผมไปเป็นวิทยากร เกี่ยวกับเรื่องดิน ที่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา มี ผจก.ธญา โบสุวรรณ สหกรณ์การเกษตร อ.ครบุรี เป็นเจ้าภาพ ...

อ.ครบุรี ส่วนใหญ่ปลูกข้าวมากที่สุด รองลงมาคือมันสำปะหลัง แล้วก็มีอ้อย กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามมา พืชผักมีแตงร้าน แตงกวา มากที่สุด ดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย มีดินเค็มที่เรียกว่าดินโป่งขาวอยู่บางพื้นที่บ้าง ... เกษตรกรเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรประมาณ 3 พันกว่าคน วันที่ผมบรรยายนี้ เป็นตัวแทน มา 269 คน ...

ผมบรรยายเกี่ยวกับ -พืชจะเจริญได้ดีต้องอาศัย 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ แสงแดด และฟ้าอากาศ ที่เหมาะสม -การตรวจโครงสร้างดินด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ -การบูรณาการ ปุ๋ยเคมี มูลไก่ มูลสุกร และสารปรับปรุงสภาพดิน เข้าด้วยกัน ...

ทั้งนี้เพราะปัญหาของเกษตรกรที่นั่นคือ ปุ๋ยเคมีราคาแพง ดินเสื่อมลง ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด(ของแท้) ราคาก็แพง จึงมีการนำมูลไก่จากฟาร์มเลี้ยงไก่ของเอกชนมาใช้ และจะมีการอบรมการทำปุ๋ยมูลสุกรหมักมาใช้อีก ผมให้หลักการว่า -เทคนิคทางการเกษตรที่ดีจะต้องมี 3 ข้อคือ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยั่งยืน ...

ผมบรรยายสลับกับร้องเพลงลูกทุ่งเก่า ๆ เพราะชุมชนนี้ไม่พูดภาษาอีสาน เลยร้องหมอลำไม่ได้ เวลาเสียงโทร.มือถือใครดัง ผมก็ส่ายเอวฟ้อนแขนตามเสียงริงโทน เป็นที่เฮฮาและปิดมือถือกัน เพราะอาย ...

บรรยายประมาณ 1 ชั่วโมง ตอบคำถามประมาณ 20 นาที ก็สมควรแก่เวลา พักเที่ยง ...

ท่านผู้จัดการมากล่าวขอบคุณ และขอให้ปรบมือแก่ผม เพราะผมมาบรรยายให้ฟรี และยินดีมาให้อีก ถ้าสนใจจะเชิญมา ผมก็ยืนยกมือไหว้รับ และกล่าวกับกลุ่มกรรมการสหกรณ์ว่า ไม่ได้มาฟรี แต่หน่วยเหนือเขาเบิกค่าน้ำมัน อาหาร และที่พักให้ฟรีอยู่แล้ว เลยไม่จำเป็นต้องเอาค่าบรรยายหรอก ทุกวันนี้ ก็กินภาษีราษฎรทุกเดือนอยู่มากแล้ว ...

เรื่อง "มันสำปะหลัง" นั้น ผมมาเกี่ยวข้อง ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นหัวหน้าแผนกกล้วยไม้นั้น เพราะปีงบประมาณ 2553-55 (3 ปี นับจาก 1 ต.ค. 52 นี้ไป) ผมได้รับทุนวิจัยจาก สกว. โดยผมเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยชุดใหญ่ เกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังด้วยเทคโนโลยีชีวภาพฯ ด้วย ซึ่งเป็นธรรมดาของนักวิจัยที่มักจะมีโอกาสได้รับทุนอุดหนุนวิจัย ต่างไปบ้าง แต่ก็อยู่ในกรอบการเพิ่มคุณภาพและผลผลิตด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ ...

ปัญหามันสำปะหลังที่ อ.ครบุรี เป็นเรื่อง "เพลี้ยแป้ง" ซึ่งรุนแรงมากครับ เป็นทุกไร่ และแทบจะไม่ได้ผลผลิตเลย ...

เกษตรกรบางรายที่หัวมันสำปะหลังโตอยู่ใต้ดินขนาดประมาณเท่าผักกาดหัวหรือเล็กกว่านิดหน่อย เขาจะฟันต้นทิ้งเลย แล้วใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดพ่นทั่วแปลง พอหัวมันสำปะหลังงอกต้นขึ้นมาใหม่ ก็จะหมดปัญหาเพลี้ยแป้ง ไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยวได้เลย ...

ผมได้ตอบคำถามเหล่านี้ว่า นี้เป็นการตัดวงจรแมลงศัตรูพืช ซึ่งก็คล้ายกับการปิดโรงเรียนเพื่อตัดวงจรโรคไข้หวัด2009 ทำนองนั้น ...แต่ถ้าจะให้ดีขึ้น ควรบำรุงพืชให้แข็งแรงด้วย และป้องกันกำจัดตามหลัก ระบาดวิทยา ด้วย เช่น ควบคุมกำจัดเมื่อ แรกพบที่ยังไม่มาก ฯลฯ เป็นต้น...

เพลี้ยแป้งจะลดลงมากยามโดนฝนตกหนัก แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบวิธีการปราบโดยการใช้สารเคมีพวกยาฆ่าแมลงที่ได้ผลเลย ในแปลงมันสำปะหลัง เกษตรกรบอกว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดและเกษตรต่าง ๆ (หมายถึงหน่วยพืชไร่ฯ) ก็ยังเอาไม่อยู่เลย เขาลองมาหมดทุกชนิดแล้ว ...

ซึ่งนักวิชาการเกษตรเรา จะต้องศึกษาโจทย์วิจัยนี้กันต่อไป ...

ผมไม่ได้นำภาพมาให้ชม เพราะก็เป็นภาพการบรรยายหน้าเวที และกับเกษตรกร ซึ่งคิดว่าก็คงไม่เป็นไร สำคัญที่ ไปทำจริงไหม ทั้งกาย และใจ ต่างหาก ....

อย่ามัวไปเอาหน้า หรือไปประเมินผลงานตาม KPI จาก ร่องรอยหลักฐาน ภาพถ่าย ที่โชว์งานที่ทำ กันมากเกินไปเลย ...เพลี้ยแป้งมันกำลังกินมันสำปะหลังของเกษตรกรจนจะหมดเกลี้ยงอยู่แล้ว... แน่จริง ลงไปประเมินที่แปลงมันสำปะหลังของเกษตรกรกับผมไหมล่ะ ให้ผมเลี้ยงข้าวฟรีก็ยังได้นะครับ... ฮิ ๆ ๆ

ตรงไป ตรงมา สไตล์ ...นะครับ

ด้วยความจริงใจครับ

...