ประทับโพธิบัลลังก์หรือพุทธบัลลังก์
เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อกลับมาเสวยพระกระยาหารจนพระวรกายกลับมามีพระกำลังขึ้นเหมือนเดิมแล้ว จึงทรงเปลี่ยนมาเริ่มบำเพ็ญเพียรทางใจต่อไป จนล่วงเข้าเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน วิสาขมาส หลังบรรพชาได้ 6 ปี นางสุชาดา ธิดานายบ้านอุรุเวลาเสนานิคม ได้นำข้าวมธุปายาสไปถวายพระองค์ขณะประทับอยู่ ณ ต้นไทรใกล้กับบ้านของนาง ด้วยคิดว่าพระองค์เป็นเทวดา เพราะวันนั้นพระองค์มีรัศมีผ่องใส จนเมื่อทรงรับเสวยข้าวมธุปายาสแล้ว จึงได้ทรงนำถาดทองคำไปอธิษฐานลอยในแม่น้ำเนรัญชรา

จวบจนเวลาเย็น ได้ทรงรับถวายหญ้ากุศะ[1] 8 กำมือ จากนายโสตถิยะพราหมณ์ ทรงนำไปปูลาดเป็นโพธิบัลลังก์ ณ ใต้ต้นอัสสถะพฤกษ์ (ซึ่งต่อมาหลังจากการตรัสรู้จึงได้ชื่อใหม่ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือ ต้นโพธิ์) ต้นหนึ่ง ริมฝั่งน้ำเนรัญชรา ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันพระปฤษฏางค์ (หลัง) ไปทางลำต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงอธิษฐานในพระทัยว่า"...หนัง เอ็น กระดูก จักไม่เหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระ จักเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ (การตรัสรู้) ด้วยความเพียรของบุรุษ (มนุษย์) ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย..."
[1] หญ้ากุศะ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmostachy bipinnata Stapf) เป็นหญ้าในวงศ์ Gramineae (Poaceae) มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย และเนปาล ชอบขึ้นในที่แห้งแล้งริมฝั่งแม่น้ำโดยจะขึ้นเป็นกอเหง้าใหญ่ ใบอวบรูปยาวเหมือนหอก ขอบใบคม ดอกเป็นช่อรูปพีระมิด หรือเป็นแท่งตั้งตรง แข็ง สีน้ำตาลอ่อน ออกดอกตลอดฤดูฝน ขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และแยกกอ
หญ้ากุศะเป็นหญ้าชนิดหนึ่งซึ่งถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากเนื่องจากเป็นหญ้าที่ปรากฏในพุทธประวัติว่าในวันก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เจ้าชายสิทธัตถะได้รับถวายหญ้าชนิดนี้จำนวน 8 กำมือจากพราหมณ์โสตถิยะ และเจ้าชายสิทธัตถะได้นำหญ้ากุศะไปปูรองนั่งเป็นพุทธบัลลังก์ ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ ทำให้ชาวพุทธถือว่าหญ้านี้มีความสำคัญมาก และจัดให้หญ้านี้เป็นต้นไม้สำคัญชนิดหนึ่งในพุทธประวัติ และชาวพุทธนิยมนำหญ้าชนิดนี้มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น นำมาทำเป็นที่ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เป็นต้น
หญ้ากุศะยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร คือ ใช้ทั้งต้นเป็นยาฝาดสมาน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ รากมีรสหวาน เป็นยาเย็น แก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย
สวัสดีค่ะ ดร. เมธา สุพงษ์
ชอบอ่านค่ะ เพราะดิฉันก็เคยดู
ภาพยนตร์เชิงสารคดี เรื่อง กำเนิดพระพุทธเจ้า
เป็น วีซีดี ดูหมดทั้ง 14 แผ่นเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับครูจิ๋ว เมื่อก่อนผมนึกถึงว่าทุกอย่างที่เราเรียนมาเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจึงรู้ว่าเป็นความจริงที่เราควรศึกษาและทำความเข้าใจ
สวัสดีค่ะ ดร.เมธา สุพงษ์
มาทักทายด้วยความปลื้มยินดีในธรรมะ
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2552 @ 19:01 หลังจากอ่านธรรมะของอาจารย์แล้ว
"...หนัง เอ็น กระดูก จักไม่เหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระ จักเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วย
กำลังของบุรุษ (การตรัสรู้) ด้วยความเพียรของบุรุษ (มนุษย์) ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย..."
ประกอบกับดิฉัน ดูภาพยนตร์เชิงสารคดี เรื่อง กำเนิดพระพุทธเจ้า นึกถึงตอน
"เจ้าชายสิทธัตถะได้นำหญ้ากุศะไปปูรองนั่งเป็นพุทธบัลลังก์ ในวันที่พระองค์ตรัสรู้" และอีกหลายๆตอนในสารคดี
เมื่อวานนี้ บอกตรงๆเลยว่าน้ำตาใหลพรากเลยค่ะ ขอบคุณอาจารย์ที่นำธรรมะมาให้บรรลุ และสัมผัสใจธรรมะของอาจารย์ได้ค่ะ
เพื่อดิฉันเอง จะได้เจริญรอยตาม ท่าน ดร.เมธา สุพงษ์และอรหันต์ทุกพระองค์ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างแน่นอนค่ะ
สวัสดีครับครูจิ๋ว
ขอบคุณครับ หวังว่าคงได้จะได้รับประโยชน์
มารับรู้เรื่องราว เรื่องพระพุทธเจ้าค่ะ ชอบมากเรื่องศาสนาพุทธของเรา
สวัสดีครับ คุณ มนัสนันท์
ขอบคุณที่มาเยี่ยม
หวัดดี (อีกรอบ) คับคุณลุง..
กู๊ดดี้ตามพี่ลีลาวดีมาติดๆๆ อิอิ
มาอ่านมาชมเรื่องราวพุทธศาสนาเราคับ..
ขอบคุณคับ..สำหรับสาระดีๆ น่าอ่าน น่าติดตาม..
สวัสดีคับ ลูกกู๊ดดี้
เรื่องราวในพุทธศาสนาเป็นสาระความรู้ที่ควรศึกษานะครับลูกกู๊ดดี้
สวัสดีค่ะ...มาเรียนรู้พระพุทธประวัติค่ะ...ได้ความรู้เรื่อง "หญ้ากุศะ" ด้วย...ดีจังเลยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาเผยแพร่...มีความสุขทุกวันของชีวิตนะคะท่าน ดร.เมธา สุพงษ์
ขอบคุณครับคุณ vij ที่เข้ามาอ่าน มีความสุขเช่นเดียวกัน
มาเยี่ยม มาชม
มาให้กำลังใจค่ะ
และด้วยความซึ้งในรสพระธรรม "ประทับโพธิบัลลังก์หรือพุทธบัลลังก์ "
cheer...
ขอบคุณครับ ครูจิ๋ว