“..หลับตาแล้วนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่พยายามหาเส้นทางให้ชีวิตของตัวเองผ่านกองความรู้ ที่มีความสูงเท่ากับภูเขาหิมาลัย เขาต้องก้าวเข้าไป ปีนข้ามหรือทำอะไรสักอย่างกับกองหนังสือกองใหญ่นั้น และก่อนที่เขาจะรู้ตัว เขาก็พบว่า เส้นทางชีวิตของเขาช่างมีทางเลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก มีข้อมูลมากหลายจนเขารับรู้ไม่หมด แล้วหากเราเป็นเด็กคนนั้นเราจะทำอย่างไร”

สัจจธรรมจากกองกระดาษเปื้อนหมึก (ตอนที่ 1) 

 

..หลับตาแล้วนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่พยายามหาเส้นทางให้ชีวิตของตัวเองผ่านกองความรู้ ที่มีความสูงเท่ากับภูเขาหิมาลัย เขาต้องก้าวเข้าไป  ปีนข้ามหรือทำอะไรสักอย่างกับกองหนังสือกองใหญ่นั้น และก่อนที่เขาจะรู้ตัว เขาก็พบว่า เส้นทางชีวิตของเขาช่างมีทางเลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก  มีข้อมูลมากหลายจนเขารับรู้ไม่หมด  แล้วหากเราเป็นเด็กคนนั้นเราจะทำอย่างไร 

 

 

 

หลังจากตามอ่านข้อเขียนของผู้อื่นมายาวนานนับ 10 ปี ผมพบว่า โลกเต็มไปด้วยกองกระดาษเปื้อนหมึกกองใหญ่ ทั้งข่าว นิตยสารแฟชั่น นิยายที่หาสาระไม่ได้ และเรื่องเล่าที่แต่งได้ห่วยแตกอีกกองพะเนิน ไม่รู้ว่าเราต้องทนอ่านหนังสือ หรือกระดาษเปื้อนหมึกที่เขาเรียกกันว่าหนังสือนั้นไปอีกนานแค่ไหน

ยิ่งอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ยิ่งพบว่าสับสนมากขึ้นเท่านั้น สับสนด้วยถ้อยคำของผู้อื่น ผมหลับตาแล้วนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่พยายามหาเส้นทางให้ชีวิตของตัวเองผ่านกองความรู้ ที่มีความสูงเท่ากับภูเขาหิมาลัย เขาต้องก้าวเข้าไป ปีนข้ามหรือทำอะไรสักอย่างกับกองหนังสือกองใหญ่นั้น และก่อนที่เขาจะรู้ตัว เขาก็พบว่า เส้นทางชีวิตของเขาช่างมีทางเลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก มีข้อมูลมากหลายจนเขารับรู้ไม่หมด แล้วหากเราเป็นเด็กคนนั้นเราจะทำอย่างไร

ผมตอบคำถามนี้ของตัวเอง แต่ก่อนที่จะตอบได้ผมเสียเวลาตามอ่านสิ่งที่ผู้อื่นเขียนมานานนับสิบปีจนได้ข้อสรุปว่า เราไม่สามารถอ่านทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกได้ แม้ว่าเราจะอ่านหนังสือได้เร็วแค่ไหนก็ตาม

 ผมมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า  หากไม่ได้อ่านอะไรสักอย่างหนึ่งในแต่ละวัน เหมือนพลาดอะไรสักอย่างไป แล้วผมก็ได้เข้าใจว่า การที่ไม่ได้อ่านหนังสือสักวันหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่เลย

มีหนังสือจำนวนน้อยเล่มที่ทำให้ผมอ่านแล้ว เกิดความรู้สึกตื่น เหมือนกินยากระตุ้นเข้าไปเม็ดใหญ่ หรือยาม้าเข้าไปสักเม็ดหนึ่ง แต่นั่นแหละนาน ๆ จึงจะมีสักเรื่อง

หนังสือบางเล่มเป็นเรื่องที่หลายคนบอกว่าแต่งได้เยี่ยม แต่อ่านแล้วก็ตามยังผิดหวังอยู่บอกให้รู้ว่าถ้อยคำโฆษณาของผู้คนที่ประกอบด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจเชื่อถือจริงจังไม่ได้ เมื่อก่อนเราเชื่อว่าหนังสือที่ได้พิมพ์จะต้องมีความดีบางอย่างอยู่ ไม่งั้นบรรณาธิการคงไม่พิมพ์มันออกมาแต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า หนังสือต่าง ๆ ออกกันมามากจนบรรณาธิการแทบจะเหมือนเด็กอมมือ เขาแทบจะไม่ได้อ่านต้นฉบับเลยหรืออย่างไร ?

 หรือว่าปัจจุบันมีการลอกผลงานของผู้อื่นกันอย่างแพร่หลาย ส่วนหนึ่งก็มาจากการอ่านที่มากเกินไปจนหลอมรวมทำให้ใช้กระบวนท่าออกมาโดยไม่รู้ตัวว่าไปหยิบของสำนักไหนมาใช้ หากไม่อ่านแล้วจะเอาข้อมูลที่ไหนมาเขียน ไม่อ่านของเขามาก่อนจะเขียนเหมือนเขาได้อย่างไร

 ผมก็ตั้งคำถามแล้วก็ตอบได้ว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วหากคุณจะเขียนอะไรสักอย่างหนึ่งมันมิได้เกิดมากจากการอ่าน แต่มันเกิดมาจากการที่คุณรู้สึกอยากเขียน อยากเล่า อยากถ่ายทอดอะไรสักอย่างหนึ่งที่คุณรู้สึกและเข้าใจมันจริง ๆ ออกมา มันอาจจะออกมาจากการเดินทางไปพบเห็นโลกการได้สัมผัสลึก ๆ ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละวันชีวิตตัวเองหรือคนรู้จักคนที่พบเห็น หากเราเป็นคนที่มีดวงตาของคนชอบขบคิด เราจะมองเห็นข้อมูลสำหรับเขียนที่เป็นของเราเองและไม่ต้องไปลอกเลียนของใครเขาให้อายคน หากมันจะตรงกันบ้างก็ช่างมันสิ เราบริสุทธิ์ใจคนเรามองเห็นเหมือนกันได้ แต่คงไม่ถึงกับลอกกันมาทุกคน กลิ่นอายอาจคล้ายกันได้ก็เรื่องราวทั่วโลกเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนก็เกิดขึ้นคล้าย ๆ กัน มุมใดมุมหนึ่งของโลกอาจจะเกิดเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาจริง ๆ เรื่องราวที่เห็นคล้ายกัน แต่ไม่มีทางที่จะเขียนออกมาได้เหมือนกันเป๊ะ เกือบทุกบรรทัด ชีวิตมันทำให้แตกต่าง คนถ่ายทอดทำให้แตกต่าง สำนวนทำให้แตกต่าง ลีลาในการเล่าทำให้แตกต่าง ฉะนั้นเมื่อคุณเขียนด้วยตัวเองจริง ๆ ไม่ได้ไปลอกใครเขาแม้มันจะตรงกันกับหนังสือคนอื่น เชื่อเถอะว่า มันเป็นไปได้ แต่คงไม่มีใครบอกว่าคุณลอกเขามาหรอก เพราะมันจะต้องมีสัญลักษณ์อะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวคุณเอง ที่ทำให้ผู้อ่านรู้ได้เมื่ออ่านหนังสือของคุณ เหมือนกับทีใครสักคนหนึ่งปรุงรสแกง สูตรเดียวกันรสมือต่างกัน แม้คนหนึ่งพันคน  ก็ปรุงได้รสมือต่างกัน ฉันใดก็ฉันนั้น

  วิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะเป็นนักเขียนก็คือเขียนมันออกมา เล่าตามแบบที่คุณอยากเล่า แบบที่เป็นตัวคุณเอง ไม้ต้องไปสนใจว่าบรรณาธิการจะคิดอย่างไรหรือคนอื่นจะคิดอย่างไร สนองความอยากเขียนให้สำเร็จ จากนั้นค่อยเอาให้คนอื่นอ่าน เล่มนี้ไม่ดังหนึ่งร้อยเล่มมันก็มีคนรู้จักไปเองนั่นแหละอย่าหวังมากว่าเขียนเล่มเดียวแล้วได้รางวัล อย่างนั้นกดดันเกินไป อย่างยาย อกา ธา คริสตี้ ตอนเขียนก็มีหลายเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกไม่ได้เรื่อง แต่หลายเรื่องก็โดนใจ อาศัยว่างานแกเขียนไว้เยอะต่างหาก เขียนแล้วเย็บเล่มเก็บเอาไว้อ่านเองหรือพิมพ์แจกจ่ายกันอ่านก็ช่างมันเถอะ ให้ได้เขียนก่อน ไม่ต้องไปสนใจว่าจะดีหรือไม่ดี นั่นมันหน้าที่คนอ่าน พัฒนาตัวตนของคุณออกมาให้มากที่สุดวันหนึ่งเราจะมีงานเขียนเป็นอกลักษณ์ที่ ไม่ต้องง้อนักเขียนใหญ่ยักษ์ท่านไหน คนธรรมดาก็ยิ่งใหญ่ได้ด้วยการค้นพบความสามารถของตัวเอง ผมว่าผมจะหยุดอ่านแล้วละ ได้เวลาลงมือเขียนเสียที เออ นี่ผมก็เขียนมาแล้วหลายหน้านี่หว่า.