อื้ม ทั้งโง่ ทั้งชั่วเลยนะ อย่างนี้เขาเรียกว่า "เจริญ" ยกกำลังสอง (ต่อยอดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของท่าน ใบไม้ร้องเพลง ในบันทึก ความโง่ กับแสงสว่างที่ปลายทาง... )
ยกกำลังสองอย่างไร...?
ยกแรก คือ เมื่อรู้ว่าตนเองโง่แล้ว ก็แสดงว่าเห็นหนทางสว่างแห่งทางที่ "หายโง่" แล้ว
ยกสอง คือ เมื่อรู้ว่าตนเองเลวแล้ว ก็แสดงว่าเห็นหนทางสว่างแห่งทางที่จะ "หายเลว" แล้ว
คนเรานั้นจะมีความสุขขึ้นอีกมากหากเห็นหนทางที่จะหนตนให้หายโง่และหายเลว
ใครเขานั้นจะมีความสุขเท่ากับ เพราะชีวิตเรามีโอกาสทั้งหายโง่และหายเลว
โอกาสดีมีแล้วนะ อย่าเผลอลืมโอกาสนี้ไป
โอกาสดีมีแล้ว ที่เรากล้ามองเหรียญอีกด้านหนึ่งอย่างเด่นชัด
ที่จริงเหรียญด้านนี้มันก็หงายมาให้เราลองอยู่ตั้งนานแล้วแหละ แต่เราทำเป็น "เมิน" ไม่อยากมอง ไม่อยากยอมรับ
ยอมรับนะ จะได้ "พิจารณา" อย่างถ่องแท้
ความสุขใดเล่าจะเท่ากับความสุขที่เรารู้จักตน
ความสุขใดเล่าที่ได้เกิดมาเป็นคน ความสุขล้นเหนือ "สงบ" นั้นไม่มี...
คนที่มองคนอื่นว่าโง่ ก็คือคนที่สำคัญตนเองว่า "ฉลาด"
คนที่มองคนอื่นว่าเลว ก็คือคนที่สำคัญตนเองว่า "ดี"
เมื่อชีวิตเราต้องอยู่นั้นเราต้องอยู่ต้องเรียนรู้กับทั้ง "คนฉลาด" และ "คนดี..."
เมื่อคนอื่นโง่หมด แล้วเราจะไปเรียนรู้กับใครเล่า...?
เมื่อคนอื่นเลวหมด แล้วเราจะไปอยู่กับใครได้เล่า...?
เมื่อเราคิดอยู่แต่ว่า เฮ้ย คนนั้นก็โง่ คนนี้ก็เลว เราก็ต้องอดทนอยู่กับสังคมเลว ๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่ถ้าหากเราคิดอยู่ว่า เฮ้ย คนนั้นก็ดี คนนี้ก็ฉลาด เราก็มีความสุขและสนุกอยู่กับสังคมในทุก ๆ ลมหายใจ
คนเรามันติดอยู่กับความคิดตรงนี้ จุดนี้ ความคิดของเราถึงไม่ก้าวหน้า
เมื่อเราคิดเสียได้ว่าทุก ๆ คนรอบตัวเราดี สังคมเราดี โลกนี้เราก็ดี ชีวิตน้อย ๆ นี้เราก็จะอยู่ได้อย่างเป็นสุข
การมองโลกในแง่ดีนั้นมีประโยชน์นะ
การมองโลกในแง่ดีเป็นการเพิ่มพลังให้กับ "ชีวี" และสามารถทำให้ชีวิตนี้ก้าวไปได้อย่างมี "พลัง..."
ความสดใสของโลกอยู่ที่ความคิดของเราเนี่ยแหละ
ถ้าเรามองทุกสิ่งทุกอย่างสดใส ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สดใส
ถ้าเรามองทุกสิ่งทุกอย่างดำมืด ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สกปรก โสมม ไปทั้งนั้นแหละ
แต่แท้ที่จริง "สรรพสิ่ง" ก็อยู่ของเขาอย่างนั้น สรรพสิ่งก็อยู่อย่าง "ธรรมดา" และเป็น "ธรรมชาติ" ของเขาอย่างนั้น
เรานี้เองที่ใช้ความคิดของเราไปตัดสิน "สรรพสิ่ง" ว่าดี ว่า "เลว..."
คิดดี พูดดี และทำดีนะ แล้วชีวิตนี้จะ "สงบ..."

การยอมรับไม่ใช่ว่าทำได้ตลอดเจ้าค่ะ
พอสติมีกำลัง ก็จะเห็นตัวชั่ว มันค่อย ๆ ผอม ลง ๆ
ตอนที่สติไม่มีกำลัง ได้แค่เห็น อยากจัดการ แต่ทำอะไรไม่ได้
เหมือนยืนดูคนจะฆ่ากันตาย
แต่เราช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่เสียใจ
หนักกว่านั้นคือ ขาดสติ ไม่เห็น ไม่รู้
แต่เผลอทำชั่วไป แล้วมาเสียใจหนัก
ถ้าไม่มีสติโอกาสจะพลาด สูงมากที่จะทำผิด
พยายามเจ้าค่ะ พยาม ๆ หายใจให้สบาย
ฝึกยิ้มให้ได้จากข้างใน ไม่ใช่แค่ แสยะริมฝีปาก
ซึ่งตรงกับใจ แต่ให้สำรวมกาย วาจา
ครูท่านสอนดี หากคุณความดีพอมี ขอถวายแด่ท่าน
หากสิ่งใดผิดพลาดไปขอน้อมไว้เป็นความโง่เขลา
ของผู้ขาดสติ จะน้อมมา พิจารณา
ปรับปรุงใจ ต่อไป สาธุเจ้าค่ะ
สาูธุ
ถูกต้อง ถูกต้อง
เมื่อก่อนมีเหตุร้อยครั้ง ยอมรับได้หนึ่งครั้งก็ถือว่า "ดี"
วันนี้มีเหตุร้อยครั้ง ยอมรับได้สองครั้งก็ถือว่า "เยี่ยม"
พรุ่งนี้มีเหตุร้อยครั้ง ยอมรับไม่ได้สักครั้งก็ถือว่า "แย่..."
ทำไปเรื่อย ๆ อย่าให้ "ขาดทุน" มีทุนเท่าไหร่ตั้งใจไว้
อย่างน้อยทำให้ได้เท่าเดิม แล้วค่อย ๆ เพิ่ม ค่อย ๆ เติมไปทีละก้าว...
ศีล นะ ศีล Re-check ศีลของตัวเองบ่อย ๆ
ก่อนจะ "แยกเขี้ยว" ใส่ใคร ก็ขอให้ "ยิ้ม" กับตัวเองก่อน...
ถ้าทนไม่ไหวให้เดินไปในห้องน้ำ
แล้ว "ยิ้ม" ใส่กระจก
ถ้ายิ้มไม่ออกก็ให้เอานิ้วชี้ขึ้นมาสองข้าง (ล้างก่อนนะ เดี๋ยวไม่ถูกหลักอนามัย) แล้วดึงมุมปากให้แยกออก
ถ้ายังไม่หายก็ดึงไปอย่างนั้นแหละ (ระวังคนรอเข้าห้องน้ำ)
ถ้ายังไม่หาย "ห้ามร้องเพลงนะ" เดี๋ยวเขาหาว่าบ้า จะมีคนมา "ด่า" ซ้ำสอง
ถ้ายิ้มได้แล้ว ก็ยิ้มมันอย่างนั้น ค้างออกมาจากห้องน้ำเลย
ยิ้มแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ ยิ้มให้หนังสือ ยิ้มให้ปากกา ใครจะด่าว่า "บ้า" ก็ยิ้มให้เขาแล้วก็ "ขอบคุณ..."
เอ่... พิมพ์ไปพิมพ์มา สงสัยคนพิมพ์เริ่มจะ "ใกล้บ้า" เพราะแนะ เพราะนำ ให้ "ยิ้ม" แบบบ้า ๆ
แต่คนบ้านี่ดีนะ ใครด่าก็ยิ้ม ใครชมก็ยิ้ม ยิ้มไปเรื่อย
ลองเป็นคน "บ้ายิ้ม" ดูสักหน่อย แล้วชีวิตจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเพราะใจ "ยิ้ม..."
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ตอนนี้กำลังยิ้ม
พิมพ์ไปยิ้มไป แอบขำเล็ก ๆ
แล้วจะได้เก็บรอยยิ้ม แบบนี้ ไป แบ่งปันบ้าง
ใครไม่ยิ้ม แต่เรายิ้ม พร้อมสูดลมหายใจเข้าให้สบาย
ยิ้มไว้ไม่เสียตังค์
ขำใหญ่ ๆ ก็ได้ ไม่ต้องอาย เต็มที่เลย...
คนหัวเราะทั้งวันไม่บ้านะ แต่คนที่หน้าบึ้งทั้งวันนี้มีโอกาส "บ้า..."
ยิ้มไปเรื่อย ๆ ยิ้มไปอย่างนี้แหละ
ใครจะยิ้มก็ช่าง ไม่ยิ้มก็ช่าง เรายิ้มของเรา "สบาย" ดีเน๊อะ...