สถานที่ใดก็ตามที่ประกอบด้วยบุคคลที่ยึดหลักธรรม เป็นหลักในการดำเนินชีวิต สถานที่นั้นจะสงบร่มเย็นมีแต่ความสุข

ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้าในสังคมไทย  ขณะที่รัฐบาลดำเนินนโยบายการศึกษา  3 ดี คือ ดีด้านความเป็นประชาธิปไตย  ดีด้านคุณธรรมและความเป็นไทย  ดีด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด  การบริหารแนวพุทธน่าจะป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับสถานศึกษาที่จะดำเนินการนโยบายดังกล่าวให้สำเร็จ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกัน

    หลักการเพื่อการบริหารจัดการในสถานศึกษาตามการบริหารแนวพุทธ  คือการนำธรรม มาช่วยในการบริหารตลอดจนการปลูกฝัง ส่งเสริมให้บุคลากร นักเรียน ได้มีหลักธรรมในการดำเนินงานหรือการดำเนินชีวิตประจำวัน  เพราะหลักธรรม ทำให้มนุษย์รู้จักการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องนั่นคือการดำเนินชีวิตที่นำมา ความสงบสุขมาสู่ตนและสังคมโดยส่วนรวม สถานที่ใดก็ตามที่ประกอบด้วยบุคคลที่ยึดหลักธรรม เป็นหลักในการดำเนินชีวิต สถานที่นั้นจะสงบร่มเย็นมีแต่ความสุข ไม่มีการเบียดเบียนกัน ไม่มีการให้ร้ายป้ายสีกัน ไม่มีการอาฆาตพยาบาทจองเวรกัน มีแต่ความเมตตา อภัยซึ่งกันและกัน แนะนำในสิ่งที่พึงกระทำและหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พึงกระทำ บุคลที่อยู่ในสถานที่นั้นย่อมเป็นสุข และทำให้สังคมเกิดความสงบสุขที่อยู่ในสถานที่นั้น  ซึ่งพอจะสรุปเป็นประเด็น   ดังนี้   

1. หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในการบริหารงาน  

             อิทธิบาท 4 เป็นธรรมที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดความสำเร็จ บุคคลผู้ใดยึดหลักอิทธิบาท ๔ ในการเรียน การทำงาน หรือการบริหารกิจการ ย่อมทำให้งานที่กำลังดำเนินอยู่หรือรับผิดชอบอยู่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมี ๔ ประการ  ดังนี้

ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ และถ้าจะให้เข้าใจง่ายต้องแปลว่า ความรักงาน

 หรือเต็มใจทำ เมื่อคนเรามีความรักงานเราก็ย่อมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเต็มที่

วิริยะ คือ ความเพียรพยายามหรือแข็งใจทำ     ซึ่งไม่ได้หมายความว่าฝืนใจ

ทำแบบซังกะตาย แต่หมายถึงทำงานด้วยความเข้มแข็ง กล้าสู้ไม่ว่างานจะลำบากมากมายเพียงใด พยายามทำเต็มที่ โดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยาก

จิตตะ คือ ตั้งใจทำ หมายถึง คิดถึงงานที่ได้ลงมือทำไว้แล้วตลอดเวลา เราใจ

จดจ่อที่งานนั้น ไม่ทิ้งงานพยายามหาทางปรับปรุงให้งานก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่างานจะใหญ่ จะยาก จะมากแค่ไหน ก็สำเร็จลงได้ง่ายเพราะใจสู้งาน

            วิมังสา เข้าใจทำนั่นคือทำงานด้วยการใช้ปัญญา ทำงานอย่างฉลาด คนเราถึงจะรักงานเพียงใด พากเพียรเพียงใด เอาใจจดจ่ออยู่กับงานเพียงใด ถ้าขาดปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ แทนที่งานจะสำเร็จ อาจไม่สำเร็จตามที่มุ่งหวัง

            ดังนั้น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตามจะต้องประกอบด้วย พอใจทำ แข็งใจทำ ตั้งใจทำ และเข้าใจทำ หรือ ฉลาดทำ

2. หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในการบริหารตน

           ฆราวาสธรรม เป็นหลักธรรมที่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจำเป็นจะต้องมีไว้เพื่อเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต เหมือนเป็นอาภรณ์ประดับกายที่มีค่า ทำให้เป็นคนที่มีลักษณะน่าเชื่อถือ น่าเคารพ น่าศรัทธา น่าไว้วางใจ เป็นหลักธรรมที่เสริม และไปด้วยกันดีกับอิทธิบาท 4 ทำให้เพิ่มพลังในการทำงาน  ดังนี้

๑ สัจจะ คิดทำอะไรให้จริงจังและจริงใจ ทุ่มหมดตัว ไม่ยั้ง ไม่เหยาะหยะ ได้แก่        

     ๑.๑ จริงต่อหน้าที่ บุคคลไม่ว่าสถานะใดต้องมีหน้าที่ทุกคน เมื่อรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนแล้ว ก็รับผิดชอบและทำหน้าที่ของตนอย่างจริงจัง

     ๑.๒ จริงต่องาน เมื่อบุคคลมีหน้าที่ก็ต้องมีงานตามมาคนที่จริงต่อการงานไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่อะไรก็ทุ่มทำงานในหน้าที่นั้นให้หมดตัว ถ้าเราทำงานแล้วทุ่มหมดตัว งานก็ต้องสำเร็จเช่นกัน ทำงานแต่ละชิ้นต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งหมายความว่าที่ดีสุดเท่าที่เวลาอำนวย ดีที่สุดสำหรับอุปกรณ์ที่หามาได้ในตอนนั้น ดีที่สุดเท่าที่งบประมาณกำหนดมาให้ เมื่อคิดว่าดีที่สุดแล้วก็ทุ่มทำเต็มที่ ฝึกให้เคยต่อไปก็จะเกิดความคล่องขึ้นเอง

    ๑.๓ จริงใจต่อเวลา รู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่า   เรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ควรทำเสียเวลาเปล่า เวลาที่ผ่านไปมันไม่ได้ผ่านไปเปล่า ๆ มันเอาอายุ เอาชีวิตของเราไปด้วย

    ๑.๔ จริงต่อบุคคล นั่นคือคบกับใคร ก็คบกันจริง ๆ ไม่ใช่คบกันเพียงแต่มารยาท หรือต่อหน้าสรรเสริญ ลับหลังนินทา

    ๑.๕ ตรงต่อความดี คือ จริงใจต่อคุณธรรมความดี จะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเพื่อน หรือทำตามหน้าที่ ต้องมีคุณธรรมกำกับด้วย อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน

๒. ทมะ คือ การข่มใจ   เป็นการรู้จักบังคับใจต่อตัวเอง     หรือฝึกปรับปรุงตัวเอง

เรื่อยไป  ควรจะบังคับตัวเองหรือฝึกตนเองในการแก้นิสัย นิสัยใดที่รู้ว่าไม่ดีก็ต้องรีบแก้ เช่น นิสัยของความเกียจคร้าน ต้องฝืนใจให้ได้ ฝึกฝนอยู่บ่อย ๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ช้าก็จะคุ้นจนไม่รู้สึกว่าฝืนใจทำงาน นิสัยเสียอื่น ๆ ก็เช่นกัน    เมื่อได้ข่มใจฝึกปรับปรุงตัวเองเรื่อย ๆ ไป ก็ย่อมจะเป็นที่รักแก่คนทั่วไป ไม่มีพิษมีภัยกับใคร

๓. ขันติ คือความอดทนเป็นลักษณะบ่งถึงความเข้มแข็งทางใจ ขันติมี ๔ ลักษณะ

    ๓.๑ อดทนต่อความลำบากตรากตรำ ได้แก่ อดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ฝน

จะตก แดดจะร้อน อากาศจะหนาว หรือภูมิประเทศจะแห้งแล้งอย่างไรก็ทนได้ทั้งสิ้น

    ๓.๒ อดทนต่อความทุกขเวทนา คือ ทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย

    ๓.๓ อดทนต่อความเจ็บใจ คือ ทนต่อการดูถูกว่ากล่าวกระทบกระเทียบ

เปรียบเปรย การกระทำให้เจ็บอกเจ็บใจ

    ๓.๔ อดทนต่ออำนาจกิเลส หมายถึง การไม่เอาแต่ใจตัว อดทนต่อสิ่งยั่วยวน

หรือความฟุ้งเฟ้อต่าง ๆ 

๔ จาคะ แปลว่า เสียสละ หมายถึง   ตัดใจหรือตัดกรรมสิทธิ์ของตน    ตัดความยึดถือ ความเสียสละมี 2 นัย

    ๔.๑ สละวัตถุ หมายถึง การแบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันใช้ รวมทั้งการทำบุญให้ทานด้วย

   ๔.๒ สละอารมณ์ หมายถึง ไม่ผูกโกรธใคร ใครจะทำให้โกรธ เราก็อาจจะดุด่าว่ากล่าวกันไป แต่ไม่ผูกใจโกรธไม่คิดจะตามจองล้างจองผลาญ

หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา  คือ

              อริยสัจ ๔ หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการในการดำเนินชีวิตของบุคคลหรือการบริการกิจการต่าง ๆ   มักจะประสบกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการ ซึ่งถ้ามีหลักธรรมต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วเป็นหลักยึดเพื่อการประพฤติปฏิบัติบุคคลผู้นั้นก็ย่อมจะผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ และประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด สาระสำคัญยิ่งของอริยสัจ  ๔  มีดังนี้

               ๑ ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุนานาประการ

               ๒ สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ซึ่งเกิดจากตัณหาทั้งหลาย

               ๓ นิโรธ คือ ความดับทุกข์ โดยการดับตัณหาให้หมดจะเป็นภาวะที่ปลอดทุกข์

               ๔ มรรค คือ วิถีทางในการดับทุกข์ ได้แก่ ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกข์หมดไป นั่นคือ อริยมรรค ๘ ประการ

            จากสาระสำคัญของอริยสัจ ๔ สามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งในการดำเนินชีวิตและการบริหารกิจการต่าง ๆ โดยการทำเป็นตารางแก้ปัญหาด้วยอริยสัจ ๔ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นพุทธวิธีในการแก้ปัญหา

 4. หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์  ในการบริหารงานของสถานศึกษา ความสัมพันธ์ถือมีความสำคัญ ไม่ว่ากับบุคลหรือสังคมโดยใช้หลัก สังคหวัตถุ 4 ดังนี้ คือ

     สังควัตถุ ๔เป็นธรรมที่เสริมสร้างเสน่ห์ให้แก่ตนเอง ทำให้เป็นที่รักของคนทั่วไป ช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ซึ่งมีส่วนช่วยในการดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ต้องการ สังควัตถุมี 4 ประการคือ           

         1. ทาน คือ การให้ ซึ่งต้องมาจากจิตใจที่มีความเอื้อเฟือเผื่อแผ่ หรือ ความโอบ-

อ้อมอารี การให้ดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งของ เงินทอง ความรู้ ความเข้าใจวิทยาการต่าง ๆ

          2. ปิยวาจา คือ การพูดจาที่น่ารัก น่านิยมยกย่อง พูดด้วยวาจาสุภาพ อ่อนโยน

ไพเราะ ชี้แจงด้วยเหตุผลแยบยลที่ทำให้เกิดประโยชน์และสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน

          3. อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์หรือทำประโยชน์แก่บุคคลอื่น ๆ นั่นคือ

ประพฤติหรือกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน มีการช่วยเหลือกันโดยให้กำลังกายกำลังใจ กำลังความคิด และกำลังทรัพย์

           4. สมานัตถตา คือ การวางตนให้เหมาะสม วางตนเสมอต้นเสมอปลายมีกิริยา

อัธยาศัยเหมาะสมกับฐานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน

            กล่าวโดยสรุปสำหรับสังคหวัตถุ 4 คือธรรมที่ช่วยในการสร้างมนุษยสัมพันธ์นั่นเอง ซึ่งประกอบด้วย  1. โอบอ้อมอารี     2. วจีไพเราะ  3. สงเคราะห์ประชาชน   4. วางตนพอดี