การยอมรับตนเองเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นจุดอ่อนหรือจุดบอดหรือข้อผิดพลาดของเรา แต่ถ้าเมื่อใดเรากล้ามองในสิ่งที่เกิดขึ้น มองอย่างพินิจพิจารณา เราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา

Half Day Conference  แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว  โรงพยาบาลขอนแก่น-โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 30 ก.ย. 52

 

"ทำอย่างไรเมื่อต้องคุยกับคนไข้เรื่องเพศและทำอย่างไรเมื่อหมอไม่รู้"

 

        วันนี้ case conference ทำโดยพญ.วริสรา  เป็น case เด็กนักเรียนหญิงวัยรุ่นมาปรึกษาด้วยเรื่องตกขาว  แต่จากการซักประวัติเพิ่มเติม  พบว่าผู้ป่วยมีประวัติเพศสัมพันธ์กับแฟนที่อยู่ในวัยทำงาน  ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย  ทานยาคุมกำเนิดเฉพาะช่วงที่มีเพศสัมพันธ์  ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ  เป็น case ที่น่าสนใจแม้ว่ารายละเอียดจะมีไม่มากนัก  ทุกคนได้มีโอกาสอภิปรายและแสดงความคิดเห็น

 

ประเด็นจาการอภิปรายกัน  ประเด็นแรก คือ  ทำอย่างไรกับการที่ต้องคุยเรื่องเพศกับคนไข้  

  •  เรื่องเพศในสังคมไทยมีค่านิยมว่าเป็นเรื่องที่ปกปิดและน่าอับอาย  ฉะนั้นเวลาที่ผู้ป่วยมาปรึกษาเรื่องดังกล่าว  แพทย์บางท่านโดยเฉพาะผู้หญิงหรือแพทย์จบใหม่จะรู้สึกอึดอัด เขินอายที่จะพูดคุยกับคนไข้  ซึ่งความอึดอัดดังกล่าวนั้น ก็น่าจะเกิดกับแพทย์ทุกคนไม่มากก็น้อย  แต่ต้องต้องรับรู้และเท่าทันความอึดอัดและเขินอายที่เกิดขึ้น
  • เราต้องยอมรับกับตนเองก่อนว่า เรื่องเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติที่พบในมนุษย์  ไม่ใช่เรื่องน่าอาย  แต่สามารถพูดคุยได้ในสถานที่และเวลาที่เหมาะสม
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจมาโรงพยาบาลมักจะตัดสินใจและเต็มใจที่จะเล่าเรื่องหรือปัญหาให้แพทย์ฟังอยู่แล้ว  เพียงแต่เราแสดงความตั้งใจฟัง  ผู้ป่วยก็มักจะเล่าเรื่องราวออกมาเอง
  • การฟังเรื่องราวของคนไข้  คงต้องฝึกฟังด้วยการไม่ตัดสินและอยากเรียนรู้  บางครั้งท่าทางของแพทย์ทั้งที่เป็นภาษาหรือท่าทางที่บ่งบอกว่าสงสัยหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้ป่วยเล่า  โดยเฉพาะเรื่องเพศที่มีความหลากหลายเช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ  ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าเล่า  เพราะถูกมองว่าผิดธรรมชาติและไม่คิดว่าแพทย์อยากจะฟังเรื่องราวของตน
  • การถามเรื่องเพศ  ให้ถามตรงๆ  เช่น "อยากคุยเรื่องนี้หรือไม่"  "เคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่"  ไม่ควรใช้คำพูดที่ไม่ตรง เช่น "คุณเคยอย่างนั้นกับผู้ชายหรือไม่"
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีความไว้วางใจกับแพทย์ที่มีเพศเดียวกับตน  โดยเฉพาะการตรวจร่างกาย  มีบางกรณ๊ที่ผู้ป่วยไม่ยอมให้แพทย์เพศตรงข้ามกันตรวจร่างกาย  อาจจะใช้รูปที่แสดงลักษณะอาการของโรคให้ผู้ป่วยดู
  • ถ้าคิดว่าเกินความสามารถของตน  อาจจะ refer ผู้ป่วยไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  เช่น สูตินรีแพทย์  แพทย์ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ

 

ประเด็นที่สอง ก็คือ ทำอย่างไรเมื่อแพทย์คุยกับผู้ป่วยในเรื่องที่เราไม่รู้หรือมีประสบการณ์มาก่อน  โดยเฉพาะเรื่องเพศ  และเราสามารถบอกได้หรือไม่ว่าเราไม่รู้  มันจะทำให้ผู้ป่วยไม่เชื่อใจแพทย์หรือไม่

  • เราต้องยอมรับในความไม่รู้ของเรา  ความไม่สมบูรณ์ที่มีอยู่ในทุกคน  เราเองก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง  การที่เราจะยอมรับกับเรื่องที่ไม่รู้   ก็ขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นเรากำลังคุยกับใคร  เรื่องนั้นมีความสำคัญกับเราแค่ไหน  ลึกๆแล้วเรากลัวเสียหน้ากับเรื่องที่เราไม่รู้  กลัวคำพูดที่ว่า "แค่นี้ก็ไม่รู้"
  • การยอมรับตนเองเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นจุดอ่อนหรือจุดบอดหรือข้อผิดพลาดของเรา  แต่ถ้าเมื่อใดเรากล้ามองในสิ่งที่เกิดขึ้น  มองอย่างพินิจพิจารณา  เราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา
  • การพูดคุยกับคนอื่นในสิ่งที่เราไม่รู้  เราจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินตนเองหรือกล่าวโทษตนเอง  แต่หากเราพูดคุยในเรื่องที่เรารู้แล้ว  เราก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินคนอื่น  หรือปิดกั้นไม่รับฟังด้วยความคิดที่ว่า  "รู้แล้ว"
  • ถ้าเราไม่รู้  ก็บอกผู้ป่วยไปว่า "ไม่รู้" แต่ไม่รู้ไม่ใช่แสดงว่าเราไม่ใส่ใจ  เราอาจจะใช้คำพูดต่างๆที่แสดงความใส่ใจ  เช่น

        "หมอไม่รู้นะ เล่าให้หมอฟังหน่อยสิ"

        "หมอเองก็ไม่แน่ใจ  เล่าให้ฟังสิ"

        "หมอเองก็ไม่รู้  แล้วหมอจะค้นหาคำตอบให้เพื่อมาคุยกันในวันหลัง"

  • เมื่อเราบอกคนไข้ว่า "ไม่รู้"  เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น  ผู้ป่วยบางคนที่ต้องการความชัดเจน  ก็อาจจะไม่กลับมาหาอีก  แต่ผู้ป่วยที่ยังมีสัมพันธภาพที่ดี  ก็อาจจะกลับมาหาเราก็ได้   ผู้ป่วยเองก็มีทางเลือกในการรักษาเช่นกัน
  • ถ้าเราพยายามอธิบายในสิ่งที่ไม่รู้จริงๆ  อาจทำลายความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือของแพทย์ที่ผู้ป่วยมีต่อแพทย์ได้เช่นกัน