วันนี้ฝนตกพรำๆทั้งวันไม่มีเวลาเว้นช่วงที่จะพักว่าง  มองดูเม็ดฝนที่หยดเรียงรายกันอย่างไม่ขาดระยะอย่างชุ่มชื่นเย็นช่ำในหทัย  นกหลายหลากบินว่อนวนเวียนคล้ายเริงระบำทั่วท้องทุ่งอย่างสนุกสนาน  คนทำงานในท้องนาอย่างแข็งขันไม่รู้สึกกลัวสายฝนแม้แต่น้อย  ต้นข้าวต้นหญ้าปลิวไหวเริ่งร่าไปตามแรงลมอย่างอ่อนช้อยงดงามยิ่งนัก  เดินไปเดินมาพลันสายตาเหลือบไปเห็นเตาถ่านที่ตั้งอยู่

 

   พลันย้อนระลึกถึงวีถีชีวิตตอนเป็นเด็กน้อยน่ารัก(ขอย้ำว่าน่ารัก)  ตอนธรรมฐิตเด็กๆตัวน้อยๆน่ารักเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว  เคยหุงข้าวกับเตาถ่านอย่างนี้แหละ  เพราะสมัยก่อนตอนเด็กๆที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้  เด็กในชนบทบ้านนอกต้องเรียนรู้การหุงข้าวปลาอาหารเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่เวลาไปทำไร่ทำสวน  ในเตาถ่านเราต้องหมั่นคุ้ยเขี่ยขี้เถ้าอยู่ประจำเพื่อให้ลมผ่านเข้าใต้เชิงกรานไฟจะได้แรง  ไม่เปลืองถ่านเวลาหุงข้าว    ณ ขณะเวลานั้นก็ตั้งใจทำตามประสาเด็กน้อย  เพื่อให้ได้ซึ่งข้าวสุกและอาหารที่มีกลิ่นหอมน่าทาน
    แต่  ณ  เวลานี้เมื่อย้อนระลึกกลับไป  มันเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้กับวิถีแห่งใจในชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม ขี้เถ้าในเตาก็ปานดั่งอารมณ์ที่เกิดในใจเราอยู่ตลอดเวลา  งุ่นง่าน  หงุดหงิด   อยู่ทุกขณะ ไม่แจ่มใสโล่งใจ  เพราะเราไม่เคยหาวิธีที่จะจัดการกับขี้เถ้าคืออารมณ์ในใจนี้ให้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์คอยเก็บไว้โอบกอดอย่าหวงแหนยิ่งนัก

   เวลาจะหุงหาอาหารแต่ละอย่างกับเตาถ่านนี้การดูไฟก็สำคัญ  หุงข้าวใช้ไฟประมาณไหน  เวลาใกล้สุกควรอ่อนไฟประมาณไหน   หรือจะย่างจะทอดเราควรใช้ไฟในเตาประมาณไหนนี้ก็สำคัญ   หากไม่รู้ประมาณของไฟในเตาถ่าน  บางครั้งไฟแรงข้าวก็ไหม้  หากไฟอ่อนไปอาจจะสุกๆดิบๆอาหารอื่นก็เช่นเดียวกัน  ตรงนี้แหละที่แม่และพี่สาวสอนให้จดจำไว้ตั้งแต่ธรรมฐิตยังพอเริ่มฝึกหัดหุงหาอาหารใหม่ๆ   จนจำได้ทุกสถานการณ์ในช่วงจังหวะก็การเร่งไฟราไฟ
   แล้ว  ณ  เวลาขณะนี้ละ  จังหวะของชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกับการรู้จักเร่งไฟราไฟเมื่อหุงหาอาหาร  ต้องรู้จักจัดสรรให้เหมาะ กับแต่ละสถานการณ์ของช่วงจังหวะชีวิต ดูสถานการณ์ตามกำลังไฟแห่งช่วงจังหวะอารมณ์ในชีวิตให้รอบคอบ ก็สามารถจัดสรรปัญหาแต่ละสถานการณ์ได้อย่างไม่ติดขัด     แม่และพี่สาวพร่ำบอกธรรมฐิตตอนตัวน้อยๆน่ารัก   อย่างสม่ำเสมอว่าเวลาปรุงอาหารกับเตาถ่านต้องรู้จักดูไฟให้เหมาะเจาะกับอาหารที่กำลังปรุงอยู่  แล้วจะได้อร่อยกับการทานของรสอาหารที่หอมกรุ่นอย่างพอเหมาะพอดี
    ณ  เวลานี้ธรรมฐิตก็พร่ำสอนใจดวงน้อยอันเขลาอยู่ประจำว่า
วิถีแห่งการดำเนินชีวิตก็เฉกเช่นดั่งแม่และพี่สาวสอนให้รู้จักการปรุงอาหารกับเตาถ่านไว้
ตราบใดที่เรารู้จักความพอดี พอเหมาะ แห่งชีวิตนี้...
ความพอเพียงอย่างพอใจก็จะเกิดขึ้น  ณ เวลานั้น
ขอบพระคุณคุณแม่และพี่สาวจากก้นบึงในมโนสำนึกขอรับ..

ธรรมะสวัสดีขอรับ..