การสอนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับประวัติวันฮัลโลวีนซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตก
วันฮัลโลวีนเป็นวันที่เด็กๆ ทุกคนรู้สึกตื่นเต้น รวมทั้งเกิดความกลัว ปนสนุก-สนานและชอบถามว่า “ครูค่ะทำไมวันฮัลโลวีนต้องน่ากลัวและแต่งชุดผีด้วย แล้วทำไมต้องตกแต่งฟักทองด้วย”ร้อยพันคำถามที่พรั่งพรูออกมาจากความสงสัย และความอยากรู้อยากทราบด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูต้องรีบเปิดโลกแห่งไซเบอร์อินเทอร์เนตและทำสื่อเกี่ยวกับวันฮัลโลวีนมาฉายให้กับนักเรียนตัวน้อยๆเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์อย่างละเอียดเหมือนเป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการค้นคว้าที่ไม่เท่ากันและข้อมูลที่มีอยู่นั้นมันช่างมากมายเหลือเกินดังนั้นต้องสรุปประวัติง่ายๆให้นักเรียนเข้าใจตรงกัน
ประวัติวันฮัลโลวีน
ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก Halloween เป็นคำภาษาอังกฤษ ที่เพี้ยนมาจากคำ All Hallows Eve ซึ่งแปลว่าวันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย โดยสมาสและสนธิออกมาอย่างนี้ Hallow + Eve = Halloween คำว่า Hallow ยังสามารถ แปลได้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ นักบุญ ดังนั้นคำว่า All Hallowmas จึงแปลว่า วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย แต่ในปัจจุบันใช้คำว่า All Saints Day คู่กับ Christmas ซึ่งแปลว่า วันสมโภชพระคริสต์ หรือคริสต์มาสนั่นเอง วันก่อนวันสมโภชคริสต์มาสมี Chrismas Eve ที่นิยมเรียกว่า คืน (ก่อน) คริสต์มาส วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย ก็มี All Hallowmas Eve ซึ่งต่อมาย่อเป็น Halloween
โดยมีงานรื่นเริงและพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับคืนคริสต์มาส ชาวคาทอลิกพร้อมใจกันเลื่อนพิธีกรรม ทางศาสนาไปหลังวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย และเรียกว่า วันวิญญาณในแดนชำระ (All Souls Day) เพื่อให้คู่กับ วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints Day)นี่เป็นประวัติส่วนหนึ่งเพราะยังมีประวัติความเป็น มาอีกฉบับหนึ่ง เล่าถึงที่มาที่ไปของวันนี้ว่าเป็นความเชื่อของชาวเซ็ลต์(Celt)กลุ่มชนพื้นเมืองในประเทศอังกฤษ ที่เชื่อว่า ทุกวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีจะเป็นวันที่ประตูนรกถูกเปิดขึ้นมาบรรจบกับมิติโลกมนุษย์ กันอย่างพอดี ทำให้ เหล่าวิญญาณพยายามหาทางเข้าสิงมนุษย์ซึ่งวิธีการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณเข้าสิงคือการปลอมตัว ทำตัวเป็นผีเสียเอง ด้วยการตกแต่งต่างๆ นานาให้ดูน่ากลัวที่สุดเทียนและระบบทำความร้อนก็จะถูกดับเพื่อให้ร่างกายเกิดความหนาวเย็นเปรียบเสมือนร่างกายที่ไร้ซึ่งชีวิต ส่วนบ้านเรือนจะถูกตกแต่งให้ดูน่าสะพรึงกลัวและผู้คนต่างส่งเสียงเพื่อทำการขับไล่เหล่าวิญญาณชั่วร้ายอีก
ขอบคุณข้อมูลจาก By Dek-D_com Board ประวัติวันฮัลโลวีน.htm
วันฮาโลวีนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วันฮาโลวีน (อังกฤษ: Halloween) เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน คนทั่วไปเข้าใจผิดกันว่าเป็นคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น (jack-o'-lantern)
การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกาไอร์แลนด์สหราชอาณาจักรแคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน
ประวัติ
วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป
Halloween แบบอังกฤษ
ที่ประเทศนี้ถือว่าวันฮาโลวีนนี้เป็นวันดี เหมาะสำหรับจัดงานแต่งงาน การทำนายโชคชะตา หรือแม้แต่เรื่องความตายยังถือว่า วันนี้เป็นเพียงวันเดียวที่ภูติผีวิญญาณจะช่วยดลบันดาลให้สิ่งที่คนเป็นต้องการสามารถเป็นไปตามใจปรารถนา ประมาณเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนสาวอังกฤษจะออกมาหว่าน และไถกลบเมล็ดป่าน พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน และท่องคาถาร้องขอให้มองเห็นภาพของว่าที่คู่ชีวิตของตนในอนาคต เมื่อสาวเจ้าเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้ายก็จะได้เห็นภาพนิมิตของผู้ที่จะมาเป็นสามีของตนในอนาคต อีกประเพณีหนึ่งของชาวอังกฤษ คือ การหย่อนเหรียญ 6 เพนนีลงในอ่างน้ำ พร้อมแอปเปิ้ล ผู้ใดสามารถแยกแยะของสองสิ่งนี้ออกจากกันได้โดย ใช้ปากคาบเหรียญ และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดได้ในครั้งเดียว ผู้นั้นจะมีโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาเยือน
Halloween แบบอเมริกา
ประเพณีของประเทศมหาอำนาจนี้ดูจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายกว่าประเพณีของชาวอังกฤษ นั่นก็คือ ประเพณี Trick or Treat ที่จะให้เด็กๆ แต่งหน้า แต่งตัวเป็นผีเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อร้องขอขนมเค้กสำหรับวิญญาณ (Soul cake) พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า "Trick or Treat" หากเจ้าของบ้านตอบว่า Trick จะถูกเด็กๆ แกล้ง แต่ถ้าตอบว่า Treat เจ้าของบ้านหลังนั้นก็ต้องนำขนมเค้กมาให้พวกเด็กจนกว่าเขาจะพอใจ เด็กที่แต่งตัวเป็นภูติผีวิญญาณเปรียบเหมือนสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างคนเป็นและคนตาย โดยเจ้าของบ้านที่ให้ขนมแก่เด็กๆ สามารถฝากคำอธิษฐานไปถึงคนตายได้ด้วย ดังนั้น ยิ่งเด็กๆ ขอขนมได้มากเท่าใด วิญญาณที่ยังเวียนวนอยู่ในนรกก็จะยิ่งได้รับส่วนบุญ และมีโอกาสขึ้นสวรรค์มากยิ่งขึ้นด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก
Online-Station Content ประวัติศาสตร์ วันฮัลโลวีน (Halloween History).htm

อ่านแล้วเข้า ใจมากเลยค่า