ในฐานะพยาบาลบ้านนอก......ที่ได้สบโอกาสที่จะได้เดินทางไปเมืองฝรั่งต่างประเทศสักครั้ง ฉันจึงไม่พลาดที่จะทิ้งโอกาสสำคัญ ที่ไม่แน่ใจในช่วงชีวิตของฉันจะหาได้อีกสักครั้งหรือไม่ ความจริงครบรอบวันตายของพ่อ 1 ปี ที่เวียนมาถึงทำให้ฉันนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ 365 วันที่ผ่านไป ฉันเดินทางไปยุโรปก่อนพ่อตายประมาณ 10 กว่าวัน พ่อป่วยมานานเป็นปี ด้วยเหตุที่ล้มจนกระดูกต้นขาหัก พ่อเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังทั้งเบาหวาน ความดัน กินยามาหลายสิบปี เหมือนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าฉันทำใจมานานหลายปีว่าสักวันพ่อคงต้องล้มลง.....แล้วก็จริงดังคาด ชีวิตรับราชการไกลบ้านไปหลายร้อยกิโลเมตร ฉันไม่มีโอกาสได้ดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด เหมือนที่ได้ดูแลคนไข้โรคไต ทื่เจอกันสัปดาห์ละ 2 วันบ้าง 3 วันบ้าง
ครอบครัวฉันเลือกที่จะไม่ผ่าตัด ภายหลังได้ข้อมูลสนับสนุนจากตัวของพ่อเองที่เลือกจะไม่ผ่า และแพทย์ที่บอกเปอร์เซ็นต์การรอดตายที่เหลือเพียง 50 ต่อ 50 ฉันพร้อมกับแม่เลือกรับตัวพ่อกลับไปอยู่บ้าน พร้อมตุ้มถ่วงน้ำหนัก พยาบาลที่เป็นวิชาชีพเดียวกับฉัน บอกว่าจะไปเยี่ยมบ่อยให้คำปรึกษา ระยะเวลา 11 เดือนที่พ่อนอนทรมานอยู่ มีเพียงครั้งเดียวที่แม่ฉันเห็นนางฟ้าสีขาวมาโปรดหลังจากพ่อฉันกลับมาบ้านได้ 7 วัน..........ไม่เป็นไร ช่วยตัวเองได้ก็ช่วยกันไป ก่อนไปเมืองฝรั่งฉันก็อดห่วงไม่ได้ พ่อมีอาการหลงลืมมากขึ้น บ้างครั้งก็อาละวาดหนัก จนแม่และฉันไม่ต้องนอนทั้งคืน ฉันเองอาจจะทุกข์ทรมานไม่ได้ครึ่งของพ่อ และไม่ได้หนึ่งในสิบของแม่ ที่พ่อต้องเจ็บปวดทรมาน ส่วนแม่นั้นต้องรับภาระหนักทั้งกลางคืนกลางวัน........แม่จึงเป็นหลักในการดูแลพ่อ ฉันกับแม่ปรึกษากันว่าจะไปเมืองฝรั่งดีหรือไม่ดี บทลงท้ายของการปรึกษาคือ ตัดสินใจไป...............พอกลับมาเมืองไทยได้ 2 วัน พ่อฉันก็มาจากไปด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเวลา 3.10 น. วันที่ 20 กันยายน 2551........ผ่านมาได้ 8 วันแล้วของ 1 ปี..............วันนี้ความทรงจำเก่า ๆ จึงกลับมา จริง ๆ แล้วฉันอยากจะเขียนเรื่องพ่อ แต่ก็ไม่อยากให้คนอ่านเศร้าใจตามฉันไปด้วย บทสรุปลงท้ายจึงเลือกที่จะเขียนถึงความทรงจำเก่าเรื่องการไปเที่ยวดีกว่า (มั้ง)
ฉันจับผลัดจับผลูมีโอกาสที่จะได้ไปเหยียบเมืองฝรั่งแม้สักครั้งในชีวิต ก็ดีใจจนเนื้อแทบจะเต้นอยู่แล้ว ความทรงจำตั้งแต่ครั้งการเดินทางในครั้งนั้นเลือนลางเหลือเกิน สมองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีของฉันเริ่ม ฝืนหลักความเป็นอนิจจังไปไม่พ้นเสียแล้ว ฉันลืมกระทั่งความรู้สึกในวันนั้น ฉันลืมชื่อเมืองต่าง ๆ ที่เคยไปท่องเที่ยวมา หลักฐานเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่องก็คงเป็นรูปถ่ายที่ฉันเก็บเอาไว้ในอัลบั้มเก่า ๆ ที่หยิบออกมาปัดฝุ่น
ฉันจำได้ว่าฉันตื่นเต้นแต่เช้าหลังจากเก็บข้าวของมานานหลายวัน รถของใครคนหนึ่งที่ฉันคุ้นเคยพาฉันไปส่ง (ก็ฉันไม่มีรถยนต์นี่ ก็คงต้องไหว้วานกันล่ะ) ก่อนเที่ยงฉันหิว ฉันฝ่าฝูงชนและร้านค้าที่พลุกพล่านไปด้วยทั้งคนและนานาของกิน ไปแอบตัวที่ซอกตึกเพื่อเลือกอาหารที่คิดว่าเหมาะกับเศรษฐานะของกระเป๋าฉันมากที่สุด ที่นี่เป็นที่รวมตัวของบรรดาสมาชิกพนักงานต้อนรับนางฟ้าและเทพบุตรประจำเครื่องมากที่สุดเท่าที่เคยเจอ และก็คงเป็นบรรดาประชาชนที่เลือกออมเงินในกระเป๋าแบบฉัน
11 ชั่วโมงบนเครื่องบินทำให้ฉันเบื่อกับการเดินทางอันแสนไกลครั้งนี้ไปได้อีกนาน ก่อนที่จะได้เหยียบแผ่นดินอีกซีกโลกหนึ่ง...........และอีกวัฒนธรรมการกินการอยุ่เรื่องแปลกในชีวิต โอกาสดีที่มาถึง ข้อสรุปง่าย ๆ ของฉัน ฉันคิดว่ารูปถ่ายคงบรรยายบรรยากาศได้ดีกว่าฉันหลายเท่า การภาพคงทำให้ไม่เปลืองเวลากับเรื่องไร้สาระของฉันมากนัก......