วันนี้ผมเดินทางไปใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ริมทะเล ฮือ แต่ไม่ได้เยียบน้ำทะเลเลย ซึ่งภาระกิจวันนี้ทำให้ผมออกจะภูมิใจเล็กๆ ในความสำเร็จเบื้องต้นของงานวันนี้ครับ เลยอดไม่ได้ที่จะหยิบมาเล่าสู่กันฟัง งานวันนี้เป็นผลจากที่นั่งคุยกันระหว่างที่ปรึกษา พี่เลี้ยงของสกว.ท้องถิ่น โหนดอิสลามศึกษา เมื่อสักสามสี่วันก่อน ว่า คงจำเป็นต้องมีการพัฒนานักวิจัยชาวบ้านเกี่ยวกับการเขียนรายงานวิจัย ซึ่งเราคิดว่า มันน่าจะเป็นยาขมสำหรับชาวบ้านอยู่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านที่เกือบทั้งชีวิตไม่ค่อยจะได้พูดเป็นภาษาไทย กลับต้องมาเขียนรายงานหลายๆ หน้าด้วยภาษาไทย (ดูแววเบื้องต้นแล้วน่าจะลำบาก) 

ผมเองเดาเอาว่า ความสำเร็จก่อนหน้านี้ของนักวิจัยหลายชุด น่าจะไม่ใช่นักวิจัยเขียนเอง น่าจะเป็นพี่เลี้ยงช่วยเขียนให้มากกว่า (อันนี้คิดเอาเอง ไม่ยืนยันว่าคิดถูก) แต่ก็มีหลายชุดเหมือนกันครับที่น่าจะเขียนได้ ดังนั้นในการประชุมวันนั้นข้อสรุปแรกคือ ต้องมีการอบรมกัน แต่คำถามคือจะอบรมกันยังงัย รูปแบบไหนให้สามารถเขียนกันได้บ้าง ที่สำคัญให้มีเสนห์ของงานมากหน่อย 

ผมเสนอไปว่า งานต่อๆ ไปของ สกว.โหนดอิสลามศึกษา (ต่อไปจะเรียก สกว.เฉยๆ แล้ว) ถ้าจะจัดอบรมหรืออะไร ไม่ต้องมีบรรยายแล้ว ประเด็นที่หนึ่งคือ (ชาวบ้านนักวิจัย) เบื่อจะฟังแล้ว ที่สำคัญจะหาคนที่เชี่ยวชาญงานวิจัยพัฒนาท้องถิ่นจริงๆ มาคุยแบบได้กลิ่นดินกลิ่นทรายในพื้นที่จริงๆ มันหายาก เราน่าจะเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการฉุดคิดกันเองในกลุ่ม เอาประสบการณ์ของนักวิจัยชุมชนของเรานี้แหละมาสร้างกระบวนการพัฒนา

การประชุมวันนั้น หลายฝ่ายเห็นด้วยครับว่า ไม่ต้องมีวิทยากร โดยเฉพาะงานนี้ งานฝึกเขียนรายงานวิจัย ซึ่งท้ายการประชุม ผมก็บอกยืนยันไปว่า ถ้าไม่่มีวิทยากร (หมายถึง ไม่เชิญใครมาบรรยาย) ผมจะช่วยอย่างเต็มที่เลย (ทั้งๆ ที่ตามกำหนดนั่น วันอังคารผมไม่ว่างแล้ว เพราะนัดอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ไว้) แต่หลังจากประชุม ผมก็ไม่ได้คุยกับทีมงานสกว.เลยว่าผมจะช่วยแบบไหน จนกระทั่งเมื่อวานได้รับหนังสือเชิญจาก สกว. เชิญไปในฐานะที่แปลกมากๆ ไม่เคยมีคนเชิญในตำแหน่งนี้ให้ผมเลยคือ เชิญไปเป็น "ที่ปรึกษากิจกรรม" และเมื่อดูจากกำหนดการของงานดังกล่าว ก็คิดว่า ทีมงานเหมือนๆ จะเดาใจผมถูก (แต่ไม่หมด)

เช้าวันนี้ผมก็เลยไปตามคำเชิญครับ แต่ไปช้าหน่อย เนื่องจากมีภารกิจด่วนที่จะต้องเคลียร์ในตอนเช้าหลายเรื่อง ไปถึงก็เกือบเที่ยง แต่ดีว่ากิจกรรมเพิ่งเริ่มพอดีครับ และกิจกรรมก็ไม่ได้เป็นไปตามกำหนดการเท่าไร แต่ก็คิดว่ามันมีคุณค่าสำหรับการเรียนรู้ครับ ตอนท้ายก่อนช่วงเช้า ผู้ประสานงานจะให้ผมคุยว่า จะเขียนรายงานวิจัยยังงัย ฮือ ผมไม่คุยอยู่แล้วครับ เพราะผมบอกแล้วว่าไม่บรรยาย จึงเกริ่นนำว่า ช่วงบ่ายผมจะให้ทำอะไร แล้วได้อะไร แต่พอถึงช่วงบ่าย ผู้ประสานงานขอบรรยายก่อน อันเนื่องจากเห็นผมไม่บรรยาย ฮือ (วัยรุ่นเริ่มเซ็ง) ผมเลยเจรจาว่า ไม่ต้องบรรยายได้มัย ฮิฮิ ไม่ยอมครับ เขากลัวว่าชาวบ้านจะไม่เข้าใจ "ต้องบรรยาย" ผมเลยขอให้บรรยายไม่เกิน 15 นาที 

ถามว่า ทำไมผมจึงไม่เห็นด้วยกับการบรรยาย (ไม่ว่าใคร แม้กระทั่งผมเอง) ก็เพราะว่า สิ่งที่เราต้องการคือ ทักษะการเขียน ฟังแล้วจะเขียนได้หรือ? ไม่ได้หรอก ที่สำคัญชาวบ้านไม่จำเป็นต้องไปท่องว่า บทที่หนึ่งเขียนอะไร บทที่สองเขียนอะไร องค์ประกอบของการเขียนมีอะไรบ้าง (เขาไม่ต้องไปสอบที่ไหน และคงไม่มีอาจารย์ไหนมาออกข้อสอบแบบนี้กับชาวบ้านหรอก ไม่มีประโยชน์) เพราะถ้าเขาเขียนไป เรียนรู้ไป ข้อสรุปเหล่านี้จะเกิดขึ้นเอง

ที่สำคัญคือ การนำเสนอหลักการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไขเยอะๆ จะทำให้ชาวบ้านใจเสีย นึกว่า การเขียนรายงานวิจัยเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ซึ่งผิดเป้าหมายของเราที่อยากให้ชาวบ้านมั่นใจว่าเขาทำได้ เป็นเรื่องไม่ยาก"

เสร็จจากการบรรยาย ก็คิวผมละครับ ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรกที่เสนอตัวขอทำเอง (ฮิฮิ ทนดูคนอื่นทำไม่ไหว) สิ่งแรกที่ผมให้ทุกคนทำคือ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วให้นั่งเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะต้องประกอบไปด้วยนักวิจัยของสองโครงการ แล้วกิจกรรมแรกก็เกิดครับ คือ ให้หัวหน้าโครงการเล่าให้วงสนทนาฟังว่า ทีมวิจัยของท่านรวมทีมกันมาได้ยังงัย เล่ามาตั้งแต่ต้นเลย จนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับ สกว. เล่าเสร็จให้โครงการคู่สนทนาถามเพิ่มเติมในเรื่องเล่าที่ขาดๆ อยู่ ให้เวลาโครงการละ 15 นาทีครับ ออ.ในระหว่างที่หัวหน้าทีมเล่า จะต้องมีสมาชิกในทีมหนึ่งคนเป็นคนจดบันทึกในสิ่งที่คุยกัน

รู้สึกว่า การเล่าเรื่องในห้องประชุม ดูจะไม่มีบรรยายกาศครับ มีหลายวงขอออกไปคุยริมชายหาด ถึงเวลาก็กลับมารวมตัวใหม่ในห้องประชุมครับ ผมลองแอบดูผลงาน ก็น่าประทับใจครับ แต่ละกลุ่มจดบันทึกกันเต็มหน้ากระดาษ ขั้นตอนนี้ผมตั้งชื่อว่า "เล่า"

เรื่องเล่า เอาไปเขียนเป็นรายงานวิจัยได้แล้วยัง คำตอบคือ ยังครับ เพราะว่ามันง่ายไปนิดหนึ่ง ฮาฮา ที่สำคัญคือ บางทีคนอ่านจะเบื่อได้เพราะจับประเด็นไม่ได้ ดังนั้นกิจกรรมขั้นต่อมาคือ "จับ"

ผมให้แต่ละโครงการ อ่านทบทวนสิ่งที่จดบันทึกไว้ แล้วสรุปออกมาเป็นข้อๆ ครับว่า จากเรื่องเล่านั้่น เอามาสรุปแล้วพอจะแบ่งออกเป็นขั้นๆ ได้กี่ขั้น แล้วก็ให้ตั้งชื่อสั้นๆ ให้กับแต่ละขั้นตอนนั้น ที่สำคัญต้องบอกได้ด้วยว่า แต่ละขั้นนั้นใช้อะไรเป็น "เครื่องมือ" สำคัญ ศัพท์เฉพาะอีกแล้วครับ "เครื่องมือ" เลยต้องอธิบายกันนิดหนึ่ง

สรุึปกันเสร็จ ผมก็ลองเช็คดูครับว่าผลเป็นงัย ก็เห็นว่า แต่ละกลุ่มได้ขั้นตอนไม่เหมือนกันแล้วครับ แถมตั้งชื่อแต่ละขั้นมีความน่าสนใจ (สำเร็จไปขั้นหนึ่ง) ผมเลยเข้าสู่ขั้นต่อไปครับ คือ "อธิบาย"

งานของแต่ละโครงการคือ ให้เขียนอธิบายว่า ขั้นตอนนั้นทำยังงัย? เป็นอย่างไร? พอมาถึงตรงนี้ สิ่งที่ได้ยินจากนักวิจัยท้องถิ่นหลายท่าน คือ อ้อ เข้าใจแล้ว โอ้เขียนได้แล้ว (อัลฮัมดุลิลลาห์) 

ยังไม่เสร็จกระบวนการครับ ขั้นสุดท้ายคือ จากคำอธิบายนั้น ให้ยกเอาเหตุการณ์ หรือคำพูดของใครที่มีส่วนร่วมมาอ้างอิงประกอบด้วย อาจจะใส่ไว้ในฟันหนูก็ได้ คราวนี้มีคำถามจากกลุ่มนักวิจัยวัยหนุ่มๆ ที่จบเรียนป.ตรีมาว่า อาจารย์ในขั้นวิธีวิจัยต้องมีการอ้างอิงแบบนี้ด้วยเหรอ ฮา มีสิ ไม่มีก็น่าเบื่อแย่สิ ไม่เห็นบรรยากาศการทำงาน ขั้นนี้ผมเรียกว่า "อ้าง"

ครบกระบวนการของผม ผมก็เลยลองนั่งฟังความเห็นของนักวิจัยครับว่าพอจะเขียนได้หรือเปล่า มีหลายคำพูดน่าสนใจครับ เช่น "ตอนนี้เข้าใจแล้วครับว่ารายงานวิจัยเขียนยังงัย ไม่ได้ยากเลย" อีกคำพูดหนึ่งน่าสนใจครับ "เห็นวิธีเขียนแล้วครับอาจารย์ แต่คิดว่า ถ้าเขียนจริงๆ แรกๆ อาจจะยากหน่อย แต่เขียนไปสักนิดจะง่ายขึ้นเอง เทคนิคง่ายๆ คือ เขียนแบบนิยายในศาลาคนเศร้านั่นแหละครับ อันนี้ผมถนัด สมัยก่อนเคยเขียนให้ผู้หญิงอ่านจะน้ำตาไหลมาแล้ว" ว้าว ศาลาคนเศร้านี่มันสมัยผมเด็กๆ อยู่เลย ฮาฮาฮา ผมเลยแซวกลับไปว่า เขียนเป็นความเรียงนะครับ อย่าเขียนเป็นเพลงยาวจีบสาว ฮา

เสียดายครับ ผมไม่สามารถอยู่ร่วมกิจกรรมในคืนนี้ได้ครับ ต้องกลับมานอนที่บ้าน เพราะภรรยาไม่กล้าอยู่บ้านกับลูกเพียงลำพัง และผมก็ต้องเตรียมงานไปนำเสนออาจารย์ด้วย เลยฝากงานให้ผู้เข้าอบรม แล้วพรุ่งนี้ผมก็จะกลับไปร่วมงานอีกครั้งหนึ่ง (ฮิฮิ งานนี้ก็เลยต้องโทรไปขอเลื่อนนัดอาจารย์ที่ปรึกษาอีกครั้งหนึ่ง) พรุ่งนี้จะลองให้เขียนเต็มๆ แล้วก็วิพากษ์กันเองครับ เพื่อให้เห็นประเด็นว่า เขียนแบบไหนดีแล้ว แบบไหนต้องปรับบ้าง คุยก็เองนั่นแหละครับ ได้ความรู้ดีเหมือนกัน ที่สำคัญบรรยากาศสนุกกว่าเยอะเลยครับ

อีกหนึ่งความน่าเสียดายคือ ลืมพากล้องถ่ายรูปไปด้วยครับ ไม่งั้นจะถ่ายภาพนักวิจัยชุมชนมานำเสนอ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้แล้วกันครับ