ข้อความต่อไปนี้คือคำนำในหนังสือ Osho เล่มใหม่ ตอนสุดท้ายมีบอกไว้ว่าใครคือผู้ที่เขียนคำนิยมให้หนังสือเล่มนี้ . . .
คำนำหนังสือ Being in Love


           “ใครไม่เคยมีความรักบ้าง ยกมือขึ้น” ก่อนที่จะยกมือ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าคำว่า “ความรัก” ที่ผมพูดถึงนี้มีความหมายเช่นเดียวกันกับที่ท่านเข้าใจ ในหนังสือเล่มนี้โอโช ได้อธิบายความรักไว้หลากหลายมิติ อาทิเช่น ความรักคือการให้ ความรักคือการภาวนา ความรักคืออิสรภาพ หรือความรักคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเรา โอโชได้เปรียบความรักไว้ว่าเป็น “อาหารของจิตวิญญาณ” เมื่อผมอ่านถึงตรงนี้ก็สะดุดใจขึ้นมาทันทีว่านี่คือสิ่งที่คนจำนวนมากประสบกัน หลายคนได้ผ่านประสบการณ์ “อาหารเป็นพิษ” คือได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเป็นผลมาจากพิษของความรัก


            หลายท่านคงคุ้นเคยกันดีกับ ข้อความของมหากวีชาวอังกฤษ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ ที่กล่าวไว้ว่า “ความรักทำให้ตาบอด (Love is Blind)” ข้อความนี้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้เป็นข้อเตือนใจเพื่อที่ว่าจะได้ไม่เกิดอาการ “หน้ามืด ตามัว” หรือ “ไม่รู้เนื้อรู้ตัว” หลงใหลได้ปลื้มจนถึงกับลืมตัวเองไป แต่ในเรื่องนี้โอโชกลับให้แง่คิดไว้ค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับข้อความของเชคสเปียร์โดยสิ้นเชิง ท่านกล่าวว่า “People say love is blind because they do not know what love is.  I say unto you, only love has eyes, other than love, everything in blind."  หรือแปลเป็นไทยว่า . . . “การที่คนพูดว่าความรักทำให้ตาบอดนั้น แสดงว่าพวกเขาไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร ข้าพเจ้าอยากจะบอกกับท่านว่า มีแต่ความรักเท่านั้นที่มีตา สิ่งอื่นต่างๆ นานาล้วนตาบอดทั้งสิ้น” ผมหยิบยกข้อความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ไม่คุ้นกับคำสอนของโอโชได้เห็นว่า โอโชมักจะสะท้อนคำสอนออกมาในลักษณะที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังใช้วิธีการสื่อสารที่ลัดสั้นและเจาะตรงเข้าไปในใจ คล้ายๆ กับคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสที่หลายคนมักพูดกันว่า “ตีกลางแสกหน้า” อะไรทำนองนั้น


          หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมพบว่าความรู้ความเข้าใจตลอดจนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องความรักของผมนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ผมจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “รักแท้คือการให้” แต่นั่นก็เป็นเพียงความเข้าใจ แบบที่เข้าไป “ในหัว” ยังไม่ได้เข้าไป “ในใจ” จริงๆ สิ่งที่โอโชสื่อสารมักจะเป็นการพูดย้ำไปย้ำมาหลายๆ ครั้ง อีกทั้งยังยกตัวอย่างให้เห็นจริง มีการใช้ Storytelling คือมีการเล่าเรื่องประกอบ เรื่องที่เล่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่สนุกและสามารถ “กระตุก” ผู้ฟังได้เป็นอย่างดี แม้แต่ข้อความธรรมดาๆ ที่ว่า “รักแท้คือการให้” โอโชก็ได้เน้นย้ำว่าต้องเป็นการให้ด้วยใจ ให้โดยที่ไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆ ไม่ใช่การให้อย่างที่พวกเราคุ้นเคยกัน ที่มักจะมาในลักษณะของการเจรจาต่อรอง . . . ลูกต้องทำตัวเป็นเด็กดีนะ ไม่เช่นนั้นแม่ก็จะไม่รัก . . . เธอต้องคงความสวย (หุ่นดี) ไว้นะ ไม่เช่นนั้นฉันก็จะไปหาคนใหม่ (ไปมีกิ๊ก) อะไรทำนองนั้น แต่ก่อนผมเองแยกไม่ออกระหว่างเรื่องความรักกับความหึงหวง เข้าใจผิดคิดไปเองว่าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กัน โอโชทำให้ผมได้ตระหนักว่าความหึงหวงนั้นเป็นกลลวงของความรักที่จอมปลอม มันคือต้นเหตุของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ หาใช่เป็นส่วนหนึ่งของความรักที่แท้จริงไม่ . . .
         เกรงว่าจะยาวเกิน ขอต่อที่เหลือในบันทึกต่อไปนะครับ