ข้อมูลที่เรียบเรียงต่อไปนี้ได้จากคุณพรรณทิพย์ เพชรมาก พอช. ขอขอบคุณครับ >>>http://gotoknow.org/email/panthip

จากบ้านมั่นคงชนบท  อ.นาน้อย สู่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยร่วมกับท้องถิ่นทั่วจังหวัดน่าน 

               จากการเริ่มหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชนบทในปี ๒๕๔๘  ตำบลศรีษะเกษ อ.นาน้อยจ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจัดทำแผนชุมชน ได้นำข้อมูลผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยมาหารือร่วมกันทั้งเป็นข้อมูลที่มาจาการทำแผนชุมชน  การจดทะเบียนคนจน  และการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม แล้วนำมากลั่นกรอง  รับรองร่วมกันในระดับหมู่บ้าน นำไปสู่การตั้งเครือข่ายคนจนในตำบล หาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ช่วยกันดูว่ามีที่ที่หมู่บ้านเคยกันไว้เป็นที่สาธารณะในหมู่บ้านส่วนไหนที่จะสามารถนำมาใช้ในการสร้างบ้านสำหรับผู้ที่เดือดร้อนได้  รวมทั้งบางรายก็มีที่ดินของญาติพี่น้องที่จะใช้ในการก่อสร้างบ้าน  จึงได้เสนอโครงการบ้านมั่นคงชนบทต่อ พอช. จนได้รับอนุมัติการสนับสนุน นำไปสู่การก่อสร้างบ้านผู้ที่เดือดร้อนได้จำนวน ๑๑๖ ครัวเรือน โดยกลุ่มผู้เดือดร้อนรวมตัวจัดซื้อวัสดุร่วมกันและช่วยกันสร้าง จากการสร้างที่อยู่อาศัยได้นำไปสู่การจัดสวัสดิการชุมชน  ส่งเสริมอาชีพ  และแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิก  สำรวจข้อมูลการครอบครองที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนเกือบทั้งตำบลสร้างกติการ่วมกันกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอุทยาน เกิดการจัดการร่วมระหว่างชุมชนกับหน่วยงาน แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์จำนวน 1,500 แปลง แกนนำจึงได้มีการออกเอกสารการรับรองสิทธิกันเองโดยชุมชน  ให้ชาวบ้านที่มีที่ดินทำกินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ได้ถือครอบครองไว้    

                จากพื้นที่ตำบลศรีษะเกษ  ได้ขยายไปสู่พื้นที่ ต.บัวใหญ่ ซึ่งเป็นตำบลใกล้เคียงที่ได้มีการจัดทำแผนชุมชน และเริ่มดำเนินการด้วยกระบวนการเดียวกัน   เมื่อตำบลบัวใหญ่เสนอโครงการบ้านมั่นคงชนบท  กรรมการได้ซักถามเรื่องกรรมสิทธิที่ดิน ซึ่งได้ทราบว่าพื้นที่สาธารณะ ๘๐ ไร่ ที่ชุมชนมีมติที่จะนำมาใช้ในการปลูกสร้างบ้านสำหรับผู้เดือดร้อน เป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่อื่นในต.บัวใหญ่ที่ชาวบ้านได้อยู่อาศัยทำกินก็อยู่ในในเขตป่าสงวนแห่งชาติเช่นเดียวกัน รวมทั้งบางส่วนอยู่ในพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานอีกด้วย  จึงได้มีมติให้ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินให้ได้ข้อยุติหรือ ให้หน่วยงานป่าไม้รับรองให้สามารถใช้พื้นที่ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้  ทำให้เครือข่ายได้ร่วมกันจัดทำข้อมูลประวัติชุมชน สำรวจข้อมูลการครอบครองที่ดินรายครัวเรือน  ประสานป่าไม้ในการกันแนวเขตพื้นที่ดินทำกินของชาวบ้านกับเขตป่า  ควบคู่ไปกับการทำโครงการบ้านมั่นคงชนบท  ซึ่งจากที่ได้รับอนุมัติโครงการวงเงิน ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อก่อสร้างบ้านสำหรับ ๖๐ ครอบครัว คณะทำงานบ้านมั่นคงชนบทต.บัวใหญ่ได้นำไปขยายการสร้างบ้านได้  ๑๑๗ ครอบครัว โดยการจัดซื้อวัสดุและก่อสร้างร่วมกันทำให้สามารถก่อสร้างได้ในราคาถูก  และการคืนทุนของสมาชิกทำให้สามารถหมุนเวียนเงินทุนในการก่อสร้างให้รายใหม่ได้ รวมทั้งได้มีกิจกรรมการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน   การพัฒนาอาชีพสมาชิก การจัดทำแผนที่ความดี  การปลูกไม้ยืนต้นในแปลงที่ดินของตนเอง  ฯลฯ

               ในส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินได้สำรวจข้อมูลการครอบครองที่ดินในเขตป่าในพื้นที่ 8 หมู่บ้าน 759 ครัวเรือน จำนวน 1,412 แปลง  ได้นำข้อมูลการแจ้งครอบครองและการสำรวจแปลงที่ดินมาจัดทำเป็นเอกสารรับรองการครอบครองที่ดินรายแปลงโดยเซ็นชื่อร่วมกันของกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  อบต. 

 

               จากการทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทและสำรวจข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของตำบลบัวใหญ่ ได้มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินจังหวัดน่าน  ซึ่งมีพื้นที่ที่เข้าร่วมจาก 8อำเภอ      19ตำบล 95 หมู่บ้าน   ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำข้อมูลประวัติชุมชน ข้อมูลการครอบครองที่ดินรายแปลง เสร็จแล้ว  หมู่บ้าน   นำข้อมูลเข้าในระบบ GIS และพิมพ์ออกมาใช้งานแล้ว 22  หมู่บ้าน  ข้อแปลงที่ดินที่เสร็จแล้ว 5,192 แปลง   ซึ่งกระบวนการทำงานในแนวทางนี้ทำให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านให้ความสำคัญและได้เริ่มสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยสนับสนุนเครือมือในการจับพิกัด GPS ที่ตำบลบัวใหญ่  สนับสนุนการจัดฝึกอบรม GIS สำหรับเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินและองค์การบริหารส่วนตำบล   และอบจ.กำลังเตรียมการตั้งศูนย์ข้อมูลและแผนที่ของจังหวัดน่าน เพื่อให้มีข้อมูลที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาและวางแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีคุณภาพขึ้น

                นายนรินทร์ เหล่าอารยะ นายก อบจ.น่าน ได้กล่าวในวันงานอบรม GIS ว่า”จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งหมด ๗ ล้านไร่ เป็นพื้นที่เขตป่าร้อยละ ๘๕  มีที่ดินทำกินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องเฉพาะพื้นที่ในเขตเมืองบางส่วน เมื่อการครอบครองที่ดินไม่มีความมั่นคงก็ไม่เกิดการพัฒนาการใช้ที่ดินในการผลิตให้เกิดความคุ้มค่า  ส่วนใหญ่จึงปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชระยะสั้น เจอปัญหาข้าวโพดราคาตกต่ำ  และมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดออกเข้าไปในเขตป่ามากขึ้น  การแก้ปัญหาก็ทำได้ยากเพราะแต่ละหน่วยงานส่วนกลางก็มีกฎหมายของตนเอง    จัดทำข้อมูลไปใช้ในหน่วยงาน ไม่ได้นำมาใช้ร่วมกันในระดับพื้นที่   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้กับปัญหาก็ยังทำอะไรได้ไม่มากนัก  ต่อไปถ้าเราร่วมกันทำข้อมูล ทำแผนที่ ด้วยตัวเอง  ใช้ข้อมูลในการแก้ไขปัญหา  ยืนยันกับหน่วยงานต่างๆ สามรถใช้ข้อมูลในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปัญหาที่ดิน ซึ่งปัญหาของน่านทั้งจังหวัด  อบจ.เองก็พร้อมที่จะสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่

                 จากพื้นที่ชนบทที่ได้มีโครงการบ้านมั่นคงชนบทและกระบวนการแก้ไขปัญหาทีดิน ต่อมาได้ขยายสู่การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินในเขตเมือง  ซึ่งได้เริ่มในเขต อบต.ผาสิงห์ โดยมีชุมชนสวนหอมซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินวัด   และในเขตเทศบาลเมืองน่านได้เริ่มต้นที่ ๓ ชุมชน         ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเมืองขึ้นแล้วเพื่อวางแผนการพัฒนที่อยู่อาศัยและที่ดินในชุมชนเมืองให้ครอบคลุมทั้งเมือง  แต่ปัญหาที่ดินในเขตเมืองน่านจะเป็นปัญหาของชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินเขตโบราณสถานที่กรมศิลปากรดูแล ทำให้เทศบาลยังไม่สามารถเข้าไปดูแลจัดการได้ จึงต้องมีการประสานให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

                 แนวทางการทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดน่านซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปัญหาที่ดินในเขตป่าครอบคลุมเกือบทั้งจังหวัด  มีเขตอุทยานแห่งชาติที่ประกาศไปแล้ว ๓ แห่ง เตรียมประกาศอีก ๔ แห่ง ซึ่งมีผลต่อการทับพื้นที่ทำกินของชุมชนถ้าไม่มีการจัดทำข้อมูลแผนที่ให้ชัดเจนเพื่อขอกันออกไปก่อนประกาศ  แต่จังหวัดน่านก็มีองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีสภาองค์กรชุมชน ๒๐ แห่งที่เริ่มมีบทบาทในการทำงานเชื่อมกลุ่มองค์กรต่างๆที่มีอยู่ในตำบล   มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ดินให้ลุล่วงไป รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐในจังหวัดหลายหน่วยงานที่ร่วมกันทำงานในฐานะคนพื้นที่”น่าน”ที่มีเป้าหมายที่จะให้เกิดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกันมากกว่าเฉพาะงานตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน นำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆที่ต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาที่ดินไม่ว่าจะเป็นการปรับวิถีการผลิต ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกพืชอื่นที่หลากหลายขึ้น  การจัดการดูแลรักษาทรัพยากรที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำสายหลักและลุ่มน้ำสาขาที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนน่านทั้งจังหวัดและคนที่อยูปลายน้ำในจังหวัดอื่นๆ   และมีป่าที่ชุมชนดูแลรักษาถึง 520 ป่า  การผนึกกำลังกันในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมกว้างขวางทั้งจังหวัดจึงเป็นเป้าหมายร่วมของชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดน่านที่จะร่วมกันทำให้เกิดผลชัดเจนในช่วงต่อไป