วิทยะฐานะครูโรงเรียนเอกชน:
                        ครูเองอย่าคอยให้บุญหล่นทับ

 

Photobucket

 

        ผู้เขียนต้องขออนุญาตอวดอ้างสักเล็กน้อยว่า เคยพูดถึงเรื่องของวิทยะฐานะของครูโรงเรียนเอกชนมาก่อนหน้านี้แล้วกว่าสิบปี  เป็นการพูดแสดงความคิดเห็นสอดแทรกในการเรียนการสอนในรายวิชาความเป็นครู ซึ่งผู้เขียนได้รับผิดชอบรายวิชานี้ร่วมกับคณาจารย์ท่านอื่น ๆที่อยู่ในภาควิชาพื้นฐานการศึกษา  ในห้องเรียนภาคกศ.บป.ซึ่งจะเรียนกันในวันเสาร์อาทิตย์จะมีครูของโรงเรียนเอกชนมาร่วมเรียนด้วยเสมอ  และเมื่อเราคุยกันถึงประเด็นเกี่ยวกับเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการผลประโยชน์เกื้อกูลและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ  ครูโรงเรียนเอกชนมักจะเล่าถึงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนเองไปทำงานโรงเรียนเอกชน เนื่องจากตนได้รับสิ่งต่าง ๆในฐานะที่ตนเป็นครูน้อยกว่าครูโรงเรียนของรัฐมาก ๆ เช่น เงินเดือนก็ไม่ได้เต็มตามวุฒิ  ในขณะที่สวัสดิการและผลประโยชน์อื่น ๆก็ไม่ได้  แม้แต่จะสมัครสมาชิกสหกรณ์ครูฯเขาก็ไม่ยอมรับสมัคร

          มาบัดนี้เพิ่งได้ข่าวว่า คณะทำงานศึกษาและกำหนดแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับวิทยฐานะของผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน (ชุดที่ 1)เพิ่งประชุมครั้งที่ 2 ไปเมื่อ กลางเดือนนี้นี่เอง และมติที่ประชุมฯก็ขำ ๆ กล่าวคือมีมติ "มอบให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับวิทยฐานะของผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน "และ  "คณะทำงานฯได้ประชุมรอบแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 25  กันยายน 2552 ณ สำนักงานสภาคริสตจักรในประเทศไทย เขตราชเทวี  กรุงเทพมหานคร "แต่ในข่าวบอกให้คอยติตามรายละเอียดต่อไป

          อันที่จริงเรื่องเหล่านี้มันไม่น่าคาราคาซังมาถึงวันนี้  ครูโรงเรียนเอกชนควรได้รับอะไรต่อมิอะไรดังที่ครูโรงเรียนรัฐได้รับมานานแล้ว  และผู้เขียนถือว่าการที่ครูโรงเรียนเอกชนได้รับในขนาดที่พอ ๆกับครูโรงเรียนรัฐนั้นมันควรถือว่าเป็นระดับที่น้อยที่สุด จริง ๆแล้วมันควรได้รับมากกว่า  แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า คณะทำงานฯเพิ่งจะประชุมกันครั้งแรกเมื่อ วันที่ 25  กันยายน 2552 โอย!!!! ผู้เขียนรู้สึกปวดแปลบร้าวไปทั้งหัวใจจริง ๆ

          ปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจใยดีอะไรเกี่ยวกับครูโรงเรียนเอกชน เพราะครูโรงเรียนเอกชนเองขาดอำนาจ
         โปรดทราบเถอะว่า ใครก็ตามที่ไม่มีอำนาจจะไม่ได้รับความสนใจใยดีจากผู้มีอำนาจ


          ผู้เขียนเคยยกประเด็นเกี่ยวกับความอ่อนด้อยในอำนาจวาสนาของผู้เป็นครูว่า เพราะครูถูกสอนและถูกปฏิบัติให้คุ้นเคยอยู่วัฒนธรรมทาสมากเกินไป มากเสียจนไม่มีใครกล้าที่จะโงหัวขึ้นมาพูดทวงสิทธิของตน  ไม่รู้สึกว่าครูด้วยกันควรหันมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นองค์กรที่ถาวร แล้วควรก่อการเคลื่อนไหวในเรื่องต่าง ๆทั้งเรื่องผลประโยชน์ วิชาการและจรรยาบรรณในวิชาชีพของตน 

          เรื่องเหล่านี้ ไม่แตกต่างกันเลยทั้งครูของรัฐ และครูของเอกชน

         ในบ้านเรา ข้าราชการครูทั้งหลาย ควรแสดงคารวะแก่ผู้นำครูในภาคอิสาน กล่าวได้ว่าตั้งแต่ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน(ราว ๆปี 2516-17 )เป็นต้นมา  ผู้นำครูภาคอิสานได้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้าราชการครูได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่นเรื่องวิทยะฐานะ เป็นต้น 

          จริง ๆแล้ว รัฐไม่ควรมากเรื่อง เล่นบทอืดอาด ไม่ต้องมีคณะทำงานฯ(ที่มีชื่อสุดเท่ว่า "คณะทำงานจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับวิทยฐานะของผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน")อะไรให้มันรุงรัง เร่อร่า เพราะเป็นเรื่องที่ควรอย่างยิ่ง ควรมีมานานแล้ว ควรสนองโดยไม่ต้องเสนออะไรทั้งนั้น  ลองทำดูซี  จะไม่มีใครด่าเลยสักคน 

          รัฐบาลอยากทำอะไรก็ทำได้ทันทีที่อยากอยู่แล้ว เช่น 
                  อยากแจกเงินให้ใครก็แจกได้
                  อยากให้เงินชาวบ้านไปทำเศรษฐกิจพอเพียงก็แจกได้ 
                  และอื่น ๆฯลฯ อีกเยอะแยะ

         ไม่เห็นต้องทำข้อเสนอเชิงนโยบายอะไรเลย 

          ครูเอง ก็อย่าคอยให้บุญหล่นทับ อย่ามัวกระมิดกระเมี้ยนอยู่ ต้องลุกขึ้นมาแสดงพลังกันได้แล้ว  แต่ขอบอกแจมไว้นิดหนึ่งว่า อย่าคิดจะแสดงพลังเพื่อประโยชน์ตนเพียงอย่างเดียว ควรจะสืบพลังของครูเพื่อคุณภาพทางการศึกษาเนื่องไปด้วย

          ผู้เขียนเชื่อว่า  ครูจะได้รับการสรรเสริญอย่างทั่วทิศ 

          ขอไชโยโห่ร้อง เอาชัยล่วงหน้าครับ  ไชโย ! ไชโย ! ไชโย !

 

                                    Photobucket

paaoobtong
27/09/52
00:18

 

 

                                   

ootayarndokmai.wma