ตีเพื่อให้หลาบจำ...ไม่ใช่ตี ให้ชอกช้ำไปทั้งร่างกายและจิตใจ...อย่าถึงขั้นทำร้ายร่างกายลูกเลยค่ะ...

ทุกวันหยุด..ช่วงบ่าย ๆ...ยามแสงแห่งเช้าวันลดความเจิดจรัสลง...ดิฉัน มักได้ยินเสียงเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นกันบนถนนระหว่างอาคาร...ดังเจี้ยวจ๊าว...เสียงนั่นเป็นเสียงปกติ....แต่เสียงหนึ่ง...เอ!! ไม่ใช่เสียงหนึ่งสิ...ต้องเรียกว่า "เสียงประสาน"...เพราะมีมากกว่าหนึ่งคน...ได้ยินยามค่ำคืน...ปราศจากเสียงเด็กเล่นบนถนน...เสียงนั่นดั่งถี่และเพิ่มความดังขึ้นในทุกครั้ง ๆ ที่ได้ยิน...จับต้นเสียงว่าดังข้ามมาจากอาคารอีกฝั่ง...เจ้าของเสียงเป็นผู้หญิงและอีกเสียงเป็นผู้ชาย...   

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั่น...ให้รู้สึกหดหู่ใจ...ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ที่มีแต่ความเจริญทางด้านวัตถุเสียแล้ว...เสียงแรกดังตะคอก...ตะโกนด่าทอ...ด้วยคำหยาบคาย...พร้อมด้วยเสียงดังเพียะๆๆ...พร้อมกับคำหยาบคาย..."กูบอกมึงแล้วใช่ไหม...กูบอกมึงกี่ครั้งแล้ว...มึงไม่เคยเชื่อไม่เคยจำ"...อีกเสียงที่ดังตามมาไม่แพ้กัน "แม่อย่าตี แม่อย่าตี...ฮือๆๆๆๆ แม่..."..."กูบอกมึงกี่ครั้งแล้ว...ว่าอย่าขโมยเงินกูไปเล่นเกม...มึงขโมยเงินกูไปเท่าไหรแล้ว...กูเสียเงินไปกับมึงกี่ร้อยกี่พันแล้ว...กูบอกมึงแล้วใช่ไหม..."...คำพูดซ้ำ ๆ เช่นนี้ดังพร้อมเสียงเพียะๆๆๆ ประมาณชั่วโมงจึงสงบ...แต่แล้วก็เริ่มดังขึ้นมาใหม่ดังเดิม...นับเวลารวมแล้วก็ประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้...ที่แปลกใจ คือมีการหยุดพักเหนื่อยกันด้วย(ประมาณพี่เลี้ยงเข้ามุมด่วน อิๆๆๆ)...แต่ที่ไม่แปลกใจ คือร้านเกมอยู่ชั้นล่างของอาคารเต็มไปหมด...เด็กเลิกเรียนแล้ว ขณะที่ผู้ปกครองยังกลับไม่ถึงห้องพัก...
-------
เห็นทีอย่างนี้ต้องตั้งกฎ กติกา มารยาทในบ้านแล้วละค่ะ...ข้อตกลงร่วมกันในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน...หากประพฤติผิดซ้ำเด็กจะได้รับผลเช่นไร...เช่น ตัดเงินค่าขนม...งดเล่นเกมเป็นเวลากี่วัน...แล้วแต่ตกลงกันในครอบครัวค่ะ
-------
เพื่อนดิฉัน บอกว่า "ทำเรื่องครอบครัว...น่าจะลงไปให้คำปรึกษาเขานะ"...ฮ่าๆๆๆ ดิฉัน รีบแย่งหัวเราะก่อน...โธ่!! ให้คำปรึกษาเหรอ...ก็คนเขาไม่เต็มใจจะเข้าร่วมรับคำปรึกษา...เขาว่าชีวิตครอบครัวเขาไม่ได้มีเป็นปัญหาอะไร...เขาเลี้ยงของเขาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว...ลองเข้าไปยุ่งสิ...เดี๋ยวเขาจะหาว่า "ส.ใส่รองเท้า...มายุ่งไม่เข้าเรื่อง"...ดูแล้วท่าจะ "แกว่งเท้า...หาเสี้ยน" เสียเปล่า ๆ เป็นอันว่าได้แต่ชะเง้อคอคอยให้กำลังใจอยู่ใกล้ ๆ...มีเหมือนกันบางในแว๊บหนึ่งของความคิด...โทรหามูลนิธิคุ้มครองเด็กและสตรีดีกว่าไหมนี่...แต่ก็นะ!!..

คิดไปคิดมา...ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน...ก็คำพังเพยว่าไว้ "รักวัวให้ผูก...รักลูกให้ตี" อือ!! ยังใช้ได้อยู่หรือนี่...อาจจะได้แต่ก็ตามวาระแล้วกัน...ว่าไปแล้วการตีก็ตีได้นะ...สำคัญอย่าตีเด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่รู้เดียวสายังพูดกันไม่รู้เรื่อง...อดทนไว้ก่อนค่ะ...เพราะเด็กเพียงแค่ซุกซนตามพัฒนาการแห่งวัยค่ะ...(ยังมีโอกาสให้ตีอีกเยอะ...อดทนไว้ก่อนค่ะอิๆๆๆๆ)...ตักเตือน พร้อมให้คำแนะนำสั่งสอนเขาดีกว่าค่ะ...บางครอบครัวลงโทษลูกวันนี้...โทษฐานที่รังแกน้องครั้งเมื่อวานซืนโน้น...(เลยเป็นที่มาของคำว่า "เด็กเมื่อวานซืน"...ฮิๆๆๆๆ) เด็กที่ถูกลงโทษ งงงงงง!! นึกไม่ออกว่าตนทำผิดอะไรมา เมื่อไหร...ต่ออีกนิด...คงไม่มีใครไม่เคยตีลูกหรอก...ตีนะตีได้...ตีเพื่อให้หลาบจำ...ไม่ใช่ตีให้ชอกช้ำไปทั้งร่างกายและจิตใจ...อย่าถึงขั้นทำร้ายร่างกายลูกเลยค่ะ...ด่าทอด้วยคำหยาบก็ไม่ควรยิ่ง...พูดกันดี ๆ เด็กเขาก็เข้าใจ...ที่สำคัญอย่าลงโทษเด็ก ขณะที่อยู่ในอารมณ์โกรธ...โมโห...เจ็บหลายเท่านักค่ะ...แล้วจะมานั่งเสียใจภายหลังนะคะ...(เขียนไปเขียนมา...อ่านทวน...ดูเหมือนจะบ่น ๆ ซะมากกว่า)

 

เตือนตนไว้ เผื่อมีโอกาสมีบุตร-ธิดากับเขาบ้าง...จะได้เอาไว้เป็นเยี่ยง...แต่ไม่ขอเอาอย่าง...เกร็ดจากเรื่องราวเรื่องเล่า...อาจเป็นกระจกเงาสะท้อนอะไร ๆ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน...ได้บ้างไม่มากก็น้อย...(ประมาณว่าเขียนรายงานส่งครู...อาจมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย...ฮ่าๆๆๆๆ)
----------
หมายเหตุ: ต้องขออภัยหากบทความนี้ใช้ภาษาไม่สุภาพ...ด้วยเป็นไปตามบริบทของการสนทนา