จากบันทึกถึงท่านธรรมฐิต

บันทึกถึงท่านท่านธรรมฐิต  ต่อจากบันทึกเดิมที่บันทึกถึงกระบวนการเดินสู่ ความตายได้ไม่ดีนัก เพราะมีเวลาน้อยรีบบันทึกกันลืม ในห้วงเวลาที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือดูแลอาโฮมในการพากลับบ้าน จาก ICUนั้นตนเองก็ยังไม่ได้ศึกษามากนักมีเพียงประสบการณ์เล็กน้อย ในการดูแลพ่อด้วยความรักและปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยมที่จะให้พ่อสุขสบายและอบอุ่นปลอดภัย ในอ้อมกอดของพระศาสนาในวาระสุดท้ายของพ่อในช่วงสุดท้ายของชีวิต พี่เป็นผู้ดูแลพ่อทุกๆวัน ตื่นเช้าอาบน้ำให้พ่อบนเตียง คุยกับพ่อ ป้อนข้าว อ่านหนังสือธรรมะให้พ่อฟังและไปทำงาน เลิกงาน จ่ายตลาด เลือกซื้อสิ่งที่คิดว่าพ่อจะอยากกินและเป็นประโยชน์ต่อพ่อ กลับบ้านแม่ทำอาหาร พี่นกจะคุยกับพ่อ ป้อนอาหาร เปิดซีดี ธรรมมะ อาบน้ำให้พ่อแปรงฟันให้พ่อ บางครั้งพ่อนอนอยู่บนเตียงนานๆท้องผูก ไม่ถ่ายอุจจาระเพราะลำไส้นิ่งไม่ค่อยได้ขยับตัว ต้องช่วยสวนด้วยน้ำอุ่น พ่อไม่มีแรงเบ่งถ่ายอุจจาระ ต้องช่วยล้วงอุจจาระออกจนหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อบอกว่า ดีจังเลย เหมือนเอาไม้ที่มันอุดอยู่ในรูทวารออกไป ทำให้สบายพุงขึ้นเยอะ พ่อเป็นมะเร็งของท่อน้ำดี สองเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต พ่อกินอะไรไม่ได้ พ่อยอมให้แทงเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือ แต่พ่อไม่ยอมให้สอดใส่สายยางให้อาหารทางจมูก พ่ออยู่ได้ด้วยพลังงานจากน้ำเกลือและสารอาหารวิตามินเล็กๆน้อยๆจากน้ำเกลือ เส้นเลือดที่ให้อาหารจะคงอยู่ได้แค่เพียง 3-4 วัน ก็ต้องแทงใหม่อยู่บ่อยๆ แต่พ่อก็ไม่บ่น พ่ออดทนมากในการถูกแทงเข็มให้น้ำเกลือ แต่อย่างไรก็ไม่ยินยอมให้อาหารทางสายยาง พี่นกดูแลพ่อเองที่บ้านตลอด ไม่ได้ไปนอนโรงพยาบาล พ่อมีความสุขมากที่ได้รักษาตัวอยู่ที่บ้าน แม้จะป่วยหนักแต่ก็อารมณ์แจ่มใส พูดคุยยิ้มหัวเราะกับญาติๆและลูกหลานอยู่เสมอ  ญาติๆที่มาเยี่ยมทุกคน ประทับใจในความเป็นคนไข้ที่น่ารักของพ่อ คนไข้แม้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แต่ไมเคยมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่มีกลิ่นเหงื่อไคล ไม่เคยมีใจหงุดหงิด ยิ้ม หัวเราะ  ตามการหยอกเย้าของญาติ ญาติๆเห็นได้ว่าพ่อสะอาดทั้งใจและกาย นี่แหละคือข้อดีของการเป็นพยาบาล ข้อดีที่เราจะสามารถดูแลคนที่เรารักด้วยมือเราเองตั้งแต่ต้นจนจบ พ่ออารมณ์ดีแจ่มใสถึงวันสุดท้ายที่มีสติระลึกรู้อยู่ แต่ในวันสุดท้ายพ่อซึมลงจนไม่สามารถพูดคุยสื่อสารได้ แต่เรายังคุยกัน สวดมนต์ก่อนนอนด้วยกันจนถึงคืนสุดท้าย ในนาทีที่พ่อสิ้นใจ.......ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงร้องให้คร่ำครวญโศกเศร้า

มีแต่ ดวงจิตคารวะต่อคุณงามความดีของพ่อ....... ภาพใบหน้าอันปราณีมีความสุขของพ่อเป็นภาพพิมพ์ทาบอยู่ในใจ  ทุกคนที่อยู่ใกล้ในนาทีนั้นเห็นเราเข้มแข็ง สงบยอมรับ  ก็อยู่ในอาการสงบเช่นที่เราเป็น

ภาพของพ่ออบอุ่นและเป็นสุขอยู่เสมอไม่ว่านึกถึงคราใด การตายไม่ใช่ความสูญเสีย การตายเป็นวาระตามธรรมชาติ ที่เราต้องน้อมใจรับ เพราะความตายไม่เคยงดเว้นต่อผู้ใด ไม่สามารถต่อรองได้ หวังแต่ว่าเมื่อถึงเวลาของเรา เราจะมีกำลังสติเพียงพอต่อการน้อมจิตพิจารณาความตายอย่างสงบระงับ

ดังนั้นเมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้จึงยินดีช่วยเหลือในการร่วมน้อมนำจิตสุดท้ายของผู้ป่วยและญาติให้มีความสงบสุขมากที่สุด เท่าที่ตนเองจะทำได้

กราบขอบพระคุณพ่อด้วยดวงจิต  ในการเป็นผู้ให้แก่ลูกมาตลอดชีวิต  ให้แม้กระทั่งในวาระสุดท้าย  ให้เราได้แสดงออกต่อพ่อว่าเรารักท่านเพียงใด  ให้โอกาสเราได้ดูแลตอบแทนพระคุณอย่างดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ 

และประสบการณ์ดูแลพ่อด้วยความรักนี้ได้ถูกแบ่งปัน ผ่องถ่ายสู่ผู้ป่วยและญาติที่ต้องเผชิญสภาวะเช่นนี้ที่ตนเองมีโอกาสได้ดูแล  และผู้ร่วมงานท่านอื่นๆในหน่วยงานต่างก็ร่วมเรียนรู้ที่จะปฏิบัติเหมือนกัน ทำให้เกิดกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในหน่วยงานของเรา   กลายเป็นสมบัติของหน่วยงานไปแล้วนะ  นี่ไงสมบัติผลัดกันชม 

                                                                       "ความตาย"