ใครว่าเด็ก ๆ ของพวกเรา “ด้อยโอกาส”
คำนี้ได้จากหนังสือ ชีวิตผ่องใสที่ใคร ๆ ปรารถนา ของพีชีไตรลักษณ์ ที่ทางเสถียรธรรมสถานจัดพิมพ์ขึ้น ได้มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม มักจะหยิบขึ้นมาอ่านเสมอ เพราะอ่านทีไรทำให้หัวใจเบิกบานทุกที วันนี้เช่นกัน มีเวลาว่างก็หยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง รู้สึกว่าคำนี้จะตรงกับชีวิตของตัวเอง ที่เป็นครูชนบทมาตลอดระยะเวลาที่รับราชการ 5 ปี กว่า เห็นชีวิตเด็ก ๆ ในชนบท และคิดว่าตัวเองก็เข้าถึงความเป็นชนบท ด้วยความที่เกิดมาจากชนบท (เด็กบ้านนอก) ก็เลยนำบันทึกของแม่ชีที่ตอบปัญหาของครูที่มีความทุกข์กับชีวิตเด็ก ๆ มาให้อ่านกันเผื่อจะเพิ่มแนวคิดให้กับผู้เป็นครูทั้งหลาย
คำนี้น่าคิดนะ ไม่ใช่แกล้งพูด คิดให้ลึก ๆ ดี ๆ เด็ก บ้านนอกไม่ใช่เด็กที่น่าสงสารหรือด้อยโอกาสนะ (ยกเว้นพวกไม่มีครูที่แท้จริงเข้าไปช่วย) เด็กบ้านนอกเป็นเด็กที่มีโอกาสดี ๆ กว่าเด็กในเมืองมาก ในเรื่องของการพัฒนาชีวิตทั้งด้านกาย - ใจ
สิ่งแวดล้อมที่แสนกันดารคือแบบฝึกหัดที่ล้ำค่าของเด็ก ๆ ทีเดียว ความสบายน่ะมันฆ่าคนมาเสียมากต่อมากแล้วน่ะ ยิ่งกันดารยิ่งดี ลับสมองลองปัญญาพัฒนาเชาวน์ดีจริง ๆ ดังคำของท่านพุทธทาสที่ว่า “หาสุขได้จากทุกข์” เรามีหน้าที่ช่วยกันกระตุ้น ให้สมองสติปัญญาของเขาทำงาน ทำงานในการคิดสร้างสรรค์ดัดแปลง เอาสิ่งที่มีอยู่รอบตัวมาทำให้เกิดประโยชน์และเราต้องให้ความรู้ทางธรรมะแก่เขาด้วย ช่วยพัฒนาชีวิตด้านใน เด็กที่มีอุปสรรคชีวิตมาก ๆ ย่อมเข้าใจและแจ่มชัดในธรรมะได้ง่ายกว่าเมื่อเราจะสร้างเขาก็ต้องสร้างให้สมดุลทั้งทางกาย ใจ เขาจึงจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ (พระธุดงค์หรือพระอรหันต์ที่ท่านมีจิตใจสะอาดสูงส่ง ท่านก็อยู่ป่าอยู่เขาเหมือนกันน่ะ ท้องถิ่นที่เด็ก ๆ อยู่กันน่ะจะเรียกว่า เป็นดินแดนที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำแก่สาวกของพระองค์ ) ต้องฝึกไม่ให้งอมืองอเท้ายอมอดอยากตาย ต้องฝึกเด็กให้สู้ ๆ รู้จักทำมาหากินตามสมควร มีความเป็นอยู่แต่พอดี รู้จักพึ่งตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลัง
ดังนั้นเขาจะ ด้อยโอกาส หรือ ได้โอกาส ก็อยู่ที่ ครู ไม่ใช่อยู่ที่ภูมิประเทศ
เมื่ออ่านแล้วก็ก็ทำให้คิดถึงชีวิตของตัวเอง ได้ยินเพื่อนครูบ่นเกี่ยวกับความทุกข์ของตัวเองจากการเป็นครู(บ้านนอก) บางครั้งเราไปยึดติดและคาดหวังกับเด็ก ๆ มากเกินไปทำให้ตัวเราเองเป็นทุกข์ เราต้องกลับมามองดูที่ตัวเราความเป็นครูของเรา คือประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี มีความรักในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ด้วยความสุขและภาคภูมิใจจากการให้ ท่านพุทธทาสกว่าว่า “ครูคือผู้สร้างโลก” สังคมจะดีขึ้นก็เพราะครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู สร้างโลกสวยได้โดยผ่านเด็ก ๆ คุณครูแต่ละท่านได้ให้โอกาสเหล่านั้นแก่เด็ก ๆ หรือยังค่ะ.......

อ่านบันทึกนี้แล้วรู้สึกว่าเขียนได้ดีนะคะ เห็นด้วยค่ะ ทำให้อยากทำงานอยู่ในชนบทต่อนะคะเห็นใจเด็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกล..และประทับใจคำคำนี้ " ด้อยโอกาส หรือ ได้โอกาส ก็อยู่ที่ ครู ไม่ใช่อยู่ที่ภูมิประเทศ " เพราะดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ทำงานอยู่ในโรงเรียนที่อยู่ในชนบท(สุดเขตฯ) ซึ่งได้มาเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต วิชาทำมาหากิน วิถีชีวิตแบบง่ายๆ สิ่งแวดล้อมที่ดีและมีมาก เหมาะแก่การเรียนรู้ได้ทุกรูปแบบ อยู่แบบพอเพียง มีจิตอาสา และที่สำคัญนะคะเด็กแถวนี้เค้าทำได้ สามารถเลี้ยงชีพรอด ถึงแม้เทคโนโลยีด้อยไปบ้าง แต่ สิ่งอื่นๆ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครคนอื่นเลย อยู่ที่ไหนตรงไหนก็สามารถพัฒนาได้เหมือนกัน...เพียงแค่ครูนั้นช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เขาขาดหรือช่วยส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ สนใจ เป็นไปได้ อยากเรียนรู้ เพียงเท่านี้โอกาสของเด็กก็คงไม่หลุดลอยหายไปไหนแล้วนะคะ...ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูชนบทได้สู้ต่อไปนะคะ...
อ่านบันทึกแล้วเป็นบันทึกที่ดีมากคะเห็นด้วยที่ว่าเขาได้โอกาสหรือด้อยโอกาสอยู่ที่คัวครู ว่าจะทำให้เขาได้หรือด้อยโอกาส เพราะเราสามารถให้โอกาสกับเขาเท่ากับเด็กที่อยู่ในเมืองได้
แวะมาทักทาย อ่านบันทึกแล้วก็อยากจะแสดงความเห็นนิดเดียวครับคุณครู ผมว่าเด็กทุกวันนี้ไม่ด้อยโอกาสแล้ว แต่เด็กบางส่วนขาดความสนใจ เอาใจใส่ในการเรียน สิ่งแวดล้อมก็มีผลนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเราก็ต้องทำใจบ้างครับ (เด็กบางส่วนเท่านั้น ไม่รวมทั้งหมดนะครับ) แต่เชื่อว่าครูทุกคนก็เต็มที่กับเด็กอยู่แล้วครับ จริ๊ง จริง ครับ (5555555)
อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีค่าขึ้นมาบัดดล จะอยู่ตรงนี้ละค่ะ ไม่หนีไปไหน และก็ไม่ท้อกะเด็ก ๆ แล้ว ถ้าไม่มีพวกเขา เราคงไร้อาชีพ
ให้คิดดูดี ๆ ขาดเขา แล้วเราจะรู้สึก ความลำบาก และอุปสรรค ก็คือบททดสอบความเป็นครูของเรานั่นแหละ ว่าเรายังคงแข็งแกร่งอยู่หรือเปล่า อิอิ........ใจสู้หรือเปล่า.........
จามรี เด้อค่ะเด้อ
อ่านบันทึกนี้เห็นด้วยนะคะ เป็นเรื่องจริงเกิน 80% ฉะนั้ยสิ่งที่ครูมีคือความเอาใจใส่คะ ขอชื่นชมครูที่มีความรักแสร้างฌอกาสที่ดีให้กับเด็กๆ นะคะ