รถปิคอัพใหม่เอ่ยมรุ่นล่าสุดยี่ห้อหนึ่ง ค่อยคืบคลานเข้าสู่ชุมชน เสียรแตรจากรถยนต์ดังเป็นระยะตั้งแต่เริ่มเข้าที่ตั้งบ้านเรือน
รถยนต์ใหม่เอี่ยมใส่หลังคาสูง สิ่งของบริโภคทั้งสดแห้ง หวานคาว วางอยู่ตามชั้นต่าง ๆ ภายในกระบะหลังรถ บ้างก็ห้อยระโยงระยางอยู่กับโครงเหล็กที่ต่อจากกระบะรถขึ้นไปเป็นหลังคา มีพื้นที่เพียงพอขยับตัวได้ให้แม่ค้านั่งหยิบข้าวของส่งให้ผู้จับจ่าย
ชาวบ้านผู้คุ้นเคยขนานนามยานยนต์นี้ว่า “รถพุ่มพวง” ถ้าจะนิยามให้ง่ายสำหรับผุ้ไม่คุ้นเคยคือ ร้านค้าเคลื่อนที่นั่นเอง เคลื่อนไปตามวงล้อที่พาหนะนี้จะพาไป
สินค้าจำหน่ายมีตั้งแต่อาหารสด (ที่มักไม่สด) เช่น เนื้อ หมู ไก่ ปลา ผักสดนานาชนิด (มักไม่สดเช่นกัน) ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงอาหารแห้ง ทั้ง พริกแห้ง หอม กระเทีม กระปิ น้ำมัน น้ำปลา ปลากระป๋อง ปลาเค็ม ฯลฯ กระทั่งบางคันมีถึงอาหารสำเร็จรูปใส่ถุงพร้อมรับประทาน
สองสามีภรรยา ดูท่าทางภูมิฐาน ประกอบอาชีพเร่ขายของตามหมู่บ้านมากว่าสิบปี ซึ่งเริ่มต้นจากการตะเวนขายของโดยผู้เป็นสามีที่ใช้เพียงรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะนำสินค้าไปจำหน่านผู้บริโภคในชุมชนต่าง ๆ
เวลาผ่านไป รายได้จากการค้าขายทำให้สามารถสะสมเงินเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่เอี่ยม แทนรถยนต์บุโรทั่งคันเก่า เนื่องจากความคับแคบของตัวรถไม่บรรจุสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของบรรดาลูกค้าในหลายชุมชน และนับวันความต้องการนั้นก็ยิ่งขยายปริมาณขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทันทีที่รถจอด หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินตรงมาที่รถยนต์ที่ไม่คุ้นเคย และเมื่อมั่นใจว่าคู่สามีภรรยานี้เขาเป็นลูกค้าเจ้าประจำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“...เมื่อวานทำไมไม่มา เกือบไม่ได้กินข้าวเลย...”
เป็นคำทักทายจากลูกค้าประจำ ของแม่ค้าคนเดิม
หญิงชาวบ้านคนนี้ และอีกเกือบทั้งหมู่บ้านพึ่งแม่ค้ารายนี้มานานนับปี ในการจับจ่ายซื้อหากับข้าวกับปลาเพื่อมาประกอบหุงหาอาหารเลี้ยงครอบครัว
วันที่แม่ค้าเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ มีเรื่องราวให้ต้องจัดการ ข้อขัดข้องทำให้เขามิได้เข้ามาขายของ โดยมิได้บอกให้ชาวบ้านทราบล่วงหน้า จึงทำให้ปั่นป่วนไปทั้งหมู่บ้าน
...
ผมจินตนาการเรื่องราวนี้ตามคำบอกเล่าของพ่อผู้ใหญ่พิกุล ขันทัพไทย ผู้ใหญ่บ้านนาฝาย ต.หัวเรือ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ผู้ได้รับการยกย่องจากสังคมว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านตัวจริงเสียงจริง วิทยากรในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ GotoKnow Forum ครั้งที่ ๑ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
พ่อผู้ใหญ่พิกุล บอกเล่าเรื่องราวนี้ต่อที่ประชุม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง ความอ่อนแอของชาวบ้าน/ชุมชน ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้แม้เรื่องอาหาร ทั้งที่ปู่ย่าตาทวดหลายชั่วคนที่ผ่านมา ไม่เคยพึ่งพาใครในเรื่องนี้ พึ่งตนเองได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ในวันที่พิกุล ขันทัพไทย เข้ามารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เขาเห็นว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้านที่ฝังรากลึก ซึ่งต้องรีบจัดการโดยด่วน
ชาวบ้านมีค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับค่าอาหารจากคนภายนอกชุมชนเป็นเงินไม่น้อย แม้ดูเหมือนว่าในแต่ละวันจะเป็นเงินไม่มาก แต่เมื่อคูณด้วยจำนวน ๓๐ และจำนวน ๑๒ จะพบว่าในแต่ละเดือนแต่ละปี เป็นเงินก้อนโต ทั้งที่สิ่งที่จับจ่ายซื้อหา เกือบทั้งหมดสามารถพึ่งพาตนเองได้ หากแต่ละครอบครัวลงแรง
เป็นเพราะตนเองเป็นแบบอย่างของชาวบ้านในด้านการพึ่งพาตนเองในเรื่องนี้ได้
“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” คือแนวทางการดำเนินชีวิตที่ยึดถือมาแต่ไหนแต่ไรของผู้ใหญ่พิกุล
ผู้ใหญ่พิกุลเริ่มตั้งคำถามกับชาวบ้านให้ฉุกคิดเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ต้องจับจ่ายเป็นค่าอาหาร ทั้งที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยที่มาพร้อมกับรถพุ่มพวงต่าง ๆ นา ๆ ไม่ว่าจะเป็นของสินค้าอายุ อาหารปนเปื้อน สินค้าไร้คุณภาพ ฯลฯ
เมื่อชาวบ้านเริ่มได้คิด จึงชักชวนชาวบ้านปลูกพืชผักกินกันเองในครอบครัว ด้วยการบากหน้าเข้าหาหน่วยงานราชการเพื่อขอเม็ดพันธุ์มาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน เป็นการเริ่มต้น ทั้งนี้ในชุมชนมีแบบอย่างที่ดีอย่างผู้ใหญ่พิกุลที่ได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
จากการปลูกพืชผัก ก็ขยับไปเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ฯลฯ หลังจากนั้นไม่กีปี จากการเดินตามรอยผู้นำอย่างผู้ใหญ่พิกุล ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ลดการพึ่งพาภายนอกลง โดยเฉพาะจากรถพุ่มพวง จนกระทั่งรถพุ่มพวงคันนั้นต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปเจาะตลาดหมู่บ้านอื่น
นี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาของบ้านนาฝาย เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำ-ดินเค็ม ขาดแคลนน้ำดื่ม โรคภัยไข้เจ็บ อบายมุข หนี้สิน ฯลฯ ทั้งหมดถูก ที่ได้รับการจัดการแก้ไขโดยชุมชน ภายใต้การนำของผู้ใหญ่พิกุล ขันทัพไทย
ดร.แสวง รวยสูงเนิน ผู้นับถือผู้ใหญ่พิกุล ว่าเป็นปราชญ์และประกาศตัวเป็นสหาย ประทับอกประทับใจผู้ใหญ่พิกุลมากมาย ผมจับอารมณ์ความรู้สึกนี้ได้หลายช่วงหลายตอนในห้องประชุม
ดร.แสวง เล่าเรื่องน่าสนใจเรื่องนึง คือ ที่บ้านนาฝาย ไม่มียุงแม้แต่ตัวเดียว ครั้งนึงที่เข้าไปนอนในหมู่บ้าน ถึงกับประหลาดใจเมื่อไม่พบแม้เงายุง
ผู้ใหญ่พิกุลเล่าให้ฟังว่า กิจกรรมหนึ่งที่ชุมชนร่วมดำเนินการคือการกำจัดลูกน้ำยุงลาย ดำเนินการกระทั่งตัดวงจรชีวิตยุงลายและยุงอื่น ๆ ที่ใช้น้ำในการเพาะพันธุ์ซะศูญพันธ์ไปจากหมู่บ้าน
กรมอะไรที่รับผิดชอบเรื่องนี้ในกระทรวงสาธารณสุข ได้โปรดไปดูกระบวนการทำงานด่วน...
...
เพื่อนของเราคนหนึ่งไถ่ถามว่าผู้ใหญ่พิกุล จบการศึกษาระดับใด
ดร.แสวง ชิงตอบแทนผู้ใหญ่ ว่า จบปริญญาจัตวา
ทุกคนในห้องงง รู้จักแต่ ปริญญาตรี โท และเอก แต่ไม่เคยรู้จักและได้ยินปริญาจัตวา
เมื่อเฉลยว่าท่านจบ ป.๔ ทุกคนถึงกับอึ้งและทึ่ง
ผู้ใหญ่พิกุล มาจากครอบครัวที่ค่อนยากจน เรียนจบ ป.๔ ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงาน ครั้นมีโอกาสได้บวชเรียนก็มีบุญอยู่ในผ้าเหลือเพียง ๒ ปี ก็ต้องลาสิกขาออกมาทำงานช่วยครอบครัว
แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐานะ แต่ก็มิปิดกั้นจิตอาสาในใจมิให้เบ่งบาน พิกุลตั้งแต่วัยหนุ่มเอาตัวเองเข้าไปช่วยเหลือกิจการงานของชุมชนเสมอมา บรรดาอาสาสมัครในหมู่บ้านต่าง ๆ ล้วนมีชื่อ พิกุล ขันทัพไชย เป็นสมาชิกอยู่ในนั้นด้วยเสมอ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับจากชาวบ้าน กระทั่งได้รับการเลือกจากชาวบ้านให้เป็นผู้ใหญ่บ้านนาฝาย โดยไม่เสียเงินซื้อเสียงแม้แต่แดงเดียว
ในวาระที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่พิกุลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แก้ไขบรรดาปัญหาต่าง ๆ ได้ลุล่วง ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิต ดำเนินรอยตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเข้มข้น กระทั่ง ดร.แสวง บอกว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ ซี่งเป็นที่มาของรางวัลผู้ใหญ่บ้าน “แหนบทองคำ”
เมื่อคราวการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านครั้งต่อมา ผู้มีเงินท่านหนึ่งได้ลงสมัครแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ว่ากันว่ามีการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก มีเสียงขู่จากฝ่ายตรงข้ามว่า “จะทำให้แหนบทองคำร่วง” และจะเหลือคะแนนให้ผู้ใหญ่พิกุลสัก ๘๐ คะแนน จากสามร้อยกว่าคะแนน
ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครแข่งขัน ผู้ใหญ่พิกุลมิได้หาเสียงกับลูกบ้าน ยังเดินทางไปไหนมาไหนบรรยายให้ความรู้ตามหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไม่รู้ร้อนหนาว สองวันก่อนการเลือกตั้งจึงได้เดินพบปะชาวบ้าน บอกกับชาวบ้านว่า ตนเองไม่มีเงินซื้อเสียง แต่ที่สมัครเข้าชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเพราะต้องการสานงานเก่าที่ค้างคาไว้ให้ลุล่วง ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นแล้วว่าตนเองพูดจริง ทำจริง
ที่สุด คะแนน ๘๐ คะแนนนั้นกลับไปเป็นของคู่แข่ง ส่วน ๒๒๕ คะแนน เป็นคะแนนที่ชาวบ้านเทให้ผู้ใหญ่พิกุลดำรงตำแหน่งต่อ
...
ท่านได้พูดคุยให้ความรู้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ และร่วมรับผลประโยชน์
ผมได้ยินหลักการทำงานนี้มานาน แต่มักได้ยินจากปากนักวิชาการเป็นส่วนใหญ่ วันนี้ได้ฟังจากปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีความรู้ปริญญาจัตวา ทำให้เป็นความรู้ที่น่าสนใจมากครับ
ดีใจจังค่ะ ... ทีได้เข้ามาอ่าน
การถอดเรื่องราวที่ได้เรื่องราว...^__^ ด้วยความที่ว่า อ.หมอ JJ ชวน ก็นึกว่าชวนแล้วก็ชวนเลย แต่มาทราบเมื่อมีการลงทะเบียนครบจำนวนคน ก็เลยไม่ไปร่วม อีกทั้งมีการงานที่มองว่าเรายังพอมีประโยชน์ ... อืม ก็เลยพลาดไม่ได้เจอคุณหนานเกียรตินะคะ
ที่แวะไปถามเรื่องพระคุณเจ้าที่บันทึกน่ะคะ ท่านคือ พระอาจารย์พิทยา ทินนาโภ วัดป่าหรองไคร้ จังหวัดยโสธร เป็นลูกศิษย์ของท่านหลวงปู่ประสาร สุมโนค่ะ...
ความรู้...ที่คุณหนานเกียรติรู้สึกทึ่งนี่
กะปุ๋ม..ก็เคยทึ่งมาแล้ว ..และได้ตื่นแล้วว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ได้เท่าเทียมแห่งปัญญาที่มาจากรากเหง้าแห่งศีลแห่งความดีเป็นบาทฐานรองรับ
มันคือปัญญาอันงดงามที่มาจากความเป็นมนุษย์นะคะ ...
เยี่ยมเลยคะ คุณหนานเกียรติ ถอดบทเรียนได้ดีมาก
พี่ยังไม่ได้ทำเลย มัวผลัดวันประกันพรุ่ง
เอาเป็นว่า ขออ่านของ คุณ และสมาชิกคนอื่นๆ ไปก่อน
ขอบคุณค่ะ ที่มาร่วมแบ่งปัน
พี่หนานคะ ...พอลล่า มาตามอ่าน แล้วค่ะ แต่ว่า บันทึกแรกๆ ก็ยังไม่ได้อ่าน อิอิ เดี๋ยวมาอีกนะคะ จะมาบอกว่า อบ่าลืมอ่านเรื่องถอดบทเรียน ของพอลล่านะคะ อิอิ
ในฐานะที่ทำงานด้านพัฒนาชุมชนเหมือนน้องหนาน ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ชื่นชมท่านมาก ที่สร้างสรรสังคมด้วยความเป็นเนื้อแท้ของความจริงใจและทำจริงมิเพียงร่ายคำสวยงามให้คนรอบข้างได้ระรื่นหู ท่านผู้ใหญ่สมแล้วที่ได้รับการยกย่อง พี่เองก็รู้สึกยกย่องท่านมากๆ
ประเด็นของพี่ที่คุยกับน้องเอ๋คือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างคนอย่างท่านให้มีจำนวนมากๆขึ้นไปอีก ทำอย่างไรที่จะขยายชุมชนแบที่ท่านสร้างให้กระจายไปอยู่ทั่วๆไป
คนทำงานพัฒนาตอบว่ายาก.. แต่เราก็ทำ เพราะไม่มีอะไรง่าย
ชื่นชมน้องหนานที่ ได้เปิดหน้า g2k นี้ให้เป็นเวทีของชาวบ้านบ้าง และควรจะมากขึ้นๆนะครับ ช่วยกันครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ที่ "ลานดอกไม้แต้มยิ้ม ณ ริมฟ้า"
สวัสดีค่ะ
การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมนี้ เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้วพี่มีส่วนไปช่วยบางหน่วยงานเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ แต่บางหน่วยงานนั้น แม้กระทั่งข้าราชการระดับหัวหน้าหน่วยงานบางส่วนก็ยังไม่สามารถทำและเข้าใจได้...เมื่อมาได้ยินผู้ใหญ่พิกุล พูดถึงหลักการมีส่วนร่วม และสามารถดำเนินการได้จริง ทำให้พี่ชื่นชมมากค่ะ...ในส่วนตัวพี่มีความเชื่อในเรื่อง การมีส่วนร่วมค่ะ....
ขอเสริมอาจารย์ธนิตย์ค่ะ..ปริญญาจัตวาต้องรู้มาก..รู้ลึก..ฝังแน่นในตัวมานานนม..ยิ่งกว่าปริญญาเอกเพิ่งเริ่มต้น จริงม๊า..คริ..คริ..(สระในภาษาไทย)พี่หนานเขียนบันทึกแล้วรวบรวมเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา..สำหรับเด็ก..เกี่ยวกับปราช์ญชาวบ้านจะดีมากๆนะค่ะ..อุดหนุน..ๆ..ๆ
สวัสดีครับ คุณ Ka-Poom
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันครับ
งานนี้ผมก็เกือบไม่ได้ไป เพราะกว่าจะเคลียงานลงตัวก็วันพฤหัส อ้อนวอนจนทีมงานเห็นใจให้เข้าร่วม (สงสัยป๋าดัน - อ.ขจิต ช่วยดันด้วย)
ทันที่ที่รู้ว่าให้เข้าร่วมได้ก็ขับรถยาวไปถึงขอนแก่นเลยครับ
เห็นด้วยครับ "ปัญญาอันงดงามที่มาจากความเป็นมนุษย์"
สวัสดีครับ พี่กระติก~natachoei ที่ ~natadee
ขอบคุณที่แวะมาอ่านและคำชมครับ
ความประทับใจทำให้มีแรงบันดาลใจอยากเขียนอยากเล่าครับ
จริง ๆ มีอีกหลายเรื่องที่อยากเล่า
แต่เก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นบ้างครับ
น้อง ♥paula ♥ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
ไปอ่านมาแล้วบันทึกของน้องหนะ
แหม.. จบซะห้วน ๆ ดื้อ ๆ รีบเขียนต่อโดยด่วน...
พี่ บางทราย ครับ
ผมเพิ่งพัฒนาตนเองเรื่องงานเขียน เพราะเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการบอกเล่าเรื่องเล่าที่อยู่นอกกระแสความสนใจของสังคม
ผมมาจากคนยากคนจน ผ่านความทุกข์ยากและพบเห็นความทุกข์ยากและความอยุติธรรมมามาก จึงอยากจะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านการเขียน
มีแรงเมื่อใดก็ลุกมาเขียน เขียนเก็บไว้มีช่องทางได้นำเสนอก็เสนอ
ผมเขียนมาลงไว้ที่นี่หลายชิ้นเหมือนกันครับ
จิตอาสา (6 บันทึก)
เรื่องเล่าจากหมู่บ้าน (18 บันทึก)
บทเรียนจากชุมชน (3 บันทึก)
บ้านป่าคา : เรื่องเล่าของคนกับป่า (7 บันทึก)
ขอบคุณพี่ที่แวะมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจครับ
พี่ ครูคิม
แถวบ้านพี่มีรถพุ่มพวงด้วยเหรอ
สวัสดีครับ คุณครูอิงจันทร์
ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ
ขอบคุณมาก ๆ ด้วยครับสำหรับคำชม มีกำลังเขียนขึ้นอีกแยะเลยครับ
อ. paew ครับ
ระยะหลังราชการขับเคลื่อนเรื่องนี้กันมากครับ ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นยังไม่เข้าไปสู่ระดับที่เรียกว่า "วิธีคิด" โดยมากยังติดอยู่ในระดับ "เทคนิควิธี"
จริง ๆ เรื่องการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของการเชื่อมมั่นในความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกัน
เสียดายเวลาที่ประชุมมีน้อย ผมยังอยากฟังเรื่องเล่าจากแกอีกเยอะเลยครับ
ขอบคุณที่แวะมาแลกเปลี่ยนครับ
สวัสดีครับ อ.ธนิตย์ สุวรรณเจริญ ครับ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และขอบคุณมาก ๆ สำหรับคำชมครับ
จะเก็บแรงไว้เขียนมาให้อ่านเรื่อย ๆ ครับ
คุณครู rinda ครับ
ถูกต้องนะคร้าบ...
"..ปริญญาจัตวาต้องรู้มาก..รู้ลึก..ฝังแน่นในตัวมานานนม..ยิ่งกว่าปริญญาเอกเพิ่งเริ่มต้น..."
แหะ แหะ เรื่องรวบรวมนี่มิบังอาจครับ
แค่ตามมาอ่านในนี้ก็ดีใจโขแล้วครับ
สวัสดีค่ะ คุณหนานเกียรติ
ตามติด มาอ่านต่อค่ะ เขียนได้สุดยอดค่ะ อ่านไม่เบื่อเลยไม่ได้ไป มาเรียนรู้จากการเล่านะค่ะ
ขอบคุณที่มาแบ่งปันค่ะ
คุณหนานเกียรติ สรุปได้ละเอียดดีมาก ได้ใจความสำคัญทุกประเด็น
พี่พบคนเก่ง อีกคนในg2k ขอบคุณที่เขียนไว้ให้อ่านนะคะ