สยามเมืองยิ้ม สยามเมืองยักษ์

 

 

วันหนึ่งได้มีโอกาสได้ดูข่าวครับ มีนักวิชาการจากต่างประเทศเสนอให้ผู้ที่มีความคิดไม่ลงรอยกันมาทำ mind mab หรือ แผนที่ความคิดกัน ความคิดนี้ก็ดีมากนะครับแต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ได้ถูกจุดหรือเปล่าแต่ก็นับเป็นความปรารถนาดีที่ดีครับ

 

ลองคิดดูดีดีก็เข้าใจได้ยากเหมือนกันนะครับว่าประเทศสยามเมืองยิ้มอย่างไทยแลนด์ทำไมไหงได้กลายเป็นสยามเมืองยักษ์ไปตอนไหนกัน

 

พระพุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ ก็สอนให้มีเมตตา กรุณา ไม่ทำร้ายกัน มีสติ ใช้ปัญญา รวมทั้งศาสนาอื่นๆที่สอนให้คนรักกัน เมตตากรุณากัน แต่ทำไมความขัดแย้งกันทางความคิดกลายเป็นการใช้กำลังกันในบางกรณี

 

การศึกษาทางวิชาการหลายคนก็มีวุฒิการศึกษาที่ดีทั้ง ด็อกเตอร์ อาจารย์ นักวิชาการ ผู้รู้ต่างๆมากมาย แต่บางครั้งยาพิษอาบน้ำผึ้งก็หลุดจากปากของท่าน มิพักต้องเอ่ยถึงในสภาที่คำผรุสวาทออกมาเผ่นผ่านบ่อยๆจากปากของผู้รู้ที่ชื่อ นักการเมือง

 

มีเด็กคนหนึ่งถามนายกอภิสิทธิ์ว่า "ทำไม สส.บางท่านถึงชอบพูดจาหยาบคายค่ะ แล้วเด็กควรเอาเป็นแบบอย่างหรือค่ะ" ท่านนายกตอบว่า "น่าจะเกิดจากอารมณ์ คราวหน้าก็จดไว้นะว่าคนนี้พูดไม่ดี ไม่ต้องเลือกเข้ามา" แต่ผมมองว่าถ้ามีอารมณ์แล้วมีสติ รักษาศีล คำพูดเหล่านี้จะไม่มีวันโพ่งออกมาทางปากได้เด็ดขาด

 

แต่บางครั้งด้วยความมีไหวพริบของผู้ทรงเกียรติ อาจจะไม่ได้ด่าตรงๆแต่ก็หนีไม่ค่อยพ้นการกระทบกระแทกเสียดสี บ่อยครั้งที่เปิดดูการประชุมสภาก็จะพบว่าคลื่นความเกลียดชัง โทสะ แทบจะทะลักล้นออกมาจากจอทีวี

 

ความเกลียดชัง โทสะของคนต่างความคิด ก็จะมีชื่อเรียกว่า ความเกลียดชังเหมือนกัน ไม่แบ่งแยกความเกลียดชังของคนดี หรือ ความเกลียดชังของคนไม่ดี แต่ทุกๆครั้งที่เราบ่มเพาะความเกลียดชังขึ้นในใจ มันจะทำให้เราเห็นมันเป็นเรื่องปกติ เหมือนต้นไม้ที่มีหนาม เราโดนหนามทิ่มเลือดซิบอยู่บ่อยๆจนชิน ไม่รู้สึกตัว เฉกเช่น คนที่เคยทำร้าย หรือ ฆ่าสัตว์เล็กๆ จิตใจจะเคยชินจนอาจถึงขั้นทำร้าย ตัดรอนชีวิตของบุคคลอื่นดังเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

 

สำหรับผมมองว่าสิ่งที่พี่น้องชาวไทยคิดไม่ตกว่า ทำไมบ้านเมืองเราจึงร้อนรุ่ม แตกแยก จนถึงมีการลงไม้ลงมือกัน น่าจะมีสาเหตุมาจากเราขาดการเรียนรู้ที่จะรักษาศีล 5 ขาดเมตตากรุณากับเพื่อนมนุษย์ ไม่เคารพตัวเอง ทิฏฐิมานะ อัตตาที่รุนแรง หลักธรรมของศาสนาต่างๆไม่ใช่ไม่มีแต่เราไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง อย่างทั่วถึงต่างหาก

 

ถ้าไม่มีหลักธรรมในใจ เราก็จะทำได้หลายอย่าง เช่น พูดจาว่าร้าย เห็นคนอื่นเป็นศัตรู ใช้กำลังกันจนเป็นแฟชั่น ให้อภัยไม่เป็น รักตัวเอง รักผลประโยชน์ของตัวเองไม่พอเพียง หลงอำนาจ ไม่ยึดหลักอหิงสธรรม

 

ที่เราบอกว่ารักชาติ ก็เพราะว่าเป็นชาติของเรา ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง

 

ดังคำที่ท่าน ว.วชิรเมธีกล่าวว่า

 

“ก่อนจะถามว่าประเทศไทยจะให้อะไรกับท่านบ้าง

ให้ถามกลับกันว่าแล้วท่านได้ให้อะไรกับประเทศนี้หรือยัง”

 

บางคนกำลังให้ขยะทางความคิด มลพิษทางการกระทำกับประเทศนี้โดยยึดหลักที่ว่า เราทำเพื่อประเทศจนต้องทำร้ายทำลายใครก็ไม่เป็นไร


บางคนอาจจะทำเพื่อชาติของเรา แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นทำเพื่อชาติของพี่น้องชาวไทยทุกคน เรื่องเหล่านี้อาจเบาบาง จนวันหนึ่งอาจมลายหายไป จนคนไทย เมืองไทย กลับมาเป็นสงบสุขร่มเย็นอีกครั้ง

 

ขออนุโมทนากับคนที่คิดดี พูดดี ทำดี


และขอให้คนที่กำลังหลงผิดได้มองเห็นแสงสว่่างโดยเร็วนะครับ