สันติสุขซ่อนตัวภายในใจเรา

                        ในขณะที่สังคมไทย กำลังเผชิญกับสถานการณ์ของความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้เกิดคำถามอันแหลมคมต่อพระพุทธศาสนาว่า มองความขัดแย้งอย่างไร  แล้วเราควรจะมีท่าทีต่อความขัดแย้งอย่างไร  จึงจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนสถานการณ์ของความขัดแย้งได้อย่างมีความสุข

                       พระพุทธศาสนายอมรับว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็น (Necessary) ในระดับโลกิยวิสัย เพราะ “ความขัดแย้ง” จัดได้ว่าเป็น “ทุกข์ของบุคคลและสังคม” ประการหนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองว่าความขัดแย้งเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ธรรมดา” ของสังคมทั่วไป จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “สิ่งจำเป็น” ของสังคม  เพราะสรรพสิ่งในสังคมนั้นแปรเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา (อนิจจัง)  ผลจากการแปรเปลี่ยนดังกล่าวนั้นจึงทำให้เกิดบรรยากาศของ “ทุกข์” หรือ “ความขัดแย้ง”  ซึ่งเป็นสภาวะหรือบรรยากาศที่ดำรงอยู่ในภาพเดิมไม่ได้  สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นในแง่ของโลกิยวิสัยนั้นไม่สามารถเป็นไปตามความต้องการ หรืออำนาจของสิ่งใด หรือบุคคลใด กล่าวคือไม่มีสิ่งใด หรือบุคคลใดบังคับให้มันไม่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ให้ขัดแย้งกัน (อนัตตา)  ฉะนั้น เมื่อกล่าวโดยธรรมชาติแล้ว สรรพสิ่งต้องขัดแย้งกัน แต่ถึงกระนั้น พระพุทธศาสนาก็ได้เหลือ “พื้นที่” ของความ “ไม่ขัดแย้ง” เอาไว้ให้ “สภาวะสูงสุด” นั่นก็คือ “พระนิพพาน” 

                      อย่างไรก็ดี  ในทัศนะของพระพุทธศาสนา  ความขัดแย้งได้ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณค่าภายในของมนุษย์ในเชิงอัตวิสัย และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณค่าในเชิงปรวิสัยเช่นเดียวกัน  กล่าวคือ  ความขัดแย้งก่อให้เกิดการพัฒนาการระบบการเมืองการปกครอง   การบัญญัติพระวินัย  การจัดระเบียบสังคม และการพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจ  ฉะนั้น  ความขัดแย้งในพระพุทธศาสนาสะท้อนภาพทั้งที่เป็นบุญและเป็นบาป  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะมีท่าทีต่อความขัดแย้ง หรือวางบทบาทของตัวเองในสถานการณ์ของความขัดแย้งอย่างไร  จึงจะสามารถดำรงตนอยู่บนสถานะของความขัดแย้งได้อย่างประสานสอดคล้องกับชีวิตและสังคม

                      ด้วยเหตุนี้  หากเรายอมรับว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นธรรมชาติของมนุษย์และสังคมในระดับโลกิยะแล้ว  หน้าที่สำคัญของมนุษย์และสังคมจึงไม่ได้อยู่ที่ “การหลบหนี” หรือ “สลาย” ความขัดแย้ง  หากแต่ยอมรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เป็น “ทุกข์” ประการหนึ่งของชีวิตและสังคม  และแสวงหาคำตอบว่า ความขัดแย้งเกิดจากอะไร นำไปสู่อะไร เราควรจะมีท่าที รวมไปถึงการแสวงหาทางออก หรือหาเครื่องมือเพื่อนำไปจัดการความขัดแย้งให้ถูกต้องตามหลักเหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บุคคล และชุมชนได้อย่างไร[1]  จึงจะทำให้มนุษย์และสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

                     อย่างไรก็ดี คำถามหลักในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ที่เราจำเป็นจะต้องถามกันอยู่เนืองๆ คือ "HOW" มิใช่ "WHY"   เหตุผลก็เพราะว่า หากเรามัวแต่ถามกันว่า ใครเป็นต้นตอของความขัดแย้ง ความขัดแย้งเกิดจาก นาย ก. นาย ข. นาย ค. และ นาย ง. เราก็จะมัวแต่จะเสียเวลาในการกล่าวโทษ และตำหนิซึ่งกันและกัน ซึ่งจะนำไปสู่การจมปลัก และติดหล่มกับความขัดแย้งอย่างถลำลึก และยากที่จะถอนตัวออกมาได้

                     ฉะนั้น คำถามที่เราจะต้องช่วยถามซึ่งกันและกันในสถานการณ์ป้จจุบันคือ "HOW" เราจะออกจาก "กับดัก" และ "หล่ม" ได้อย่างไร  เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร  รอยยิ้มแห่งความสุข  มิตรภาพ และความรักจะเกิดขึ้นแก่เรา ซึ่งเป็นเพื่อนมนุษย์เกิดแก่เจ็บและตายได้อย่างไร เหล่านี้เป็น "คำถาม" ที่เราจำเป็นต้องถามตัวเอง และขยายผลไปสู่พ่อแม่ เพื่อน พี่ น้อง และญาติๆ ของเรา

                    อุปมาในประเด็นนี้ก็ไม่ต่างจากการที่ "การที่ใครสักคนหนึ่งถูกยิง และกำลังได้รับบาดเจ็บ" หากเรามัวแต่ถามกันและกันว่า ใครเป็นคนยิง เพราะเหตุใด เพื่อนเราจึงถูกยิง เขาใช้ปืนชนิดใดยิง ยิงมาจากที่ใด สุดท้ายเพื่อนของเราอาจจะต้องเสียชีวิต  ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่เราจะต้องทำในเบื้องต้นคือ เมื่อเพื่อนของเราได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง สมควรที่เราจะต้องนำเพื่อนของเราไปโรงพยาบาลทันเวลา เพื่อผ่าตัดหัวกระสุนออกจากร่างกาย และรักษาเป็นการด่วน และหากโชคดีเราอาจจะได้ชีวิตของเพื่อนเรากลับคืนมา 

                   แน่นอน!!!! หากโชคดี เราคงได้ประเทศชาติของเรากลับคืนมา เราคงได้คำว่า "สยามเมืองยิ้ม" ของเรากลับคืนมาก และเราคงได้ "ความรัก" "ความเอื้ออาทร" "ความสุข" และ "สันติภาพ" กลับคืนมาสู่อ้อมกอดของเราอีกครั้ง และเราโชคดีเหลือเกินที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหนเลย ค้นหาด้วยดวงจิตที่เปี่ยมล้นด้วย "ปัญญา" แทนที่ "อวิชชา" แล้วเราจะพบว่า  "มันซ่อนตัวอยู่ภายในกาย กว้างศอก ยาววา หนาคืบ" นี่เอง

 

 


[1] ผู้สนใจเครื่องมือในการจัดการความขัดยแย้งเชิงพุทธ พึ่งศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน พระมหาหรรษา  ธมฺมหาโส “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี: ศึกษากรณีลุ่มน้ำแม่ตาช้าง จ. เชียงใหม่”, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2547.