เที่ยวเมืองพระธาตุในเวลาราชการ (เที่ยวเก่งจริงๆ โดยเฉพาะในเวลางาน)
สงสัยว่าคงต้องลาออกจากราชการซะแล้วกระมัง เนื่องด้วยว่าในเดือนนี้ทั้งเดือน ผมมักจะเอาเวลาราชการไปเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ตามหัวเมืองต่างๆอยู่เนืองๆ ไหนจะตรัง ยะลา ภูเก็ต และแต่ละที่ล้วนได้พบปะเจอะเจอแต่กับสาวๆทั้งนั้น เพราะเล่นไปในวิทยาลัยพยาบาลบ้าง โรงพยาบาลที่เขาจัดให้พยาบาลมานั่งประชุมบ้าง ชีวิตช่างมีความกระชุ่มกระชวยเสียนี่กระไร
วันนี้ (16 กันยายน 2552) ผมมีกำหนดการไปนครศรีธรรมราช เมืองพระธาตุที่เป็นที่เคารพของเรา อีกทั้งยังเป็นเมืองเกิดของภรรยา เรียกง่ายๆว่า “ผมเป็นเขยเมืองนครฯ” ดังนั้น โดยไม่รอช้า ผมตกปากรับคำเชิญทันที ที่เขาให้ไปบรรยายที่นั่น
ก็คงสืบเนื่องมาจากโครงการเดิม ที่ต้องไปบรรยายยังวิทยาลัยพยาบาลต่างๆ “เรื่องแท้ง” นี่ก็ไม่ต่างกัน เนื้อหาเหมือนกัน ต่างกันก็แค่สถานที่และรูปหน้าค่าตาของผู้ฟัง แต่ผมต้องตื่นเช้ากว่าเดิมมาก เพราะระยะทางจากหาดใหญ่ไปเมืองนครก็ตกราวๆ 190 กิโลเมตร ผมจึงต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง แต่ก็นั่นแหละ นอนไม่หลับ ตื่นก็หลายรอบ จำได้ว่านอนเวลา 5 ทุ่ม ตื่นครั้งแรกก็เที่ยงคืนครึ่ง อีกครั้งก็ตี 2 กว่าๆ และตี 3 กว่าๆ เล่นเอาหัวเสีย เพราะอยากนอน ต้องตื่นจริงๆก็ตี 4.45 น. อยากตายจริงๆครับ เมื่อคืนดื่มไวน์ไปเล็กน้อย เช้ามืดก็เลยหนักกะโหลก
ไปรับอาจารย์กำแหง คุณนงลักษณ์ พี่นริศ พี่อ้น ที่โรงแรมเซ็นทรัล รับอาจารย์หมอชัชวาลที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ พี่อ้นทำตัวเป็นเซเว่นเช่นเคย เพราะพกเสบียงกรังมาเต็มที่ เริ่มจากซาลาเปา ต่อด้วยกาแฟเวียดนามยี่ห้อ G7 อิ่มอร่อยชนิดต้องระวังตัว เพราะบนถนนสายนี้ เมื่อเข้าเขตแขวงการทางพัทลุงแล้ว พื้นถนนมันยิ่งกว่าดวงจันทร์เสียอีก กว่าจะซดกาแฟหมดแก้ว ใช้เวลาไปนานครับ แต่ทุกท่านครับ นี่ถือว่าดีอย่างมากแล้ว เพราะผมทราบมาว่า รถตู้คันนี้ คณะเพิ่งอนุมัติให้เปลี่ยนโช๊คอัพใหม่ ราคาราว 12,000 บาท ว่าทำไม๊ทำไมมันจึงนุ่มก้นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับว่าเป็นความภูมิใจของบังคนขับเป็นอย่างมากครับ ฮ่า ฮ่า
จากที่กะเวลาไว้ว่าเราจะถึงราวๆ 8.30 น. แต่บังคนขับรถก็สามารถพาเราเข้าวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราชในเวลา 7.50 น. ท่านผู้อำนวยการและอาจารย์ในวิทยาลัยก็รีบออกมาต้อนรับขับสู้ และจัดหารถเพื่อพาไปกินอาหารเช้ากันก่อน “ตังเกี๋ย แต่เตี้ยม” คือชื่อร้านที่เราได้ไปเยือนเป็นแห่งแรกของเช้าวันนี้ กับข้าวที่นี่ผมให้ 4 ดาว อร่อย สะอาด แปลกใหม่ และมีหลากหลาย ยกนิ้วให้กับไอเดียดีๆง่ายๆ ที่แค่เอาผักมาใส่รวมกันแล้วพาไปนึ่ง ก็ได้ 1 รายการคุณภาพ เก๋ดีนะครับ ขาดอีก 1 ดาวก็คือยังไม่รู้ราคา เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเอง หากราคาสักเข่งละ 12-15 บาท ผมจะยกให้ 5 ดาวเลยครับ
แค่ชื่อร้าน ลายโลโก้ร้านก็งามแล้วครับ
มากมายก่ายกอง
เมนูผัก ง่าย แต่ได้เรื่องได้ราว
ในเวลา 9 โมงตรงเราจึงได้เริ่มการบรรยาย ก็แบบเดิมครับ ที่จำเป็นต้องมีพิธีการเปิดงาน การแนะนำวิทยากรเพียงคร่าวๆแต่ใช้เวลาไปนานเนิ่น ผมก็ยังคงต้องขออนุญาตแนะนำตัวเอง เพื่อเป็นการปูพื้นผู้ฟังให้ทราบว่า ผมเป็นคนเรียบร้อย นิสัยดี สมควรได้รับรางวัลชายแห่งปี อะไรเทือกนั้น (ฮา...ถ้าผมได้รางวัล ก็คงมีผู้ชายอีกสักประมาณ 30 ล้านคนได้รางวัลนี้ไปด้วย)
อาคารหอประชุม
ผมถามว่า ใครเห็นด้วยกับการทำแท้งในกรณี....บ้าง
หัวเราะกันใหญ่ อาจารย์ก็ต้องแอบหันมามอง
สงสัยจะสะใจ
มื้อเที่ยงนี้ทางวิทยาลัยได้จัดอาหารต้อนรับ ชนิดที่ว่ามากมายก่ายกอง เรามานั่งกินกันในหอพักนักศึกษา สะอาด ร่มเย็นและเย็นใจ ผมเลือกกินเฉพาะขนมจีน เพราะจำได้ดีว่า ขนมจีนเมืองนครอร่อยไม่เคยซ้ำแบบใคร น้ำลายไหลเมื่อเห็นหน่อลูกเหรียง แต่ก็ไม่ได้แม้แต่จะหยิบมาดม เพราะรู้ดีว่ากลิ่นมันนั้นสุดคะนึงเพียงใด เสียดายจริงๆ
สุดหรู
ของแถมจากกลีบส้มโอ มันดูเหมือนนกกระสาเลยครับ
ช่วงบ่ายค่อนข้างง่วง เพราะว่าเมื่อคืนหลับนอนไม่เป็นเรื่องเป็นราว เลยอยากจะหาที่แอบหลับนอน แต่นึกขึ้นได้ว่ามีคนรู้จักอยู่ที่นี่มากมาย เลยโทรศัพท์หาพี่หนี่ อดีตพยาบาลหัวหน้าตึกศัลยกรรมชาย เมื่อครั้งที่ผมเป็น extern ที่นี่เมื่อปีพ.ศ. 2538 ทราบมาว่าตอนนี้พี่หนี่ย้ายมาเป็นหัวหน้าหอผู้ป่วยพิเศษลิมปิชาติ-ทุ่งคาไปแล้ว ว่าแล้วก็เลยโทรศัพท์หาทันที และไวดังใจนึก เพียงไม่นานเราก็ได้เจอกัน พี่หนี่ไม่แก่ลงเลย ซึ่งต่างจากผมที่หัวขาวเกือบทั้งหัวแล้ว เราหาที่นั่งคุยกันได้อย่างเหมาะสม เพราะผมเลือกที่จะไปนั่งในห้องนวดเท้า คุยไปมีคนนวดฝ่าเท้าไปด้วย ทาด้วยครีมวิตามินอีหอมสดชื่น สบายใจเหลือคณานับ ยังก่อน ก่อนนวดเท้าผมได้เดินดูรายละเอียดทางวิชาการของการนวดเท้าก่อน ดังนั้นเมื่อป้าหมอนวดบีบตรงไหน ผมก็จะเงยหน้าไปมองรายละเอียดแรงสะท้อน แล้วสอบถามป้าในทันใด เช่น เมื่อแกนวดส้นเท้า ผมก็เอ่ยขึ้นมาว่า จุดนวดอัณฑะใช่ไหม เมื่อแกพยักหน้าก็จะสนับสนุนไปว่า “มิน่า รู้สึกได้ถึงอัณฑะเลย” เสียดาย ตอนนวดจุดลำไส้ใหญ่ผมไม่ได้ตดออกไปเพื่อยืนยันจุดสะท้อน ฮา
เราจบรายการวิชาการด้วยการสอนการถอดประกอบเครื่องมือ MVA ซึ่งนักเรียนพยาบาลก็ได้แสดงให้เห็นว่า เขามีความสามารถด้านการดูแลเครื่องมือได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเกิดมาเพื่อเป็นพยาบาลจริงๆ
ขากลับ เรากลับทางเส้นหัวไทร เส้นทางนี้ระยะทางสั้นกว่าทางพัทลุงราว 20 กิโลเมตร ทางสวยกว่า แต่แคบกว่า ซึ่งบังก็ยังคงสามารถทำเวลาได้เป็นอย่างดี ฝนตกพรำๆ เราผ่านทางเบี่ยงหัวไทรซึ่งมองเห็นกังหันลมกำลังหมุนผลิตไฟฟ้าอยู่สวยงาม ผมไม่ได้ผ่านมาทางนี้นานมากแล้ว ครั้งนี้จึงเป็นการเดินทางที่ประทับใจไปอีกหนึ่งวัน