นักประวัติศาสตร์ต้องบันทึกเขียนรวบรวมเรื่องราวที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์

ขณะนั่งรอฟังการพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัยเมื่อวันวาน...อาจารย์คะ  ผู้บรรยายวันนี้ ( รศ. พรเพ็ญ  ฮั่นตระกูล อาจารย์มาจาก ม . ศิลปากร นครปฐม )มีหนังสือที่อาจารย์แปลมาแจก...ขอบคุณครับ โอ...วิเศษเลยคงเป็นเพราะเข้ามานั่งอยู่หัวแถวหน้า  เลยไม่พลาดเรื่องของแจก...วันนี้หาเวลาว่างอ่านและเห็นเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเลยนำมาเล่าดังนี้...

หานยวี่ ( Han  Yu ) มีอายุในราว ค.ศ. 768-824 ...เป็นนักประวัติศาสตร์ชั้นนำในยุคราชวงศ์ถัง  ปู่เขาเคยเป็นหัวหน้าการปกครองส่วนกลางของกุ้ยโจว  พ่อเขาเคยเป็นพนักงานผู้ปกครองของวู๋ช่าง  แม่เขาตายเมื่อเขาอายุ 2 ปี และพ่อตายไปเมื่อเขาอายุ 4 ปี เขาไปอยู่กับพี่ชายเมื่อเขาอายุ 12 ปี พี่ชายก็มาตายไปอีก 

 เมื่ออายุ 18 ปี เขาเดินทางไปเมืองฉางอันสอบเป็นข้าราชการผ่านระดับจิ้นซวื่อ เพราะไม่มีเส้นเขาจึงรอบรรจุถึง 10 ปีและทำงานเกี่ยวกับการเขียนประวัติศาสตร์...ต่อมาในยุคจักรพรรดิเต๋อจง ( ค.ศ.780-805 )...เมื่อเขาแจ้งข้อมูลต่อราชบัลลังก์เกี่ยวกับความแห้งแล้งและความหิวโหยของประชาชน...

พระองศ์ทรงพิโรธ  เขาถูกปลดและให้ย้ายไปอยู่เมืองหยางซัน ไกลปืนเที่ยง ต่อมาเมื่อเปลี่ยนจักรพรรดิเป็น เสี้ยนจง ราว ค.ศ. 806-821 และในปี ค.ศ. 813  หานยวี่  ได้รับแต่งตั้งเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์อีกครั้ง  แต่เขารู้ถึงภัยอันตรายในการเข้าทำงานในกรมนี้ 

 เขารู้สึกถึงความลำบากที่นักประวัติศาสตร์จะบรรลุความเที่ยงตรงทางประวัติศาสตร์  อย่างไรก็ตามเขาก็อาจหาญนำหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์ของเขาขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายรายงาน  โดยเสนอว่าได้ปรับปรุงตามท่านอัครเสนาบดีแนะนำ ...

ข้อคิดอยู่ตรงที่ว่า...นักประวัติศาสตร์ต้องบันทึกเขียนรวบรวมเรื่องราวที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์  แต่นักเขียนประวัติศาสตร์คือคนที่ไม่มีอิสระที่จะเขียนประวัติศาสตร์อันเป็นงานของเขาได้  เขาต้องรวบรวมเรียบเรียงตามคำสั่งหรือคำแนะนำของจักรพรรดิและอัครเสนาบดี เราได้เห็นความต่างของความเป็นนักประวัติศาสตร์ ( historian ) กับความเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์ ( historiographer ) รึยังละครับ.