<?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" /> <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
บทที่ 1
บทนำ
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหน้าที่อันสำคัญที่รัฐจักต้องจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนทุกคน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 หมวดที่ 3 ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้ ส่วนมาตรา 54 กล่าวไว้ว่า บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ มาตรา 55 บุคคลซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยา การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคล สังคมไทย ในปัจจุบันโดยเฉพาะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรได้กำหนดจุดประสงค์ในการสอนภาษาไทย โดยมุ่งทักษะ 5 ด้าน คือ การดู การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ให้สัมพันธ์กัน ฉะนั้นการเรียนภาษาควรเน้นผลสัมฤทธิ์ของทักษะการเข้าใจภาษาคือ ทักษะการฟัง การอ่าน ทักษะการใช้ภาษา คือ การพูด การเขียน การฟังและการพูดเป็นทักษะที่ทุกคนได้ฝึกมาตั้งแต่เกิด โดยธรรมชาติตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ภาษา สำหรับการอ่านเป็นเครื่องมือพื้นฐานนักเรียนจะต้องใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเรียนรู้ในวิชาต่างๆ (สนิท ตั้งทวี,2529) การอ่านมีความสำคัญมากถ้าผู้อ่าน อ่านไม่ออก อ่านไม่เป็น อ่านไม่เก่ง ผู้นั้นจะไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ทุกวิชา (จินตนา ใบยาซูยี,2534)
ในปี พ.ศ. 2542 กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ให้เป็นปีการศึกษาเพื่อคนพิการ โดยมีนโยบายว่า “คนพิการทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียน” นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2543 ได้มีนโยบายว่า “คนพิการทุกคนต้องได้เรียน โดยได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อพัฒนาตนเองและสังคม” (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2543) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวไว้ว่า ประชากรวัยเรียนทุกคนทั้งปกติ พิการ และด้อยโอกาสได้รับโอกาสในการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ตามสิทธิอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งการจัดการศึกษาปัจจุบันมีการดำเนินการจัดเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบเฉพาะความพิการที่ให้การศึกษาแก่เด็กที่มีความพิการในระดับความรุนแรงและรูปแบบเรียนร่วม (mainstreaming) ซึ่งเป็นรูปแบบที่จัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วไปภายใต้พื้นฐานในเรื่องการจัดการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อให้รับประโยชน์สูงสุดจาการศึกษา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545) มาตรา 10 วรรคสอง ระบุว่า “การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้หรือมีร่างกายพิการ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษา
ขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ” มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา มาตรา 22 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน
มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ (สำนักงานคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ 2534 ) ซึ่งเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Learning disability) เป็นเด็กที่มีความบกพร่อง ในกระบวนการเรียนรู้ที่แสดงออกในรูปแบบของปัญหาการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณ และเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (Under achiever) โดยพิจารณาจากผลการเรียนเปรียบเทียบระดับเชาว์ปัญญา (Intelligence Quotient) ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการขาดแรงเสริม ด้อยโอกาสทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม หรือเป็นเพราะครูสอนไม่มีประสิทธิภาพ และไม่นับรวมถึงเด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งการจะบอกได้ว่า เด็กคนใด เป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้หรือไม่ จะอาศัยเพียงการมองดูนั้นเป็นได้ยากมาก เพราะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ จะต้องอาศัยเรื่องของความแตกต่างของความสำเร็จในการเรียน กับความสามารถที่มีอยู่ว่าห่างกันมากหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ในการพิจารณา เรื่องปัญหาทางการเรียนรู้จึงต้องอาศัยลักษณะร่วมกันคือ เป็นผู้ที่มีระดับสติปัญญาปกติหรือมีสติปัญญาอยู่ในช่วงเช่นเดียวกับเด็กปกติแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต่ำกว่าเด็กปกติ และจะต้องไม่มีความพิการหรือความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สุขภาพอนามัย ระบบประสาทการสัมผัสและวัฒนธรรมมาเกี่ยวข้อง นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เป็นนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ประเภทหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ 2534 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2537) พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พุทธศักราช 2550 มาตรา 5 หมวดที่ 1 กล่าวว่า คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิตพร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะอาด สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่น มีสิทธิเลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคล มีสิทธิได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ ของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล
ปัจจุบันมีเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้อยู่จำนวนไม่น้อย จากสถิติในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า มีเด็กไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ที่มีปัญหาของความบกพร่องในการเรียนรู้ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม
เช่นเดียวกับในประเทศไทย มีเด็กที่มีภาวะความบกพร่องในทักษะการเรียน หรือ "เด็กแอลดี" ซึ่งพบได้บ่อย แต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์มักมีความเข้าใจว่า เป็นเด็กที่มีสติปัญญาต่ำ เป็นเด็กเกเร ซนผิดปกติ หรือเป็นเด็กไม่เอาถ่าน ไม่สนใจการเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีสติปัญญาปกติ หรือเด็กบางคนอาจมีสูงกว่าเด็กปกติทั่วไปด้วยซ้ำ เพียงแต่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้เฉพาะด้าน ซึ่งอาจเป็นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านผสมกัน และส่งผลทำให้มีผล
การเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะพบได้ประมาณร้อยละ 6-10 ของเด็กในวัยเรียนทั้งหมด
ดังนั้น โรงเรียนร่มเกล้าบ้านชมเจริญเป็นโรงเรียนหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลยเขต 1 ที่จัดให้เด็กพิเศษเข้าเรียนร่วม (Mainstreaming) กับเด็กปกติเต็มเวลา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 จนถึงปัจจุบัน และจากการสำรวจพบว่า ในชั้นเรียนมีเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เรียนร่วมกับเด็กปกติ ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ในการจัดการศึกษากิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและได้รับผลสำเร็จตามหลักสูตรตามศักยภาพของเด็ก จำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล(Individualized Education Program : IEP) ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับความสามารถของแต่ละบุคคล ครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิค กลวิธีและสื่อที่เหมาะสมกับเด็กเข้ามาช่วยในการสอน ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจและเอาใจใส่ต่อบทเรียนอีกทั้งยังช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจบทเรียนดียิ่งขึ้น กระทรวงศึกษาได้เห็นความสำคัญของสื่อเพื่อช่วยในการสอนเป็นอย่างดี จึงออกประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องนโยบายการใช้สื่อและการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา(ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 2533) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ว่าด้วยกระทรวงศึกษาธิการหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 และสื่อการสอนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญและได้สนับสนุนให้มีการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างแพร่หลายและให้มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนทุกประเภทและทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายการใช้สื่อดังกล่าว จะเห็นว่าสื่อการเรียนการสอนมีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการเรียนการสอนครูผู้สอนควรพิจารณาเลือกสรรหรือสร้างขึ้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อประสมถือว่าเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่น่าจะมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สนองตอบผู้เรียนได้เป็นอย่างดี เป็นการนำสื่อประเภทต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเครื่องมือ วัสดุ และวิธีการมาใช้ร่วมกันอย่างสัมพันธ์กันในลักษณะที่สื่อแต่ละอย่างส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน
ผู้วิจัยในฐานะเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สอนทุกกลุ่มสาระยกเว้นกลุ่มสาระภาษาอังกฤษและสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะกลุ่มสาระภาษไทย มีปัญหาทางการเรียนรู้ ได้พบผู้เรียนจำนวน 6 คน แต่ที่มีปัญหามาก จำนวน 2 คน จากการสังเกต แบบสำรวจ และแบบคัดกรอง พบว่านักเรียนจำนวน 2 คน เป็นเด็กกลุ่มการเรียนรู้อ่อนมากคือ นักเรียนรหัสที่ 1 พูดไม่ชัด มีความสนใจน้อย เขียนตัวหนังสือตกหล่น เขียนข้ามคำ เขียนชื่อหัวกลับ สาเหตุมาจากการอ่านและการจำพยัญชนะไทย 44 ตัวไม่ได้ และเป็นเด็กพิการด้านสติปัญญาอ่อน ระดับ 3 เป็นเหตุให้ครูไม่เน้นวิชาการ แต่เขียนตามตัวอย่างได้ นักเรียนรหัสที่ 2 เป็นนักเรียนหญิงเรียบร้อย ตัวหนังสือสวย แต่เขียนหนังสือตกหล่น เขียนข้าม เขียนชื่อ สกุลไม่ถูก สาเหตุมาจากการอ่านและการจำพยัญชนะไทย 44 ตัวไม่ได้ ชอบระบายสี ได้นำเด็กไปให้หมอจิตรเวชวินิจฉัย ปรากฎว่าพิการด้านสติปัญญาอ่อน อายุสมองเท่ากับเด็กอายุ 5 ปี IQ = 57 เป็นเหตุให้ครูไม่เน้นวิชาการ ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนำแบบฝึกทักษะ มาพัฒนาใช้กับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เพื่อให้โอกาสนักเรียนได้ประสบความสำเร็จในการด้านการเรียนตามศักยภาพ ผู้วิจัยจึงสนใจจะศึกษาและพัฒนาการอ่านและการจำ พยัญชนะไทย 44 ตัว ของกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาการเรียนรู้ช้ามาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ
2. คำถามการวิจัย
การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ จะพัฒนาการอ่านและการจำสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ได้หรือไม่
3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านและการจำพยัญชนะ 44 ตัวไม่ได้ ของกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 2 คน หลังจากการใช้แบบฝึกทักษะ
4. สมมติฐานการวิจัย
นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการจำ เมื่อได้รับการพัฒนาโดยใช้แบบฝึกทักษะแล้วมีพัฒนาการด้านการอ่านและการจำดีขึ้น
5. ขอบเขตการศึกษา
5.1 กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย เป็นกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการจำพยัญชนะไทย 44 ตัว ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ และกำลังเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนร่มเกล้าบ้านชมเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โดยเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) จำนวน 2 คน จากการคัดแยกโดยใช้แบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ และพิการสติปัญญา วินิจฉัยของแพทย์จิตวิทยา
5.2 ตัวแปรที่ศึกษา
5.2.1 ตัวแปรอิสระ(Independent Variables) คือ การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ
5.2.2 ตัวแปรตาม(Dependent Variables) คือ ความสามารถในการอ่านและการจำพยัญชนะ 44 ตัว
5.3 ระยะเวลาที่ศึกษา
การวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ทดลองสอน 18 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
6. นิยามศัพท์เฉพาะ
6.1 แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกทักษะที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นใช้ประกอบการสอน เพื่อพัฒนาการอ่านและการจำพยัญชนะ 44 ตัวพร้อมทั้งแบบฝึกและแผนการสอนเฉพาะบุคคล
6.2 นักเรียนที่มีปัญหาด้านการอ่าน หมายถึง นักเรียนที่มีความบกพร่องอันเนื่องมาจากกระบวนการทางจิตวิทยา ในเรื่องการอ่านคือไม่สามารถอ่านหนังสือได้เท่ากับระดับชั้นของนักเรียน ซึ่งได้รับการทดสอบความสามารถและเชาวน์ปัญญาโดยแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาDraw-A-Person Test (DAP) และ Matrix Analogies Test (MAT) โดยนักจิตวิทยา
6.3 นักเรียนที่มีปัญหาด้านการจำ หมายถึง นักเรียนที่มีความบกพร่องอันเนื่องมาจากกระบวนการทางจิตหรือสมอง ในเรื่องการจำ ซึ่งได้รับการทดสอบความสามารถและเชาวน์ปัญญาโดยแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา Draw-A-Person Test (DAP) และ Matrix Analogies Test (MAT)โดยนักจิตวิทยา
6.4 ความสามารถในการอ่าน หมายถึง ความสามารถในการอ่านออกเสียงพยัญชนะของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการอ่าน ซึ่งวัดได้จากการทดสอบการอ่านออกเสียงพยัญชนะจากแบบทดสอบการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
6.5 ความสามารถในการจำ หมายถึง ความสามารถในการจำพยัญชนะของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการจำ ซึ่งวัดได้จากการทดสอบการจำความหมายของอักษร ที่มีลักษณะเป็นแบบโยงคำกับภาพที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
6.6 กลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง นักเรียนที่มีปัญหาจากการคัดกรองในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 2 คน ที่สังเคราะห์แล้วมีปัญหาทักษะการอ่านและการจำพยัญชนะ 44 ตัวไม่ได้
6.7 โรงเรียนร่มเกล้าบ้านชมเจริญ หมายถึง สถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนแกนนำการเรียนร่วม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1
6.8 แผนบรูณาการ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยการบูรณาการกิจกรรมศิลปะกับสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อนำมาใช้ในการสอนอ่านออกเสียงและการจำความหมายของอักษร ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการจำโดยมีขั้นตอนการสอนดังนี้
1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
นำเข้าสู่บทเรียน โดยการดูของจริง หรือการร้องเพลง หรืองการเล่นเกม หรือทบทวนความรู้เดิม