ค่ายพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาและวรรณกรรมสำหรับในเมืองไทยมิใช่เพิ่งจะดำเนินการเป็นครั้งแรก ในความเป็นจริงได้มีการดำเนินการไปแล้วหลายครั้งคราว แต่เป็นเพราะความไม่แน่นอนในการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจัง จึงทำให้ไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นผลอย่างชัดเจนนัก หากค่ายนี้สามารถดำเนินการเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ภายในไม่เกิน ๑๐ ปี เมืองไทยก็จะมีศิลปินนักเขียนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพประดับวงการวรรณกรรม สร้างสรรค์งานดี ๆ ให้ผู้คนได้เสพงานสร้างสรรค์สติปัญญาสืบไป
    อาจารย์ครับ “มาลา  คำจันทร์” ไม่มาเหรอครับ ?
    
    อาจารย์คะ รู้จัก “แรคำ  ประโดยคำ” ไหมคะ ?
    
    คำถามแรก เด็กนักเรียนวัยสิบขวบ เพิ่งจะขึ้น ป.๔ ถามกับอาจารย์เจริญ  มาลาโรจน์ วิทยากรประจำกลุ่มเรื่องสั้น ในค่ายสร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม ด้วยสีหน้าค่อนข้างผิดหวัง เด็กน้อยมาเข้าค่ายนี้เพราะคาดหวังว่าจะได้เรียนเขียนเรื่องสั้นกับ “ครูมาลา  คำจันทร์” ถามออกไปโดยมิทันรู้ว่าคนที่ถามถึง กับคนที่ถูกถาม คน ๆ เดียวกันบัดนี้ยืนอยู่เบื้องหน้า
    คำถามที่สอง อารมณ์ใกล้เคียงกัน เด็กหญิงร่างเล็ก เพิ่งจะขึ้น ม.๒ รู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ เมื่อไม่ได้พบกวีซีไรท์ ผู้เป็นนักเขียนในดวงใจ ที่ค่ายฯ ประชาสัมพันธ์ไว้ว่า ผู้ที่จะฝึกฝนตนเองด้านกวีในค่ายนี้ จะได้เล่าเรียนเขียนกวีกับ “แรคำ  ประโดยคำ” ซึ่งถูกแนะนำในค่ายว่า รองศาสตราจารย์สุพรรณ  ทองคล้อย จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เด็กหญิงถามออกไปเพราะทราบว่าเขาอยู่ที่เดียวกันและน่าจะรู้จักแรคำ อย่างจุดไต้ตำตอ
    เด็กหญิงและเด็กชายทั้งสองคนเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในบรรดาเด็กและเยาวชนที่เข้าค่ายกว่า ๖๐ ชีวิต ที่ใฝ่ฝัน  อยากพบ อยากเจอ อยากได้เรียนกับนักเขียนผู้มีชื่อ อย่าง เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์, มาลา  คำจันทร์, แรคำ  ประโดยคำ กระทั่งวิลักษณ์  ศรีป่าซาง
    
    ค่ายสร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรม ดำเนินการโดย ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันส่งเสริมอัจริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) องค์การมหาชน ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดในระหว่างวันที่ ๒๗ เมษายน – ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ระยะเวลา ๑๐ วันเต็ม ณ ริมดอยรีสอร์ท อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สถานที่สวยงามอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของดอยหลวงเชียงดาว
    ผู้เข้าค่ายมีตั้งแต่หนูน้อยเพิ่งจะขึ้นชั้น ป.๔ ไปจนถึงหนุ่มสาววัยใสที่จะขึ้นชั้น ม.๕ ในภาคเรียนหน้า มาจากทุกทิศทั่วไทย กรุงเทพฯ สงขลา ศรีษะเกษ มหาสารคาม เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอนอุตรดิตถ์ ฯลฯ แต่ละคนฝีไม้ลายมือฉกาจฉกรรจ์ทั้งเขียนและพูด
    
    “ลีลาวดี” มีสีงดงาม           เมื่อยามดอกบานกลิ่นหอมหนักหนา
    ใครได้ดอมดม คงสมอุรา     สมนามที่ว่า “ลีลาวดี”
    
    ประพันธ์โดย ด.ช.กร  ฉัตรชาตรี นักเรียนชั้น ป.๕ ร.ร.อนุบาลกิตติยา จ.มหาสารคาม เมื่อถูกมอบหมายจากวิทยากร ให้ไปเดินชมสวนภายในรีสอร์ท แล้วสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาเป็นบทกวี
    หรืออีกหนึ่งบทประพันธ์ ที่มาจากการแข่งขันการต่อทีละวรรค ซึ่งแต่ละกลุ่มทั้ง ๖ กลุ่ม จะมีเวลาคิดเพียง ๒๐ วินาที โดยมี ครูมาลา  คำจันทร์ ขึ้นต้นให้

    

         ท้อเราปลุก ทุกข์เราปลอบ มอบข้อคิด     เพื่อชีวิต สรรค์สร้าง หนทางใหม่
    เพื่อปูทาง ให้ความฝัน เดินทางไป   ร่วมรวมใจ หล่อหลอม เป็นหนึ่งเดียว
         สร้างวันใหม่ ด้วยพลังใจ อันใสสด     จักปรากฏ พลังธรรม์ อันแน่นเหนียว
    สู่สรรค์สร้าง สืบสาน สู่กลมเกลียว     คมและเขี้ยว ผองไทย ย่อมไม่แพ้
         เลือดไทยแท้ สรรค์สร้าง พลังศิลป์     อย่าทิ้งทอด เถื่อนถิ่น ไม่แยแส
    ร่วมพลัง แห่งฤทัย ให้ดูแล     คอยเผื่อแผ่ ไมตรีจิต สถิตเอย...
    
    การเข้าค่าย แบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกคือ ๒ วันแรก ผู้เข้าค่ายจะหมุนเวียนไปเรียนรู้ตามฐานต่าง ๆ ๓ ฐาน คือ ฐานการพูด กับ รศ.ดร.สมพงษ์  วิทยศักดิ์พันธ์  ฐานกวี กับ แรคำ  ประโดยคำ และวิลักษณ์  ศรีป่าซาง และฐานเรื่องสั้น  กับ มาลา คำจันทร์
    ช่วงที่สอง อีก ๖ วันถัดมา บรรดาผู้เข้าค่ายจะเลือกไปเรียนรู้ตามความสมัครใจของตนเอง ในฐานที่เข้าไปเวียนเรียนรู้ บ้างก็ตั้งใจจะฝึกฝนทักษะที่ตนเองถนัดเพื่อพัฒนาต่อยอก บ้างก็เลือกลงฐานที่ตนเองยังไม่เก่ง อยากจะพัฒนาตนเองเพิ่มเติมด้านนี้
    ช่วงสุดท้ายอีก ๒ วัน เด็ก ๆ จะได้พบปะและเรียนรู้จากเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์
    ในวันเริ่มค่าย อาจารย์เจริญ  มาลาโรจน์ ผู้ถูกนักเรียนถามถึงตนเอง กล่าวกับทีมงานว่ามีความหนักใจไม่น้อย เพราะมีทั้งเด็กเล็ก เด็กโต คละเคล้ากัน เกรงว่าความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายจะเป็นอุปสรรค และเมื่อค่ายผ่านพ้นไปได้เพียงสองวัน การณ์กลับกลายไม่เป็นดังเช่นที่กังวล พบกับผู้เขียนถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เป็นปลื้มกับผลงานของบรรดาเด็ก ๆ พร้อมกับหอบเอางานเด็ก ๆ มาโชว์ และได้พูดถึงค่ายฯ นี้ว่า ชอบค่ายฯ นี้ เด็กเก่ง การจัดค่ายไม่กรอบเกณฑ์ตายตัว แต่ลื่นไหลไปตามสถานการณ์
    
    นายกิตติ์ธเนศ  โรจนอัครศักดิ์ ผู้ประสานงานค่ายฯ จาก สสอน. กล่าวว่า

    

    “...ค่ายฯ นี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการพัฒนาศักยภาพผู้มีความสามารถพิเศษ ของ สสอน. สำหรับค่ายภาษาและวรรณกรรมนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้น โดย รศ.ดร.สมพงษ์  วิทยศักดิ์พันธ์ อาสาดำเนินการช่วยประสานงานจัดหานักเขียนชั้นเยี่ยมมาเป็นวิทยากร เป็นแรงดึงดูดเด็กๆ ที่มีความสามารถพิเศษให้มาเข้าค่าย...
    ...นักเขียนที่มาเป็นวิทยากร นอกจากความสามารถอันโดดเด่นของแต่ละท่านแล้ว ยังมีความสามารถในการสอนสูง เด็ก ๆ ตื่นตัวอยากเรียนรู้ อยากพัฒนาตนเองตลอดเวลา...
    ...สำหรับผลงานจากการเข้าค่ายจะถูกคัดเลือก มารวมเล่ม ตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งบทพูด กวีและเรื่องสั้น และในส่วนการพัฒนาต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการเข้าค่าย ผู้มีความสามารถสูงและโดดเด่น จะได้เรียนทางไกลกับครูนักเขียนที่มาเป็นวิทยากร ในระหว่างที่รอเข้าค่ายในครั้งต่อไป...”
    
    ค่ายพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาและวรรณกรรมสำหรับในเมืองไทยมิใช่เพิ่งจะดำเนินการเป็นครั้งแรก ในความเป็นจริงได้มีการดำเนินการไปแล้วหลายครั้งคราว แต่เป็นเพราะความไม่แน่นอนในการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจัง จึงทำให้ไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นผลอย่างชัดเจนนัก หากค่ายนี้สามารถดำเนินการเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ภายในไม่เกิน ๑๐ ปี เมืองไทยก็จะมีศิลปินนักเขียนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพประดับวงการวรรณกรรม สร้างสรรค์งานดี ๆ ให้ผู้คนได้เสพงานสร้างสรรค์สติปัญญาสืบไป