กมลวัลย์
รศ.ดร. กมลวัลย์ ลือประเสริฐ

แย่งกันไม่ได้หรอก


เมื่อเช้านี้ฟังวิทยุช่อง 88.75FM คลื่นวัฒนธรรม เขาเปิดเทปเสียงธรรมเรื่อง "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" โดยเป็นเรื่องเล่าของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวันที่สิงห์บุรี 

ฟังไปฟังมาถูกใจอยู่ตอนหนึ่งตรงที่ท่านอธิบายเรื่องกรรมไว้ได้ชัดเจนดีเลยจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจุบันนี้เรามักจะได้ยินคนพูดกันหรือเห็นตัวอย่างในหน้าหนังสือพิมพ์หรือในข่าวตลอด หรือแม้ประสบกับตัวเองก็มีว่า คนทำดีมักจะไม่ค่อยได้ดี ทำนองว่ากรรมไม่ส่งผลทำนองนั้น เรามักจะเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เราคิดว่า แบบนี้น่าจะเป็นการทำกรรมชั่ว แต่ทำไมคนๆ นั้นยังได้ดีอยู่  หรือเห็นบางคนนั้น เป็นคนดีมาก แต่ทำไมมีแต่เคราะห์กรรม ยากลำบากเหลือเกิน  ทำให้เกิดคำกลอนที่ตัวเองจำกันได้ขึ้นใจเลยว่า "ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป"  ประมาณนั้น  เมื่อสังคมไม่เข้าใจ เห็นแต่ตัวอย่างที่ไม่เจริญ สุดท้ายก็บั่นทอนกำลังใจของคนที่คิดจะปฏิบัติดี แต่กลับเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี  คนที่เคยพยายามทำดี (ซึ่งปกติไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องใช้ความพยายาม และความตั้งใจ) แต่ก็ไม่เห็นได้ดีสักที ก็หมดกำลังใจลง เพราะเห็นคนอื่นๆ ที่ทำอะไรๆ มักง่าย แล้วก็ยังได้ดีอยู่ร่ำไป

หลวงพ่อจรัญ ท่านว่าไว้ประมาณว่า  จริงๆ แล้วคนๆ นั้นยังมีเศษกรรมดีของเดิมอยู่ จึงได้อาศัยกรรมดีเดิม ได้ดีอยู่ในปัจจุบัน  สำหรับกรรมชั่วนั้น ก็จะส่งผลแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว  ท่านยกตัวอย่างพระมหาโมคคัลลานเถระ (อัครสาวกฝ่ายซ้าย) เอตทัคคะในทางผู้มีฤทธิ์ ผู้ซึ่งสร้างกรรมทุบตี บิดา มารดาของตนเองตายในชาติหนึ่ง ขนาดเมื่อบรรลุธรรม มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้แล้วยังหนีกรรมไม่พ้น ต้องถูกโจรตีจนกระดูกแตกละเอียด แต่ด้วยความที่ท่านมีฤทธิ์ ก็ใช้ฤทธิ์ประสานกระดูกเข้ามาใหม่ แล้วจึงไปกราบทูลลาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อขอปรินิพพาน  ขนาดพระอรหันต์ผู้เป็นอัครสาวก ก็ยังหนีกรรมที่ตนเองก่อมาเมื่อหลายร้อยชาติแล้วไม่พ้น

ประโยคที่ประทับใจแล้วรู้สึกว่าใช้อธิบายเรื่องกรรมได้ดีมากพี่ฟังมาเมื่อเช้านี้ก็คือ หลวงพ่อท่านพูดทำนองว่าการที่กรรมชั่วยังไม่ส่งผลก็เปรียบเหมือนกับ  ที่นั่งที่เรานั่งอยู่นี้  เมื่อเรากำลังนั่งอยู่ ก็ไม่มีคนอื่นมานั่งอยู่ตรงนี้ได้  ประมาณว่าเราสิ่งที่เราเป็นอยู่ก็คือที่นั่งหรือกรรมใดๆ ที่เรากำลังใช้หรือได้รับอยู่ คนอื่นจะมาเอาไปก็ไม่ได้ เหมือนที่หลวงพ่อบอกว่าที่นั่งที่เรากำลังนั่งอยู่ ย่อมไม่มีผู้อื่นนั่งอยู่ตรงนั้น กรรมหรือบุญใดๆ จะยกให้คนอื่นก็ไม่ได้นั่นเอง  ท่านยังแถมคำกลอนอีกว่า

ทำดีได้ ดีนั้นมีแน่

ทำชั่วแต่ได้ดีมีที่ไหน

ที่ทำชั่วเห็นดีอยู่จงรู้ไว้

มันเหมือนไฟใต้ถ่านไม่นานร้อน

เห็นจริงตามนั้นเลยไหมคะ ^ ^  ทำดีไว้ดีกว่าแน่นอนค่ะ  สำหรับตัวเองนั้นเห็นผลของกรรมที่ตัวเองก่อนทุกวัน ทันตาเห็นเกือบตลอด เพราะเมื่อปฏิบัติดี ตัวเองก็จะรู้ว่าปฏิบัติดี แล้วก็จะสบายใจ  คนอื่นไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร  เพราะทุกอย่างเกิดกับใจ กับจิตของเรา คนอื่นเข้ามายุ่งไม่ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ

หมายเลขบันทึก: 298353เขียนเมื่อ 17 กันยายน 2009 10:17 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 เมษายน 2012 12:45 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)

อนุโมทนาสาธุ ธรรมทานของหลวงพ่อเช่นกันค่ะ

ขอบคุณคุณใบบุญที่มาเยี่ยมเยียนนะคะ ^ ^

สวัสดีครับอาจารย์..^_^

ระลึกถึงครับ

 

ไม่ได้แบ่งปันมานาน  ในที่สุดก็ได้มาอ่านบันทึกที่ดีๆอีกครับ

ตอนนี้ผมอ่านบึกทึกอาจารย์ได้เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมมากครับ  และดูลึกซึ้งกว่าผมคนเดิมที่อ่านครั้งก่อนๆครับ

 

ขอส่งการบ้านนะครับ

   1.เรื่องการตามดูจิตเขา  ผมเริ่มเข้าใจและเห็นความแตกต่างมากขึ้น  ระหว่างการเพ่ง  การตามรู้ และการทันแบบไม่ต้องเจตนาครับ  และผลลับของแต่ละอย่าง  แต่ตอนนี้ก็เป็นแบบปนๆกันไป  ตามสภาวะครับ  เช่นตอนนี้เขียนก็จะคิดก่อน จึงทำได้แค่ตามรู้เป็นช่วงๆ ครับ

   2. ผมรู้สึกจะเข้าใจเรื่องกรรมมากขึ้นครับ  จากการค่อยๆอ่าน ค่อยๆพิจารณาและทำความเข้าใจผ่านคำสอนต่างๆ  ของพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ  พอเข้าใจเรื่องกรรมก็เห็นความเชื่อมโยงกับเรื่องคำสอนอื่นๆมากเลยครับ  เห็นว่าการเข้าใจ เข้าถึงเรื่องกรรมก็จะหนุนเสริมความเข้าใจเรื่องอื่นๆ  และการปฏิบัติภาวนาของเรามากครับ  ชัดมากขึ้นแม้จะไม่ที่สุดครับ

   3. เรื่องการเจริญสติตามแนวมหาสติปัฏฐานสูตร    กาย  เวทนา  จิต  ธรรม  เริ่มรู้เรื่องมากขึ้น  กว่าตอนที่พบครูครั้งสุดท้ายมากครับ  ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมจำได้ลางๆแต่ว่าตำราว่าอย่างไร  แต่มันไม่เข้าไปในจิต ในใจเลย  จำได้ตอนนั้นยังขอคำอธิบายจากครู(รู้ว่าใจเขาอยากใช้คำนี้ครับ)  ทั้งสองครับ  เข้าใจว่าตามรู้ ตามดูแล้วก็ให้เก็นไตรลักษณ์จากความเกิดดับของทั้ง 4 อย่าง...

   4.เรื่องภพ ภูมิตามแนวอภิธรรม  เรื่องพระธรรมคำสอนเกี่ยวกับเรื่องวัตถุ เรื่องธาตุ แม้จะเข้าใจแบบมีภาพติดอยู่บ้าง  แต่ก็ถือว่าเป็นการก้าวเข้ามารู้เรื่องนี้ในเบื้องต้นครับ  โดยเฉพาะการวิ่งวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ  เรื่องคำอธิบายเกี่ยวกับเวลา..ก็ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้เรารีบขวนขวายธรรม  เข้าใจธรรม  และเพียรในการปฏิบัติมิให้ย่อหย่อนครับ  ที่ชัดๆก็คือเกิดความเบื่อๆ  หน่ายๆ  แบบว่าขยาดที่ต้องไปๆมาๆ  ขึ้นๆลงๆ มีมีความรู้สึกตัวแบบนั้นจริงๆ แต่ก็เห็นได้ลางๆครับ

   5. เรื่องแนวการปฏิบัติต่างๆ  สายต่างๆ  นิกายต่างๆ  เกิดความเข้าใจขึ้นบ้างพอสมควรครับ  และเริ่มมองเห็นถึงความเชื่อมโยง  จุดร่วม  หรือจุดที่ต่างๆกัน  ด้วยความเข้าใจครับ  อันไหนจะเป็นสมถะ  อันไหนจะเป็นวิปัสสนา  อันไหนตั้งต้นด้วยสมถะและตามด้วยวิปัสสนา....   ทำให้เรากว้างขึ้นครับ  มิได้ยึดติดกับแนวนั้น แนวนี้มากเกินไป  แต่ขอให้เป็นแนวที่ปฏิบัติและเกิดการตื่น เกิดการวาง คลายจากตัวตนและความยึดมั่นถือมั่น  ตามคำสอนที่ว่า  ...ใดใดในโลกนี้  ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น...

 

....มีช่วงก่อนผมติดสมถะมากครับ  จิตเขาเย็นๆ  สงบนิ่งๆ  แบบว่าสุขหนอๆ บ่อยๆ

..แต่ก็ได้ท่านอาจารย์กะปุ๋ม...มาเคลียร์ให้เรียบร้อยครับ  ครั้งนั้นถูกอัดเพื่อให้ตื่นอย่างมาก  หรือสึกว่าอาจารย์จะเสียพลัง(ในการพร่ำสอน)ไปมากที่เดียว...เพื่อให้เราตื่น

 

 ....นานมาเเล้วเคยเห็นอาจารย์บอกว่าช่วงนั้นเข้าไปที่ลานธรรม  3 เดือนที่ผ่านมาผมก็เริ่มเข้าไป  และก็ได้อะไรมากมายเลยครับ  ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์หายไป หรือเข้าไปที่นี่  แต่ว่าตอนนี้เหมือนผมเริ่มจะมีคำตอบเเล้วครับ  และก็รู้สึกได้ว่าปัญญาของตนเองนั้นจะต้องพัฒนาและขัดเกลาอีกมากครับ

 

 ขอบพระคุณมากๆครับ...ที่ทำให้มาถึงวันนี้...^_^

kmsabai pai 21 9 52

สวัสดีค่ะน้องหมอ

ยินดีที่น้องหมอได้ประโยชน์จากการอ่านและการปฎิบัติต่างๆ นะคะ ตอนนี้เราเหมือนเป็นเพือนร่วมทางเดินกัน แนะนำปฏิบัติกันไป ตามแนวทางของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่วางไว้ให้ และตามแนวทางธรรมชาติที่เราได้เห็นอยู่รอบๆ ตัวเรา

ดีใจที่น้องหมอบอกว่าแยกแยะการตามดูออกจากการเพ่ง หรือการบังคับดูได้แล้วนะคะ พอทำได้แล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น เวลาเริ่มเห็นบ้างก็จะเกิดอนุสติ พอทำไปเรื่อยๆ ได้ต่อเนื่องก็จะเป็นมหาสติ เวลาดูแล้วก็อย่าลืมน้อมเข้าตัว เป็นธรรมานุสติ การทำเช่นนี้เรื่อยๆ จะเป็นพื้นฐานสร้างความเข้าใจจากการปฏิบัติ(ภาวนา)นั่นเอง เหมือนที่น้องหมอบอกว่าการเข้าใจเรื่องกรรม ทำให้เข้าใจเรื่องอื่นๆ ตามมามากขึ้นด้วย ก็เหมือนกับการปฎิบัติมากขึ้น เกิดผลต่างๆ ที่เราเห็นได้จากจิตของเรามากขึ้น ก็เข้าใจธรรมะมากขึ้นไปด้วยนั่นเอง ดังนั้นถ้าเราไม่หยุดปฎิบัติ มีสติสม่ำเสมอ เห็นเรื่องที่แท้จริงที่อยู่รอบตัวเรา (เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์) เข้าใจธาตุขันธ์ หยุดวิ่งตามกระแสกิเลส (เพราะเราเข้าใจและมีปัญญามากขึ้น) สุดท้ายก็จะละอัตตาและเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น

เรื่องการติดสมถะนั้น ถ้ารู้ตัวว่าติด ก็ดีแล้วนะคะ สมถะตามความเข้าใจของพี่ เป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของกายของนักกีฬา แต่ถ้านักกีฬาไม่เข้าแข่งขัน (วิปัสสนา) ก็ไม่ได้ใช้กายที่สร้างให้เกิดประโยชน์ คือไม่ได้สร้างปัญญาเพิ่มพูนนั่นเองค่ะ

ยังไงพี่ก็ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปตามวิธีและบุญบารมีของแต่ละคน แต่ชีวิตนี้น้อยนัก(ดังที่สมเด็จพระสังฆราชท่านว่าไว้) เพราะฉะนั้นต้องไม่ประมาท ทำเรื่อยๆ ทำทุกวัน ทำทุกเวลาที่ระลึกได้ สุดท้ายการปฎิบัติของเราก็จะเป็นธรรมชาติไปเองค่ะ

อนุโมทนา สาธุนะคะ ^ ^

ก็ดีนะครับ แต่ผมยังเข้าไม่ถึงแก่นธรรม ถึงแต่แก่นแท้ ความซวยมาเยือนแท้ๆ มาบ่อยซะด้วย เวลาก็มีน้อยมีแต่หน้าที่มีเรื่อยๆ ความฝันยังไม่เป็นจริง เดินทางต่อไป บาย ... ขอให้ทุกท่านมีความสุขทุกคืนวัน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี