สวัสดีค่ะน้องหมอ
ยินดีที่น้องหมอได้ประโยชน์จากการอ่านและการปฎิบัติต่างๆ นะคะ ตอนนี้เราเหมือนเป็นเพือนร่วมทางเดินกัน แนะนำปฏิบัติกันไป ตามแนวทางของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่วางไว้ให้ และตามแนวทางธรรมชาติที่เราได้เห็นอยู่รอบๆ ตัวเรา
ดีใจที่น้องหมอบอกว่าแยกแยะการตามดูออกจากการเพ่ง หรือการบังคับดูได้แล้วนะคะ พอทำได้แล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น เวลาเริ่มเห็นบ้างก็จะเกิดอนุสติ พอทำไปเรื่อยๆ ได้ต่อเนื่องก็จะเป็นมหาสติ เวลาดูแล้วก็อย่าลืมน้อมเข้าตัว เป็นธรรมานุสติ การทำเช่นนี้เรื่อยๆ จะเป็นพื้นฐานสร้างความเข้าใจจากการปฏิบัติ(ภาวนา)นั่นเอง เหมือนที่น้องหมอบอกว่าการเข้าใจเรื่องกรรม ทำให้เข้าใจเรื่องอื่นๆ ตามมามากขึ้นด้วย ก็เหมือนกับการปฎิบัติมากขึ้น เกิดผลต่างๆ ที่เราเห็นได้จากจิตของเรามากขึ้น ก็เข้าใจธรรมะมากขึ้นไปด้วยนั่นเอง ดังนั้นถ้าเราไม่หยุดปฎิบัติ มีสติสม่ำเสมอ เห็นเรื่องที่แท้จริงที่อยู่รอบตัวเรา (เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์) เข้าใจธาตุขันธ์ หยุดวิ่งตามกระแสกิเลส (เพราะเราเข้าใจและมีปัญญามากขึ้น) สุดท้ายก็จะละอัตตาและเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น
เรื่องการติดสมถะนั้น ถ้ารู้ตัวว่าติด ก็ดีแล้วนะคะ สมถะตามความเข้าใจของพี่ เป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของกายของนักกีฬา แต่ถ้านักกีฬาไม่เข้าแข่งขัน (วิปัสสนา) ก็ไม่ได้ใช้กายที่สร้างให้เกิดประโยชน์ คือไม่ได้สร้างปัญญาเพิ่มพูนนั่นเองค่ะ
ยังไงพี่ก็ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปตามวิธีและบุญบารมีของแต่ละคน แต่ชีวิตนี้น้อยนัก(ดังที่สมเด็จพระสังฆราชท่านว่าไว้) เพราะฉะนั้นต้องไม่ประมาท ทำเรื่อยๆ ทำทุกวัน ทำทุกเวลาที่ระลึกได้ สุดท้ายการปฎิบัติของเราก็จะเป็นธรรมชาติไปเองค่ะ
อนุโมทนา สาธุนะคะ ^ ^