ถ้านำตัวเลขจากไม่กี่ตารางเมตรในที่ฝังอินทรียวัตถุมาคูณพื้นที่นาอินทรีย์ หรือพื้นที่ทำนาทั้งประเทศ น่าจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดต่อสภาพการทำการเกษตรของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ และชาวนาทั่วไป

ในระยะสองสามปีที่ผ่านมา มีกระแสของวงวิชาการที่พยายามจะชี้ให้เห็นปัญหาของโลกร้อน ว่าเป็นปัญหาของโลกปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแลทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม

ในแง่นั้นก็ถือเป็นความดีของการกระตุ้นการตื่นตัวของสังคมโลก ให้รู้ว่าถ้าเราไม่แก้ไขพฤติกรรมของเรา ก็อาจต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายในเวลาไม่นาน

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีผู้ใช้โอกาสในนาม “นักวิชาการ” ที่พยายามจะใช้กระแส นำทาง มาสร้างเข้าทางตัวเอง เพื่อการเปิดช่องให้ตัวเองมีความสำคัญ มีงานทำ หรือขอโครงการได้สะดวก

ประเด็นหนึ่งที่โยงกับเรื่องนี้คือ การปลดปล่อยมีเทนจากระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ผมเห็นด้วยว่าน่าจะมีการศึกษา โดยเฉพาะการทำนาอินทรีย์ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสครั้งนี้

ในเชิงหลักการนั้นก็ควรไปศึกษาจากสภาพจริง

แต่ในทางปฏิบัติ

กลับทดลองในกระถางที่ใส่อินทรียวัตถุที่ยังไม่ย่อยสลายมากๆ ลึกๆ ให้เกิดการหมักอย่างรุนแรง จนสามารถเกิดมีเทนได้มากๆ วัดได้ง่ายๆ

แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปอ้างเป็นการทำ “เกษตรอินทรีย์” ว่ามีผลต่อการปลดปล่อยมีเทนอย่างมากมาย

คิดคำนวณเป็นต่อกระถาง นำค่าที่ได้ไปคูณให้เป็นต่อไร่ แล้วก็คูณให้เป็นพื้นที่นาทั่วประเทศไทย เพื่ออ้างอิงว่าสำคัญ เพื่อการขอโครงการวิจัย และการศึกษาขนาดใหญ่ในระดับแปลง

ก็สมใจนึกแหละครับ

คนไม่เข้าใจ เห็นแค่ตัวเลขและงานตีพิมพ์ ก็ตื่นเต้นและรีบอนุมัติโครงการทันที

พอได้โครงการมาทำในแปลงนา ก็ทำแบบเดิม

คือ ไปทำอุปกรณ์วัดไว้ในนาเคมีธรรมดานี่แหละ แล้วก็ใส่อินทรียวัตถุที่ยังไม่หมักลงไปลึกๆ ให้มีการหมักอยู่ใต้เครื่องวัดนั้น

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร

ก็ไม่พ้น การปลดปล่อยมีเทนจาก “เกษตรอินทรีย์” นี่รุนแรงจริงๆ

แต่ในความเป็นจริงนั้น

  1. ไม่มีเกษตรกรคนใดไปฝังวัสดุอินทรีย์สดๆ ในดินลึกๆแบบนั้น
  2. การใส่อินทรียวัตถุส่วนใหญ่จะหมักก่อนจนกระบวนการหมักแทบจะไม่มีแล้วจึงนำไปใส่นา หรือโรยให้พืช
  3. การใส่อินทรียวัตถุที่หมักแล้วนั้น มักจะทำก่อนฝนตกชุก โดยการหว่านบนผิวดิน ในอัตราต่ำ ประมาณไม่เกินสามร้อยกรัมต่อ ตารางเมตร หรือ ประมาณ ๕๐๐ กก. ต่อไร่ (หรือถ้าจะตีเป็นงานทดลอง ก็จะเป็น ประมาณ ๑ ช้อนชา ต่อกระถาง ๖ นิ้ว)
  4. อย่างมากก็หว่านก่อนการไถกลบแบบตื้นๆ ไม่มีการฝังลึก
  5. บางทีก็หว่านหลังข้าวขึ้นแล้วช่วงดินมีความชื้น โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ที่ต้องไม่แห้ง ไม่ร้อนจึงจะได้ผลดี ที่ไม่มีการฝังลึกแน่นอน

นั่นเป็นการทำเกษตรแบบใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีไม่มากด้วยซ้ำ และยังไม่ใช่ “เกษตรอินทรีย์” แต่อย่างใด

ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการนำวัสดุอินทรีย์สดๆ ไปฝังไว้ใต้ตรวจจับหรือเครื่องวัดมีเทน

แล้วทำไมเกษตรอินทรีย์มาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร

ก็เกี่ยวตรงที่ว่า

เขาตั้งสมมติฐานว่าเกษตรอินทรีย์ก็คือ การทำการเกษตรโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และถ้าดินเสื่อมโทรมมากๆ ก็ต้องใช้มากๆ

ฟังดูเข้าที

แต่บังเอิญไม่ใช่

เพราะเกษตรอินทรีย์นั้นเป็นการปรับปรุงระบบนิเวศโดยใช้ระบบของธรรมชาติ

ปุ๋ยอินทรีย์เป็นวิธีการหนึ่งในการปรับปรุงในช่วงแรกๆ เรียกว่าระยะปรับเปลี่ยน

เมื่อได้ที่แล้ว ระบบต้องดูแลตัวเองได้ เหมือนกับระบบนิเวศของป่าธรรมชาติ

มีระบบสำรอง ระบบหมุนเวียน และการให้ผลผลิตที่ไม่ถึงกับทำลายระบบ

จึงจะเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ที่ดี และแท้จริง

ดังนั้น การหมักแบบขาดอากาศจะมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย

โดยเฉพาะในสภาพน้ำฝน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราต่ำ (ระยะปรับเปลี่ยน) และการเน้นการรักษาระบบนิเวศเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน ไม่น่าจะมีสารอินทรีย์ย่อยสลายง่ายมากพอที่จะหมักให้เกิดมีเทนอย่างมากมายดังที่ทำในกระถางและแปลงทดลองได้

ดังนั้น ข้อมูลที่ผลิตออกมาน่าจะแตกต่างไปจากความเป็นจริงอย่างมากมาย และไม่ควรจะนำไปคูณให้เกิดภาพรวมที่ทำให้เกิดของความเสียหายทั้งประเทศ

เพราะสภาพการฝังอินทรีย์สารที่ยังหมักไม่เสร็จไปในดินขังน้ำลึกๆอย่างนั้น ไม่น่าจะมีที่ใดในประเทศไทย นอกจากไม่กี่ตารางเมตรในแปลงทดลองที่ทำเท่านั้น

ถ้านำตัวเลขจากไม่กี่ตารางเมตรในที่ฝังอินทรียวัตถุมาคูณพื้นที่นาอินทรีย์ หรือพื้นที่ทำนาทั้งประเทศ น่าจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดต่อสภาพการทำการเกษตรของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ และชาวนาทั่วไป

ที่กลายเป็นผู้ต้องหาแบบไม่ได้ทำ และไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ทุกอย่างเป็นการสร้างข้อมูลจากสภาพที่ไม่มีอยู่จริง

และถ้ามามองเกษตรอินทรีย์แบบที่ผมทำ

ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ใช้น้ำน้อย หรือนาบก

อินทรียวัตถุที่มีอยู่ก็จะอยู่บริเวณผิวดิน มีอากาศมากพอ การสลายตัวในสภาพมีอากาศ ยิ่งแทบไม่มีโอกาสเกิดมีเทนได้เลย

นี่ก็เป็นอีกโศกนาฏกรรมทางวิชาการอีกงานหนึ่ง

ดูเหมือนจะมี

ผู้เสียหายมากมายทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกร กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ชาวนาไทย ภาพเมืองไทยในสายตาชาวโลก

ผู้ได้ประโยชน์น่าจะไม่เกินร้อยคน คือ นักวิจัย เจ้าหน้าที่โครงการ และนักศึกษาที่ได้รับทุนวิจัย

ลองทบทวน และคิดดูหน่อยได้ไหมครับ ว่า

คุ้มค่าหรือเปล่า

ถ้าไม่คุ้มเราควรจะทำอย่างไรกันดี

จะปรับเปลี่ยน แก้ไขก็ยังไม่สาย

เผื่อภาพลักษณ์ของการทำนา เกษตรอินทรีย์ ชาวนาไทย และประเทศไทยในสายตาชาวโลกจะดีขึ้นอีกสักหน่อย

ขอแค่นี้แหละครับ

ที่เหลือท่านจะได้รับผลประโยชน์ใดๆ ก็แล้วแต่บุญวาสนาของท่านเถอะครับ

ขออย่าให้อยู่บนความเสียหายของสังคม ของประเทศ ที่ไม่คุ้มค่า 

ก็น่าจะยอมรับได้แล้วครับ